โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันระกำ มาจากไหน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ธ.ค. 2565 เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2565 เวลา 16.07 น.

นํ้ามันระกำ เป็นตัวยาที่พบเห็นได้บ่อยในตำรับยาที่ใช้ทาถู แก้เคล็ด ขัด ยอก หรือปวดเมื่อย ใครที่ได้ยินและเข้าใจว่าน้ำมันระกำนี้ผลิตหรือได้จากต้นระกำก็โปรดเข้าใจใหม่ เพราะน้ำมันระกำไม่ได้เกี่ยวข้องกับต้นระกำแต่อย่างใด

จากเอกสารของพระยาสีหศักดิ์สนิทวงศ์ (ม.ร.ว.ถัด ชุมสาย) พิมพ์แจกเป็นญาติพลี ในปี พ.ศ.2475 กล่าวไว้ว่า

“น้ำมันระกำมีเข้ามาแพร่หลายในเมืองไทยเมื่อตอนใกล้สิ้นรัชกาลที่ 5 โดยนายแพทย์ไรเตอร์ได้เป็นผู้เริ่มนำเข้ามาใช้ ใช้เป็นยาทาแก้พระโรครูมาติซซ่ำ (ที่เรียกว่าลอขัดข้อ) จากนั้นก็มีการใช้กันแพร่หลายทั่วไป โดยนายแพทย์ไรเตอร์ไม่ยอมบอกว่าเป็นน้ำมันอะไร”

แต่เนื่องจากน้ำมันชนิดนี้มีกลิ่นเหมือนดอกระกำ จึงพากันเรียกว่า “น้ำมันระกำ” ที่จริงแล้วน้ำมันระกำเป็นน้ำมันที่กลั่นมาจากต้นวินเทอร์กรีน และเปลือกต้นไม้ในสกุลบีทูล่า

จากการศึกษาพบว่าน้ำมันระกำส่วนใหญ่กลั่นมาจากต้นวินเทอร์กรีน (wintergreen) หรือมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษอื่นๆ ว่า eastern teaberry, the checkerberry, the boxberry, or the American wintergreen มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens L. มีถิ่นกำเนิดในตอนกลางและตะวันออกของแคนาดาไปจนถึงตอนเหนือและตะวันออกของอเมริกา

ต้นวินเทอร์กรีนเป็นไม้พุ่มที่มีอายุได้หลายปี เจริญได้ดีในเขตอบอุ่น ทนร่มได้ดีมาก ในธรรมชาติพบได้ในป่าไม้ที่มีร่มเงามาก ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลมีสีแดงจัด เป็นอาหารอย่างดีของนกและสัตว์อื่นๆ

ต้นวินเทอร์กรีน หรือ Gaultheria procumbens L. ไม่มีในประเทศไทย

แต่ถ้าเป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกันนี้คือ สกุลบีทูล่า มีรายงานว่าพบในประเทศไทยอยู่ 3 ชนิด คือ Gaultheria discolor Nutt. ex Hook. มีชื่อไทยว่า “พวงไข่มุก” Gaultheria leucocarpa var. crenulata (Kurz) T.Z.Hsu มีชื่อไทยว่า “ช้ามะยมดอย” และ Gaultheria notabilis J.Anthony มีชื่อไทยว่า “พวงไข่มุก” เช่นกัน

พวงไข่มุกทั้ง 2 ชนิด ในประเทศไทยมีรายงานว่าพบเฉพาะทางภาคเหนือ เนื่องจากเป็นพืชที่พบได้บนภูเขาสูง ประกอบกับจำนวนประชากรมีไม่มากนัก จึงยังไม่มีการศึกษาในเชิงลึก

ส่วนช้ามะยมดอย (Gaultheria leucocarpa Blume) มีพบในประเทศจีนด้วย จึงมีข้อมูลของสมุนไพรชนิดนี้จากการศึกษาของจีนพอสมควร

จากการศึกษาทางด้านพฤกษศาสตร์พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มี 2 วาไรตี้ คือ Gaultheria leucocarpa var. crenulata (Kurz) T.Z.Hsu และ Gaultheria leucocarpa var. yunnanensis (Franch.) T.Z.Hsu & R.C.Fang

