โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิทยาศาสตร์ปฏิเสธ "พระผู้สร้าง" จริงหรือ? ศาสนาอยู่ร่วมกับ "วิวัฒนาการ" อย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 พ.ย. 2566 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2566 เวลา 17.53 น.
อดัม พระเจ้า ทฤษฎีวิวัฒนาการ วิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ ปฏิเสธ-ไม่เชื่อ ใน “พระเจ้า” หรือพระผู้สร้างจริงหรือ? เช่นนั้นศาสนาอยู่ร่วมกับทฤษฎี “วิวัฒนาการ” อย่างไร

ชาวพุทธคงคุ้นเคยกับเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ที่ดำเนินเป็นวัฏจักรหรือวัฏสงสารดีอยู่แล้ว หลักการดังกล่าวยังใช้อธิบายกำเนิดจักรวาลและสรรพชีวิตในโลก โดยเชื่อว่าโลกและจักรวาลล้วนแตกดับและเกิดใหม่วนเวียนไปเรื่อย ๆ การอุบัติของสิ่งต่าง ๆ มาจากเหล่าพรหมและพลังของธรรมชาติ-จักรวาลเอง ซึ่งคล้ายกับคติฮินดู ในขณะที่ศาสนาเอกเทวนิยมที่เชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียว อย่างศาสนาคริสต์ อิสลาม รวมถึงจูดาห์ อธิบายจักรวาลวิทยาและการกำเนิดชีวิตต่างออกไป

กลุ่มศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวเชื่อว่า พระเจ้า คือ “พระผู้สร้าง” ตาม คติเนรมิตนิยม (Creationism) ซึ่งอธิบายว่า พระผู้เป็นเจ้ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้สร้างเอกภพและทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพรวมถึงมนุษย์ ด้วยอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระองค์เอง แต่หลักการดังกล่าวถูกท้าทาย เมื่อชาวตะวันตกใช้วิทยาศาสตร์ไขความกระจ่างเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิตและจักรวาลวิทยา

โดยเฉพาะหลังผลการศึกษาของชาร์ลส ดาร์วิน ถูกตีพิมพ์ออกไป นั่นคือทฤษฎี“วิวัฒนาการ” หรือการคัดสรรโดยธรรมชาติ ไม่ได้ถูกออกแบบหรือกำหนดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ความรู้สมัยใหม่นี้สั่นสะเทือนความเชื่อของทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาที่เชื่อในคติเนรมิตนิยม เป็นผลให้ศาสนากับโลกเป็นจริง (ที่ถูกวิทยาศาสตร์พิสูจน์) ถอยห่างออกจากกันเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม เราทราบกันดีว่า แม้ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ได้อธิบายหรือไขคำตอบของทุกสิ่ง การศึกษาค้นคว้ายังคงดำเนินต่อไป และศาสนาสำคัญ ๆ ของโลกก็ยังไม่ได้สูญสลายหายไปไหน แต่ในฐานะที่มนุษย์ทุกคนเป็นพลโลก แม้ยึดมั่นในชุดความรู้ที่ต่างกันสุดขั้วก็ยังต้องปฏิสัมพันธ์กันอยู่ นำมาสู่ประเด็นคำถามว่า แล้วศาสนากับวิทยาศาสตร์ควรอยู่ร่วมกันอย่างไร?

ฟรานซิสโก เจ. อยาลา (Francisco J. Ayala) ได้นำเสนอไว้ในหัวข้อเรื่อง “คติเนรมิตนิยมเป็นจริงหรือไม่? วิทยาศาสตร์และศาสนาไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน” ของหนังสือ 20 คำถามสำคัญของวิวัฒนาการ (มติชน, 2558) ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“วิทยาศาสตร์” กับ “ศาสนา” อยู่ตรงข้ามกันจริงหรือ?

