ไข 4 วิธี ! สร้างการบอกต่อผ่าน การตลาด Word-of-Mouth ที่สร้าง Awareness ให้ธุรกิจของคุณแบบ Organic
ยุคนี้หากใครทำการตลาดได้ดีคงเป็นต่อในสนามการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็มีปลายทางเดียวกัน คือทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้อย่างกว้างขวาง และถูกยอมรับจากผู้คน ซึ่งมันก็พอจะมีวิธีที่ทำให้ธุรกิจของเราถูก ‘บอกต่อ’ ได้แบบไม่สิ้นเปลืองแถมยัง Organic เห็นผลแบบชัดเจนอยู่ด้วย
แน่นอนว่าก่อนที่ลูกค้าจะตกลงปลงใจซื้อของอะไรสักชิ้น ต้องผ่านการหารีเสิร์ชหาข้อมูลมากมาย และสิ่งที่สำคัญที่จะให้ลูกค้าเชื่อมั่นสุด ๆ ไปเลยคือ ‘รีวิวจากผู้ใช้จริง’ ยิ่งเป็นรีวิวจากคนใกล้ตัวยิ่งตัดสินใจง่ายขึ้นเข้าไปใหญ่เลย เพราะถ้าหากให้เลือกว่าจะเชื่อโฆษณาหรือรีวิว คนมักจะเชื่อรีวิวก่อนอยู่แล้วเสมอ
วันนี้ Ad Addict ไม่รอช้าที่จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับการตลาดแบบ Word-of-Mouth ที่จะสร้าง Awareness ให้ธุรกิจของคุณแบบ Organic !
Word-of-Mouth (WOM Marketing) คืออะไร ?
Word of Mouthคือการหาวิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้ธุรกิจถูกบอกต่อโดยผู้คนแบบปากต่อปากให้มากที่สุด เพราะนอกจากจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แล้ว Word of Mouth ยังทำให้เกิดการกระตุ้นเชิงบวกกับแบรนด์อีกด้วย ถือว่าเป็นการตลาดที่ทรงพลังและมีมูลค่ามหาศาลอย่างยิ่ง
ข้อดีของการตลาด Word-of-Mouth
1. สร้าง Awareness ได้โดยไม่ต้องเปลืองต้นทุนในการทำการตลาด
อย่างที่รู้กันว่า ถ้าธุรกิจของเราถูกบอกต่อด้วยวิธีแบบปากต่อปาก ยังไงก็ประหยัดต้นทุนในการทำการตลาดเป็นเท่าตัว ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ไม่ต้องเทหมดหน้าตักในการโปรโมต เพราะบอกต่อแบบปากต่อปากจะสร้าง Awareness ให้กับธุรกิจเราด้วยตัวมันเอง
2. ข้อมูลถูกกระจายได้อย่างรวดเร็วทันใจ
พลังของการบอกต่อในโซเซียลมันมากกว่าที่คุณคิด มันมากกว่าที่คุณเห็น ! ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ในเฟซบุ๊ค การรีทวิตหรืออีกมากมายที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลทุกอย่างถูกส่งต่อไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากธุรกิจของคุณถูกพูดถึงและบอกต่อในโซเชียล แล้วละก็รับรองได้เลยว่าถูกมองเห็นแน่นอน !!
3. ยืนยันคุณภาพของสินค้าและบริการไปในตัว
เมื่อสินค้าของแบรนด์เราถูกนำไปบอกต่อกับเพื่อนฝูง คนรู้จักหรือโลกโซเชียล ก็เหมือนเป็นเครื่องยืนยันไปในตัวเลยว่า ของเราดีจริง ดีแบบตะโกน เพราะถ้าไม่ดีจริงลูกค้าคงไม่เต็มใจนำไปบอกต่อแน่นอน
4. เป็นการตลาดที่ทรงพลัง !
