โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ศักดา” ร้องกรรมาธิการป.ป.ช. สภาฯ ปมถูกสกัดดาวรุ่ง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 19 ต.ค. 2565 เวลา 07.30 น.

“ศักดา” ร้องกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาฯ ช่วยด่วน หลังถูกสกัดดาวรุ่ง ขึ้นตำแหน่ง รองอัยการสูงสุด สะดุด

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2565 เวลา 12.00 น. นายเกษม ศุภสิทธิ์ ทนายความ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยาและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจาก นายศักดา ช่วงรังษี รักษาการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด (รอง อสส.) ให้ช่วยพิจารณาในประเด็นที่อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่อง

1.เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 นายศักดา ช่วงรังษี ขณะดำรงตำแหน่ง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาตลิ่งชัน และเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ถูกอดีตอัยการสูงสุด มีคำสั่งปลดออกจากคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการเอกชนร่วมลงทุนปรับปรุงขยายการประปา ปทุมธานี-รังสิต อันเนื่องมาจากนายศักดา ช่วงรังษี ได้คัดค้านบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานการประปาปทุมธานี-รังสิต จะขอต่ออายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 20 ปี แต่เนื่องจาก “ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ไม่ได้ให้อำนาจไว้ “ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้วางหลักเกณฑ์ไว้แล้วว่า “ จะให้การประปาส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำประปาเอง” ภายหลังเมื่อสิ้นสุดอายุสัญญาดังกล่าวแล้ว ต่อมาภายหลังคณะกรรมการฯ ซึ่งไม่มีนายศักดา ช่วงรังษี ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย ได้มีมติให้บริษัทเอกชนรายดังกล่าว ต่ออายุสัญญาสัมปทาน ออกไปอีก 20 ปี

2.เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ได้มีการประชุมคณะกรรมการอัยการ เพื่อคัดเลือกอัยการสูงสุด ได้มีประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจการประปาส่วนภูมิภาค มายื่นหนังสือร้องเรียนคัดค้านการแต่งตั้งอัยการสูงสุดคนใหม่ และต่อมาได้มีการปล่อยข่าวให้ร้ายนายศักดา ช่วงรังษี ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการคัดค้านการแต่งตั้งอัยการสูงสุด เพื่อมิให้นายศักดา ช่วงรังษี ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามลำดับอาวุโส

3.เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 มีผู้ประสงค์ร้าย เขียนบัตรสนเท่ห์ ส่งไปยังอดีตอัยการสูงสุด ร้องเรียนกล่าวหาว่า “ นายศักดา ช่วงรังษี ไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ และละทิ้งหน้าที่ “ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 66 ในขณะ นายศักดาฯดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองภูเก็ต ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานคดีอาญาตลิ่งชัน และ ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และต่อมาได้มีการพิจารณาของคณะกรรมการอัยการ มีมติให้ นายศักดา ช่วงรังษี เลื่อนการแต่งตั้งขึ้นเป็นรองอัยการสูงสุด ซึ่งเดิมจะมีการแต่งตั้งกันในเดือนสิงหาคม 2565 แต่ได้มีการเลื่อนตลอดมา

โดยในการสอบวินัยนั้น นายศักดา ช่วงรังษี ได้เสนอข้อมูล ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร อันระบุได้ว่า “ นายศักดา ช่วงรังษี ได้ไปปฏิบัติราช ณ สำนักงานต่างๆทั้งสามแห่ง รวบรวมเสนอคณะกรรมการสอบสวน เป็นเอกสารจำนวนมากกว่า 1,000 แผ่น แต่ก็ไม่ได้รับการตรวจสอบและพิจารณาหลักฐานดังกล่าว รวมทั้งไม่ยอมรับฟังพยานบุคคล และพยานเอกสารตามที่เสนอไป ต่อมา คณะกรรมการสอบสวน ได้ชี้มูลความผิดในเรื่องดังกล่าวว่า นายศักดา ช่วงรังษี ขณะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดีอัยการปกครอง สำนักงานคดีปกครองภูเก็ต มีมูลอันควรสงสัยว่า ไม่ได้ไปปฏิบัติราชการพร้อมทั้งอ้างคำสั่งคณะกรรมการอัยการที่ 5/2556 เรื่องลงโทษข้าราชการอัยการ

ซึ่งได้มีกรรมการอัยการชั้นผู้ใหญ่หลายคนได้พูดในที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ ในวันที่ 12 กันยายน 2565 ว่า ตามคำสั่งดังกล่าว รูปเรื่องข้อเท็จจริงไม่ตรงกับกรณีของนายศักดา ช่วงรังษี แต่อย่างใด และต่อมาคณะกรรมการอัยการได้ มีมติเอกฉันท์ ให้นายศักดา ช่วงรังษี ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรองอัยการสูงสุด

4.นายศักดา ช่วงรังษี เห็นว่ากระบวนการสอบสวนที่ล่าช้า การไม่รับฟังพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล และเอกสารอย่างครบถ้วน ของคณะกรรมการสอบสวน อาจเป็นเงื่อนไขให้ไม่ได้รับการพิจารณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุดได้ เนื่องจากจะมีการเสนอความเห็นไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และคณะองคมนตรี ในเวลาโปรดเกล้าฯว่า “ เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อให้ดูเสมือนหนึ่งว่า มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุดได้”

ทั้งนี้ นายเกษม ศุภสิทธิ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว ต่อพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ ให้ช่วยพิจารณาให้ความเป็นธรรมในประเด็นดังกล่าว และได้มีการบรรจุวาระให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไปแล้ว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...