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเชื่อทางศาสนาไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงข้ามกัน หากประเมินอย่างถูกต้องแล้วไม่อาจอยู่ตรงข้ามกันด้วยซ้ำไป เนื่องจากทั้งคู่ต่างมีขอบเขตองค์ความรู้ที่ไม่ทับซ้อนกัน เฉพาะต่อเมื่อมีการกล่าวอ้างเกินกว่าขอบเขตอันสมควรของตนเท่านั้นที่ วิทยาศาสตร์ และ ความเชื่อทางศาสนา จะกลายไปเป็นฝ่ายตรงข้ามกันอย่างแท้จริง

กล่าวให้จำเพาะลงไปอีก ทฤษฎีวิวัฒนาการเข้ากันไม่ได้กับความเชื่อทางศาสนาจริงหรือ? จริงหรือที่ว่าวิทยาศาสตร์มีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ จึงไม่มีคุณค่าใดในทางจิตวิญญาณเลย?

คำตอบของคำถามทั้งคู่นี้คือ “ไม่จริง”

ขอบเขตของวิทยาศาสตร์ก็คือโลกของธรรมชาติ ความจริงที่สัมผัสได้ผ่านประสาทสัมผัสของเรา ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม วิทยาศาสตร์นำมาซึ่งคำอธิบายที่สูงยิ่งขึ้นในโลกตามธรรมชาติ คำอธิบายซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนหรือปฏิเสธ โดยอาศัยการสังเกตและทดลอง นอกเหนือไปจากโลกใบแบบนี้แล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องไปเกี่ยวข้อง ไม่มีถ้อยแถลงอะไร ไม่มีอะไรต้องไปแสดงจุดยืนอันใดเลย

วิทยาศาสตร์ไม่มีส่วนที่จะไปตัดสินเรื่องคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความงาม หรือศีลธรรม ไม่มีอะไรจะไปเอ่ยเกี่ยวกับความหมายหรือจุดมุ่งหมายของชีวิต ยิ่งไม่มีอะไรต้องไปกล่าวถึงความเชื่อทางศาสนา (ยกเว้นแต่ในกรณีที่มีความเชื่อนั้นจะข้ามล่วงไปผ่านขอบเขตที่เหมาะสมทางศาสนา และยืนยันว่าตรงกันข้ามกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คำกล่าวเช่นที่ว่ามานั้นจึงไม่มีทางเป็นจริงไปได้)

นักวิทยาศาสตร์บางคน (ซึ่งรวมทั้งนักวิวัฒนาการด้วย) ยืนยันว่า วิทยาศาสตร์ปฏิเสธความรู้ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า หรือเกี่ยวข้องกับความหมาย และเป้าหมายของการดำรงอยู่ของโลก แม้จะสมเหตุสมผลก็ตาม นักชีววิทยาวิวัฒนาการที่มีชื่อเสียงริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งในเรื่องการออกแบบ เป้าหมาย และคุณค่า

“เอกภพที่เราสังเกตสังกามีคุณสมบัติที่เที่ยงตรง จนเราคาดหวังได้ว่าในส่วนที่ลึกที่สุดนั้นไม่มีทั้งเรื่องราวการออกแบบ เรื่องเป้าหมาย ไม่มีความชั่วร้ายและความดีงาม ไม่มีสิ่งใดเลย นอกจากความเฉยเมย ไร้กรุณา และมืดบอด”

นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิลเลียม โพรวีน (William Provine) ยืนยันว่า “วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีกฎทางจริยธรรมหรือศีลธรรมที่ถ่ายทอดกันได้ทางกรรมพันธุ์ ไม่มีหลักการที่เป็นคู่มือสมบูรณ์แบบสำหรับมนุษย์”

มีข้อโต้แย้งหนักหนาสาหัสมากที่เกิดจากคำโต้แย้งแบบนี้มาโดยปริยาย การไม่ผูกมัดกับคติธรรมชาตินิยม (naturalism) ของวิทยาศาสตร์ก็ย่อมทำให้หาคุณค่า ความหมาย และวัตถุประสงค์จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ไปด้วยเช่นกัน

หนังสือสารคดีเรื่อง การสอนวิวัฒนาการและธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Teaching Evolution and the Nature of Science) ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ตีพิมพ์ในปี 1998 ได้กล่าวยืนยันว่า

ศาสนาและวิทยาศาตร์ตอบคำถามที่ต่างกันเกี่ยวกับโลก เรื่องจุดประสงค์สำหรับการดำรงอยู่ของเอกภพหรือมนุษย์นั้นไม่ได้เป็นคำถามสำหรับวิทยาศาสตร์เลย…ผลก็คือคนจำนวนมากซึ่งก็รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากต่างยึดมั่นในความเชื่อทางศาสนาพร้อมกับยอมรับการเกิดขึ้นของวิวัฒนาการไปด้วย