เพราะคนมักจะเชื่อคำพูดจากเพื่อนและครอบครัวมากกว่า หากให้เอามาเทียบให้เห็นกันชัดเลย ๆ ว่าระหว่างให้เพื่อนคุณมาพูดว่ามันดีกับโฆษณามาพูดว่ามันดี คุณจะเชื่อใครกันแน่ นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม Word of Mouth ถึงทรงพลัง
5. การคัดสรรผู้ฟังไปในตัว
เพราะคนส่วนใหญ่มักจะแชร์ข้อมูลในเรื่องที่เขาเจอ ให้กับคนที่พวกเขาคิดว่ากำลังสนใจเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ของใช้ ก็มักจะมีกลุ่มคนที่ชอบอะไรแนวเดียวกันแบ่งปันความเห็น บอกต่อสิ่งของให้กันและกันอยู่แล้ว
ซึ่งก่อนที่จะเกิด Word of Mouth ได้เราต้องทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้ได้ก่อน โดยต้องสร้าง ‘Triggers’ เล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างผู้คนและแบรนด์ของคุณ อาจจะเป็นการหยิบยืมสิ่งที่ผู้คนทำกันเป็นประจำในชีวิตประจำ เห็นบ่อย ๆ จนเกิดการจดจำและถูกพูด จนสามารถทำให้เกิด Word of Mouth ได้
แล้ววิธีที่จะสร้างให้เกิด Word of Mouth ละมีอะไรบ้าง ? มาดูกันน ~
1. สินค้าและบริการต้องดี ! เพื่อให้เกิดการบอกต่อที่ผลลัพธ์
"แกลองไปซื้อครีม X มาใช้ดูสิ ฉันใช้แล้วดีม๊าก"
แน่นอนว่าผู้คนมักจะแชร์อะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขารู้สึกดี ใช้แล้วเห็นผลจนอยากบอกต่อ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้สินค้าของแบรนด์เราดีจริงก่อน ถึงจะเกิดการบอกต่อได้
ซึ่งหากสินค้าหรือบริการของเราทำออกมาได้ดีจริง ๆ ใช้ดีมีคุณภาพ ระยะการใช้งานยืนยาวได้มาตราฐาน ตรงปกและเห็นผล ยังไงก็ได้รับการบอกต่อหรือรีวิวจากคนรู้จักที่ใช้จริงอยู่แล้ว ฉะนั้นสินค้ามันจะมีความทรงพลังและขลังขึ้นเยอะมากก กลายเป็นเปอร์เซนต์หลัก ๆ ที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อของ เพราะขนาดเพื่อนฉันยังใช้ แสดงว่าของเขาดีจริง !
ป.ล. แน่นอนว่าของเราต้องดีก่อนจริง ๆ นะไม่งั้นจะโปรโมตแค่ไหนก็ไม่มีผล
ยกตัวอย่าง เช่น นส.ขวัญใจ ได้ลองซื้อครีมกันแดดมาใช้เอง 1 ตัว แล้วเห็นผลดี ผิวหน้าดีขึ้นไม่หมองคล้ำ จึงเกิดความประทับใจนำไปบอกต่อในกลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดียของตัวเองทำให้คนที่ติดตามอยู่หรือเพื่อนของเธอเกิดความสนใจ อยากจะไปซื้อครีมกันแดดตัวนี้มาใช้ตามบ้าง
2. มอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า เพื่อนำไปสู่ความประทับใจ และทำให้เกิด Brand Loyalty
"แบรนด์ที่น่าพูดถึง คือแบรนด์ที่ให้คุณค่า"
เมื่อแบรนด์ของคุณมีคุณภาพดีจนถูกนำมาใช้ต่อ ก็จะเกิด Brand Loyalty ที่ทำให้แบรนด์ของคุณถูกบอกต่อไปเป็นทอด ๆ ได้แล้วยิ่งถ้าหากว่าแบรนด์ของคุณมอบคุณค่า หรือช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาได้ไม่เป็นสองรองใครก็ยิ่งสามารถขยายขอบเขตในการบอกต่อไปได้มากกว่าเดิมเพราะเมื่อลูกค้าได้รับ หรือมองเห็นคุณค่าที่เรามอบให้ส่วนใหญ่ก็พวกเขาก็จะแบ่งปันสิ่งนี้ต่อไปให้คนอื่นด้วย
Tips สำหรับมือโปร : จำไว้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการมอบคุณค่าคือการมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และอะไรที่ทำให้คุณแตกต่าง !
