กูรู-ตลาดทุน ระดมแผนปลุกเสน่ห์หุ้นไทย หวังลงทุนรัฐกระตุ้นความเชื่อมั่น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งเครื่องแผน Jump+ ฟื้นเสน่ห์หุ้นไทย หวังรัฐดันโครงการใหญ่ หนุนต่างชาติเข้าลงทุน เดินหน้าดึงธุรกิจใหม่เข้าจดทะเบียน เสริมอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้านกูรูตลาดทุนชี้ หุ้นไทยมีราคาน่าสนใจ แนะรัฐปรับโครงสร้างตลาดทุน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานเสวนา “Dailynews Talk 2025 ปลุกเสน่ห์หุ้น-คริปโทฯ ครึ่งปีหลัง 2025” ว่า เสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยมีกิจการในหลายบริษัทที่ยังเจริญเติบโตได้ เพียงต้องค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากดึงการลงทุนกลับมาได้จะเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจากภาครัฐที่จะเป็นตัวกระตุ้นได้ โดยเท่าที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนจากต่างประเทศยังมีคาดหวังกับประเทศไทยที่จะเห็นแผนต่างๆในด้านพื้นฐาน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์, โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งนักลงทุนอยากเห็นถึงการเดินหน้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นที่สร้างความมั่นใจ
นอกจากนี้หากย้อนไปหลายปีผ่านมาการลงทุนภาครัฐยังค่อนข้างน้อย ฉะนั้นหนึ่งในโครงการที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปลุกขึ้นมา ก็คือการโครงการ Jump+ ให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลับมาวิเคราะห์ตัวเองว่าเราจะโตไปข้างหน้าอย่างไร โตอย่างไร อยากให้วางแผนอย่างชัดเจนและตั้งเป้าหมายว่าใน 3 ปีจะลงทุนอะไร และการลงทุนนั้นๆ จะสร้างผล เพิ่มมูลค่าให้กิจการได้เท่าไหร่ จึงอยากให้มาเตรียมพร้อมและสื่อสารให้นักลงทุนทราบว่าทุกไตรมาส ทุกเดือนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับหุ้นไทย
นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาทุกคนมีความเข้าใจผิดและมองว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้หุ้นขึ้นได้ แต่หนึ่งในหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ สร้างทางเลือก ยกตัวอย่าง เช่น DR ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อหุ้นที่น่าสนใจในต่างประเทศด้วยเงินบาท ผ่านบัญชีหลักทรัพย์ไทย และทางด้านกฎเกณฑ์เราก็ต้องปรับปรุงสม่ำเสมอ เพราะตลาดทุนมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และคอยนั่งดูพฤติกรรมในตลาดทุนที่เราไม่ต้องการพฤติกรรมที่ไม่ดี
“ยกตัวอย่าง ชอร์ตเซลล์ ที่ผิดกฎ หน้าที่ของเรา คือ สร้างความเชื่อมั่น สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาโดยทำงานร่วมกับ ก.ล.ต.ปิดช่องโหว่เพื่อสร้างความมั่นใจเกิดขึ้นได้”
นอกจากนี้ ในอนาคตยังอยากที่จะดึงดูดธุรกิจใหม่ๆเข้ามาในตลาดทุนมากขึ้น ซึ่งอาจมีกฎเกณฑ์พิเศษ และกฎเกณฑ์ทางบัญชีปกป้องนักลงทุนบ้างโดยขณะนี้ได้มีการหารือกับทาง บีโอไอ ว่าหากมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยเราจะดึงดูดธุรกิจเหล่านี้มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ เงื่อนไขอย่างไรดีที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้ โดยที่กฎเกณฑ์ต่างๆ จะวิเคราะห์ขอความคิดเห็น รับฟัง กลั่นกรองและมองสิ่งที่เหมาะสมที่สุดจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
นายอัสสเดช กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการหารือกับสมาคมต่างๆ ทั้งสมาคมตลาดทุน ก.ล.ต. เพื่อวางแผนเพิ่มเสน่ห์ในอนาคตของตลาดทุนอย่างไรบ้าง ในบริบทไหนบ้าง ซึ่งจะต้องใช้เวลาและมานั่งดูทุกองค์ประกอบว่ามาจากไหนบ้าง ทั้งบริษัท นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ และนักลงทุนสถาบันแบบใหม่จะพัฒนาอย่างไร จะสามารถดึงดูดมาจากต่างประเทศได้หรือไม่ มีกำแพงอะไรที่กีดกั้น เพราะประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจ และมีโปรดักท์อื่นที่น่าสนใจที่จะต้องพัฒนา
“การลงทุนของนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ที่ค่อนข้างเล็กลง วันนี้รายย่อยมีกำลังซื้ออยู่ที่ 500 บาท จากในอดีตต้องมีเงินหลักพันบาท และเราต้องใช้เทคโนโลยีอย่างไรช่วยเหลือนักลงทุนทั้งด้านการเข้าถึงแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ลดค่าใช้จ่ายบริษัทหลักทรัพย์อย่างไร ช่วยเหลือกันให้อยู่รอดและเติบโตไปด้วยกัน”