ในทำนองเดียวกันผู้พิพากษาศาลสหรัฐ จอห์น อี. โจนส์ ที่ 3 เขียนไว้ในคำตัดสินลงวันที่ 20 ธันวาคม 2005 (กรณีคดีฟ้องร้อง คิทซ์มิลเลอร์กับเขตโรเรียนแถบโดเวอร์) ดังนี้

แกนนำทางแนวคิดจำนวนมากของคติการออกแบบอันชาญฉลาดนั้น เสนอข้อสมมติฐานที่ผิดเป็นอย่างยิ่ง โดยมีอคติอยู่ก่อนแล้วที่ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อความเชื่อเรื่องการดำรงอยู่ของพระผู้ทรงอำนาจสูงสุดและต่อศาสนาโดยรวม

…ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคดีความนี้ว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นวิทยาศาสตร์ที่ใช้การได้ดี จนได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้นในชุมชนวิทยาศาสตร์ และไม่ได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ขัดแย้งหรือปฏิเสธต่อการดำรงอยู่ของ ‘พระผู้สร้าง’ ผู้ศักดิ์สิทธิ์

วิวัฒนาการ กับ พระคัมภีร์

สำหรับบางคนแล้ว ดูเหมือนทฤษฎีวิวัฒนาการไปด้วยกันไม่ได้กับความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะพวกคริสเตียน เพราะแย้งกับข้อความที่บรรยายไว้เกี่ยวกับการเนรมิตโลกในพระคัมภีร์ บทแรกในพระคัมภีร์ปฐมกาล (Genesis) อธิบายเรื่องการเนรมิตโลก พืช สัตว์ และคนของพระเป็นเจ้า การตีพิมพ์ตามตัวอักษรของพระคัมภีร์ปฐมกาลดูเหมือนจะขัดแย้งกับวิวัฒนาการของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการตามธรรมชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผู้ศึกษาพระคัมภีร์และเทววิทยาจำนวนมาก ต่างก็ปฏิเสธเรื่องการตีความตามตัวอักษรว่า เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ เพราะอย่างไรในพระคัมภีร์ก็มีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เข้ากันเองอยู่แล้ว

ตอนต้น ๆ ของพระคัมภีร์ปฐมกาล บรรยายเรื่องการเนรมิตแตกต่างออกไป 2 แบบ ในบทที่ 1 ซึ่งคุ้นเคยกันดีที่บรรยายเรื่องการเนรมิตใน 6 วัน ดังอ้างไว้ข้างต้นว่าพระผู้เป็นเจ้าเนรมิตมนุษย์ทั้งชายและหญิงภายหลังจากที่เนรมิตแสง โลก ปลา สัตว์ปีก และวัวควายแล้ว แต่ในเนื้อหาบทที่ 2 กลับบรรยายไว้ต่างออกไป

จากนั้นพระผู้เป็นเจ้าก็สร้างมนุษย์ขึ้นจากธุลีดิน…แล้วพระองค์ก็ทรงหว่านลงยังสวนทางด้านตะวันออกของอีเดน แล้วพระองค์ก็ทรงปล่อยมนุษย์ที่สร้างขึ้นไว้ ณ ที่นั้น…พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างสิงสาราสัตว์ทั้งหลายจากฝืนธรณีและสัตว์ปีกจากอากาศธาตุ…แล้วพระองค์ก็ทรงเสกให้อดัมเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึก เมื่ออดัมล่วงสู่นิทราแล้วพระองค์จึงนำซี่โครงชิ้นหนึ่งของเขาออกมา…อาศัยซี่โครงที่พระผู้เป็นเจ้าได้มาจากชายหนุ่มซี่นั้น ก็ทรงสร้างหญิงสาวขึ้นและมอบเธอแก่ชายหนุ่ม

ในเนื้อหาส่วนที่สองนี้ แรกสุดนั้นอดัมเกิดขึ้นก่อน ก่อนจะมีสวนอีเดน และก่อนที่จะมีพืชและสัตว์ทั้งหลาย หลังจากนั้นไป พระผู้เป็นเจ้าจึงเนรมิตหญิงสาวคนแรกขึ้นจากซี่โครงของอดัม คำบรรยายแบบใดกันแน่ที่ถูกต้อง?