ยกตัวอย่างเช่น การใช้ช่องทาง LINE OR สำหรับการทำ CRM ของ Nestlé ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่สะสมแต้ม เอาไว้ สามารถมาเลือกแลกรับ หรือลุ้นรับรางวัลต่างๆ โดยรางวัลมีมากมายหลากหลาย
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://adaddictth.com/knowledge/LINE-OA-NESTLE
3. สื่อสารพลังบวกให้ทัชใจคน เพราะ Emotion เป็นบ่อเกิดของความสำเร็จ !
Emotion เป็นตัวแปรที่ขับเคลื่อนการบอกต่อให้เกิดขึ้นได้ไวที่สุด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเข้าถึงอารมณ์ของผู้คนได้ไม่ว่าจะเป็น สนุก สุข เศร้า ซึ้งหรือตลก เมื่อนั้นพวกเขาจะแบ่งปันหรือบอกต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นไปให้ผู้อื่นได้อย่างธรรมชาติ
ยกตัวอย่างเช่น ‘deadline always exists’ ที่ออกโปรเจกต์มากมาย มาให้ผู้คนได้เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง หรือการปลอบประโลมผู้คนที่กำลังเครียดหรือสิ้นหวังผ่านการตอบคำถามจึงทำให้ deadline always exists ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เพราะสามารถเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนได้ และกินใจสุด ๆ
4.สร้างความพิเศษที่มีได้เฉพาะคุณ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึก Special
มี ‘ความลับ’ ที่ใดต้องมี ‘นักสืบ’ ที่นั่น หากแบรนด์ของคุณสามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้เป็นกุมความลับของจักรวาล รู้สึกพิเศษ ตื่นเต้นและแปลกใหม่ พวกเขาจะเฟ้นหาความจริง ตามหาความลับของคุณแล้วนำมาบอกต่อด้วยความภาคภูมิใจในที่สุด
แน่นอนอยู่แล้วว่าแบรนด์ที่ได้สำเร็จก็คงไม่พ้น ‘เมนูลับของสตาร์บัค’ ที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในโลกโซเชียล พอขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูลับคนก็ให้ความสนใจและอยากที่จะลองชิมเพื่อนำมาบอกว่า ‘แกฉันได้กินเมนูลับของสตาร์บัคแล้วนะ อร่อยมากแกลองไปสั่งดูสิ’ ได้อย่างภูมิใจว่าเราได้เป็นคนกระจายความลับนี้ ฉันเป็นคนล่วงรู้ความลับที่ไม่มีใครรู้ !
ดังนั้นก็อย่าลืมที่จะหา เมนูลับ ให้กับแบรนด์ตัวเองดูนะ แน่นอนว่าเมนูลับที่พูดไม่จำเป็นต้องเป็นอาหาร แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คนรู้สึกว่ามัน Top secreat สุด ๆ !! เพราะหากทำได้สำเร็จแบรนด์คุณจะได้รับพลังของ Word of Mouth แน่นอน
เป็นยังไงบ้างทุกคนน หลังจากที่ได้อ่านการตลาดแบบ Word of Mouth ที่เรานำมาฝาก ~ น่าสนใจสุด ๆ ไปเลยใช่มั้ย พลังของการบอกต่อหน่ะ ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ! โฆษณาอะไรก็ไม่สู้รีวิวจากผู้ใช้จริง Organic สุด แถมยังทำให้แบรนด์น่าเชื่อถืออีกด้วย
ถ้าเพื่อน ๆ สนใจกลยุทธ์ไหน หรือมี Case Study ที่น่าสนใจก็บอกมาได้เลย ! Ad Addict พร้อมนำมาเล่าให้ฟังกันอีกแน่นอนคร้าบ