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลังสิ่งเดียวที่เรายังมีความน่าสนใจคือราคาหุ้นไม่แพง เมื่อเทียบกับอดีต จำนวนหุ้น 60-70% เทรดต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม 2-3 ปี ตลาดหุ้นไทยติดลบทุกปี ขณะที่ต่างประเทศมีการเติบโตสูงกว่า เพราะคนไม่มั่นใจกับอนาคต จึงถือหุ้นน้อยลง ขายออกมาต่ำกว่ามูลค่า แต่หากมองดูตอนนี้ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นที่น่าสนใจอยู่ในระดับหนึ่งต้องทำให้คนหรือนักลงทุนได้เห็นส่วนนี้
“เรามีเสน่ห์ คือมูลค่าหุ้นน่าสนใจมาก และหุ้นแต่ละตัวเทรดต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ซึ่งคนเริ่มมีความไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เลือกที่จะถือหุ้oน้อยลง ทำให้หุ้นหลายตัวถูกขายออกมา ซึ่งมูลค่าอาจต่ำกว่าความเป็นจริง”
นอกจากนี้ มองว่ารัฐบาลในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับตลาดทุนมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะมองว่า ตลาดทุนสามารถหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ซึ่งหากมีแผนออกมาที่ชัดเจน นโยบายรัฐบาลทำได้จริง จะช่วยดึงการลงทุนเข้ามาได้ เช่น การลงทุนพวกดาต้าเซ็นเตอร์ หากนำเอาธุรกิจใหม่ๆ หรือเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้ก็จะดึงดูดนักลงทุนได้ แต่ตอนนี้ตลาดไทยไม่มีของใหม่ๆ การซื้อหุ้น คือ การซื้ออนาคต
“อยากเห็น 1,800 เป็นไปได้ เพราะพึ่งถึงในช่วงก่อนช่วงวิกฤตโควิดเอง แต่วันนี้จะทำอย่างไร โดยรัฐบาลมีแผนมากมาย ต้องทำให้ได้จริง ต้องมีเดดไลน์ แต่ละเรื่องใครก็ได้เข้ามาทำ และทำให้ได้ เมื่อครบเดดไลน์ ทำไม่ได้ก็เปลี่ยนคนใหม่ เราสนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ตลาดทุนก็สนใจเรื่องเหล่านี้ วันนี้ต้องแก้หลายอย่าง”
ขณะที่นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. ในฐานะกองทุนที่มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของข้าราชการ จำเป็นต้องบริหารการลงทุนให้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ พร้อมทั้งต้องพิจารณาภาพรวมของเศรษฐกิจในการตัดสินใจลงทุนด้วย
ปัจจุบันยังมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต และให้ผลตอบแทนที่ดี การลงทุนของ กบข. ครอบคลุมทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาด ซึ่งยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
กบข. เน้นการลงทุนในลักษณะระยะยาว ไม่ใช่การซื้อขายในระยะสั้น เช่น ซื้อเช้า-ขายเย็น และยังมองหาโอกาสจากการลงทุนในหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีราคาน่าสนใจและมีการจ่ายเงินปันผลที่ดี
แม้ว่าภาพรวมของตลาดทุนไทยจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ กบข. ยังคงเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยมีศักยภาพในการเติบโตต่อไป โดยนักลงทุนต้องการความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบ กบข. ยังคงมองการลงทุนในตลาดไทยในระยะยาวอย่างมั่นใจ
ด้านดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า กล่าวว่า มูลค่าหุ้นไทยวันนี้ต้องยอมรับว่ามีมูลค่าที่มีการเติบโต แต่จริงๆแล้วตอนนี้เหมือนกับว่าการเติบโตหายไป มันเหลือแต่มูลค่าและไม่ได้พูดถึงรากฐานว่าจริงๆมาจากไหน
ทั้งนี้ปัญหาสำคัญที่ทำให้การเติบโตหายไปมองว่ามี 3 เรื่องหลัก คือ 1.เรื่องประชากรศาสตร์ ที่คนเกิดน้อยลงและตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้เงินในกระเป๋าลดลง ฉะนั้นจึงต้องรีบช่วยกันมีลูกเพื่อเพิ่มประชากรให้จีดีพีเพิ่มขึ้น โดยอาจจะใช้ดารามาช่วยส่งเสริมการมีลูก 2.คนทำงานเก่งขึ้นจากการใช้เครื่องจักรแต่มีเงินเดือนน้อย จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพคนไทยด้วยภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สองหรือสาม และ3.จากการศึกษาทั่วโลก พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจการเติบโตของทั่วโลกอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งระบบการปกครองหรือรัฐบาลที่ดีจะทำให้ประเทศนั้นๆเจริญขึ้นชัดเจน
“ประเทศไทยในแง่การปกครองตอนนี้เทียบกับประเทศอื่นไม่ได้เลย ฉะนั้นจะต้องแก้ไขทั้ง 3 เรื่องนี้ให้ได้ เพราะนาทีนี้หุ้นไทยเป็นมูลค่าที่ไม่มีการเติบโต ที่ต่างชาติมองอยู่ ซึ่งต่างชาติมองว่าหากเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาจะต้องมีการเติบโตหากไม่มีการเติบโตก็ไม่มีใครอยากเข้ามา”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กูรู-ตลาดทุน ระดมแผนปลุกเสน่ห์หุ้นไทย หวังลงทุนรัฐกระตุ้นความเชื่อมั่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net