คำบรรยายทั้งสองแบบไม่ได้ขัดแย้งกันเลย หากเราพยายามทำความเข้าใจว่า พวกมันต่างทำหน้าที่ส่งสารอันเดียวกันคือ พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตโลก และมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงเนรมิตขึ้น แต่เนื้อหาทั้งสองตอนไม่อาจใช้เพื่อสรุปหา “ความจริงทางประวัติศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์” ได้ดังที่สมาคมวิจัยการสร้างโลก (The Creation Research Society) ตั้งสมมติฐานไว้

ในพระคัมภีร์ยังมีความไม่สอดคล้องและขัดแย้งกันตลอดทั่วทั้งเล่ม เช่นคำอธิบายตอนการหวนคืนกลับของชาวอิสราเอลผู้ได้รับเลือกจากอียิปต์ไปยังแผ่นดินแห่งพระสัญญา ยังไม่นับรวมเนื้อหาที่มีความผิดพลาดด้านข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างเรื่องดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกและเรื่องอื่น ๆ

ผู้ศึกษาพระคัมภีร์ชี้ว่า พระคัมภีร์ย่อมไม่อาจผิดพลาดได้ในเรื่องสัจธรรมทางศาสนา แต่ไม่ใช่ในเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรต่อการพ้นบาป นักเทววิทยาคริสเตียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งคือ ออกัสตีน (Augustine) เขียนไว้ในหนังสือ De Genesi ad literram หรือ บทวิพากษ์ตามอักษรของพระคัมภีร์ปฐมกาล (Literral Commentary on Genesis) ของท่านว่า

มักมีผู้ถามเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องรูปลักษณ์และรูปทรงสวรรค์ของพวกเรา หากถือตามพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์แล้ว…หัวเรื่องจำพวกนั้นหาได้มีประโยชน์โภชผลใดกับเหล่าผู้แสวงหาสุขคติ…ข้าพเจ้าจึงใส่ใจแค่ว่าสวรรค์นั้นเป็นทรงกลมและหุ้มห่อโลกไว้ภายในอีกทั้งแขวนลอยในท่ามกลางเอกภพ หรือมิเช่นนั้นสวรรค์ก็อาจจะเป็นเช่นแผ่นจานที่มีโลกอยู่ด้านบนลอยละล่องจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง

ท่านยังเสริมอีกด้วยว่า “กล่าวในด้านรูปทรงของสวรรค์แล้ว ผู้ลิขิตอันศักดิ์สิทธิ์หาได้มีปรารถนาจะสั่งสอนข้อเท็จจริงเรื่องที่ไม่นำไปสู่สุขคติให้แก่หมู่มนุษย์”

ออกัสตีนกล่าวถึงพระคัมภีร์ปฐมกาลว่า หาใช่เป็นหนังสือพื้นฐานดาราศาสตร์ไม่ ไม่มีที่ใดในพระคัมภีร์ปฐมกาลที่กล่าวถึง พระผู้สร้าง ว่าทรงเนรมิตแสงในวันแรก แต่ไม่ได้เนรมิตดวงอาทิตย์กระทั่งวันที่สี่ ท่านสรุปว่า “แสง” และ “วัน” ในพระคัมภีร์ปฐมกาลไม่อาจตีความตามตัวอักษรได้

สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ตรัสไว้ในปี 1981 ว่าพระคัมภีร์นั้น

กล่าวกับเราถึงกำเนิดแห่งเอกภพและส่วนประกอบ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นตำราทางวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์อันถูกต้องเหมาะสมระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้าและเอกภพ พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มุ่งมาดปรารถนาเพียงเพื่อประกาศถึงโลกที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตขึ้นไว้และเพื่อสั่งสอนสั่งสัจธรรม พระคัมภีร์จึงปรากฏเนื้อหาในรูปของจักรวาลวิทยาที่เหมาะสมกับยุคสมัยของผู้รจนา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 ธันวาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...