โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

OPTOCE ระดมสมอง รับมือปัญหาขยะพลาสติก 12 พันล้านตัน ล้นโลกปี 2050

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 28 ต.ค. 2565 เวลา 14.53 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2565 เวลา 01.05 น.

สถาบันวิจัยฯนอร์เวย์ จัดประชุม OPTOCE ระดับภูมิภาคครั้งแรกในไทย ระดมแนวคิดบริหารจัดการขยะ พร้อมผลักดันโปรเจค Co-processing การเผาร่วมในเตาปูน เร่งกำจัดขยะพลาสติก ที่คาดจะล้นโลก 12 พันล้านตันภายในปี 2050

ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE SINTEF Community Norway เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ หรือ SINTEF ได้จัดประชุมระดับภูมิภาค ว่าด้วยการจัดการพลาสติกในมหาสมุทรสร้างโอกาสในเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ The Ocean Plastic Turned into an Opportunity in Circular Economy (OPTOCE) Regional Forum เพื่อระดมแนวคิดการบริหารขยะพลาสติกทั้งในไทย จีน อินเดีย เมียนมาร์ และเวียดนาม ในวันที่ 27-28 ตุลาคม 2565

ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE SINTEF Community Norway

SINTEF ดึงพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเอ็นจีโอ ร่วมระดมแนวคิดการบริหารขยะพลาสติกทั้งในไทย จีน อินเดีย เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่ง 5 ประเทศนี้ เป็นประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกราว 217,000 ตันต่อวัน หรือ 79 ล้านตันต่อปี และมีการปล่อยพลาสติกสู่ทะเลในปริมาณสูงสุด ในขณะที่มีขยะพลาสติกน้อยมากที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขยะพลาสติกที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากอุตสาหกรรมประเภทปูนซีเมนต์ เหล็กกล้า และพลังงานไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน ดังนั้น จึงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณสูงด้วยเช่นกัน

ในการประชุมวันแรก ตัวแทนจาก 5 ประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโปรเจคนำร่องที่สำคัญ คือการใช้กระบวนการเผาร่วม หรือ Co-processing ในเตาเผาปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นการบริหารขยะอย่างบูรณาการ (Integrated Waste Management) และถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมซีเมนท์ สามารถลดการใช้ปริมาณถ่านหิน ลดค่ากำจัดขยะ และยังสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้มาขายเป็นคาร์บอนเครดิต ซึ่งแนวโน้มราคาของคาร์บอนเครดิตจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จากความน้องการของตลาดในอนาคต

"การจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ด้วยกระบวนการเผาร่วม ก่อให้เกิดโอกาสดีกับทุกฝ่าย ถือเป็น win-win ที่เจ้าของธุรกิจในอุตสาหกรรมซีเมนต์ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะได้ประโยบน์ร่วมกัน โดยจะช่วยป้องกันไม่ให้พลาสติกรั่วไหลไปยังทะเลและมหาสมุทร ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลถ่านหินลงได้เป็นจำนวนมาก และในทางอ้อม ก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยหลีกเลี่ยงการสร้างเตาเผาขยะใหม่หรือสร้างบ่อขยะเพิ่มขึ้น" ดร.คอเรกล่าว

นอกจากนี้ กระบวนการเผาร่วม ยังก่อประโยชน์อื่นๆ ตามมา ได้แก่

• ลดปริมาณขยะในทะเลและมหาสมุทร ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากกิจกรรมบนบก

• ส่งเสริมการประสานงานและความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้มีส่วนร่วมทางธุรกิจต่าง ๆ

• ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน

• ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสนับสนุนนโยบายและการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

การประชุมระดับภูมิภาคทั้ง 2 วัน จะมีผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง องค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไร ธุรกิจสตาร์ตอัพ สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสมาคมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมประเมินผลลัพธ์การดำเนินโครงการ OPTOCE ในปัจจุบัน รวมถึงการพิจารณางานวิจัยขยะพลาสติกคุณภาพต่ำ มุมมองของผู้ถือประโยชน์ในเรื่องความร่วมมือ แนวทางความร่วมมือในการลดปริมาณขยะริมชายหาดและในท้องทะเล และวิธีการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ NET ZERO ของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาถึงโอกาสและอุปสรรคในการดำเนินงานด้านความร่วมมือของชาติพันธมิตรทั้ง 5 ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือและการวิจัยของสถาบันการศึกษา เพื่อกำหนดโซลูชันที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการแก้ไขปัญหา

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ หรือ SINTEF ยังระบุว่า แต่ละปีมีขยะพลาสติกราว 13 ล้านตันเล็ดลอดลงสู่มหาสมุทร ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจ และสุขภาพของผู้คน และยังคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะทวีคูณเพิ่มเป็น 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2040

หากไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ขยะพลาสติกราว 12 พันล้านตันจะทับถมหรือเล็ดลอดสู่ระบบนิเวศทางธรรมชาติในปี 2050 ความร่วมมือในระดับนานาชาติ จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการแหล่งสร้างขยะพลาสติกสู่ท้องทะเล ซึ่งขณะนี้ กำลังเจรจาขยายความร่วมมือไปสู่ประเทศอื่นๆ อาทิ อัฟริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน

ผลที่ได้จากการประชุม จะนำไปเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 (COP 27) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-18 พฤศจิกายน 2565 ที่เมืองชาร์ม เอลเชค สาธารณัฐอาหรับอียิปต์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...