ซึ่งประเทศจีนรายงานว่า ชนิดที่เอามาผลิตน้ำมันระกำ คือ Gaultheria leucocarpa var. yunnanensis (Franch.) T.Z.Hsu & R.C.Fang ที่พบมากในประเทศจีนนั่นเอง

เมื่อข้อมูลเชิงลึกไม่ค่อยมีในประเทศไทย ก็ดูจากรายงานของฐานข้อมูลของ Useful Tropical Plants (https://tropical.theferns.info/) รายงานว่า ผลของสมุนไพรชนิดนี้กินได้ทั้งในรูปผลสดหรือนำมาประกอบอาหาร

ส่วนของใบนำมาสกัดน้ำมันระกำได้ น้ำมันระกำเป็นน้ำมันที่มีกลิ่นหอมหวาน จึงนิยมใช้แต่งกลิ่นยา อาหาร เครื่องดื่ม ลูกกวาด หมากฝรั่ง และยาสีฟัน ใบนำมาหมักใช้ชงชาดื่มด้วย

ส่วนของเหง้านำมาต้มดื่มแก้ลิ่มเลือดอุดตัน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ใช้ในการรักษาโรคตับแข็ง อาการท้องมาน การฟกช้ำ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และปวดตามข้อและหลัง เมื่อเจ็บที่หน้าอกใช้ใบตำให้แหลกแล้วนำมาพอกที่หน้าอก

ในบางพื้นที่นำใบมาต้มดื่มก่อนและหลังคลอดบุตร เพื่อป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดจากการคลอดบุตร นอกจากนี้ ใบยังใช้เป็นยาแก้ไอ วัณโรค ไข้และอาการเจ็บปวดต่างๆ

การศึกษายังพบว่าสารที่สกัดได้จากพืชชนิดนี้ คือ กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) หรืออยู่ในรูปของเมทิลซาลิไซเลต (methyl salicylate) ร้อยละ 96 ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตแอสไพริน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีฤทธิ์ระงับอาการปวดและต้านการอักเสบ

แต่ในปัจจุบันวิทยาการก้าวหน้าเราสามารถสังเคราะห์เมทิลซาลิไซเลตได้ และมีราคาที่ถูกกว่าสกัดจากพืช จึงมีการใช้สารสังเคราะห์แทนมากกว่าการใช้สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ

ในอดีตนอกจากจะสกัดน้ำมันระกำได้จากสมุนไพรในกลุ่มพวงไข่มุกแล้ว ยังสามารถสกัดจากเปลือกของพืชในสกุลกำลังเสือโคร่งได้ด้วย พืชสมุนไพรที่นำมาสกัดน้ำมันระกำคือชนิดเรียกชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betula lenta L. ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในตะวันออกของแคนาดาและอเมริกา สมุนไพรชนิดนี้ไม่พบในประเทศไทยเช่นกัน

กล่าวสรุปได้ว่า น้ำมันระกำ เป็นน้ำมันที่กลั่นได้จากสมุนไพรในสกุลพวงไข่มุก (Gaultheria sp.) และสกุลกำลังเสือโคร่ง (ชนิด Betula lenta L.) ไม่ใช่จากดอกระกำ สารสำคัญที่สกัดได้จากสมุนไพรในกลุ่มนี้คือ เมทิลซาลิไซเลต (methyl salicylate) ซึ่งในปัจจุบันสามารถสังเคราะห์ได้ในห้องปฏิบัติการ ทำให้บทบาทของพืชในกลุ่มนี้ลดลงอย่างมาก

แต่ในความเป็นจริงแล้วสารสกัดจากสมุนไพรในกลุ่มนี้อาจมีสารอื่นๆ ที่สามารถทำงานร่วมกับสารประกอบหลักก็เป็นได้

ยิ่งดูจากภูมิปัญญาของคนพื้นเมืองหรือการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิม ที่มีการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพต่างๆ โดยเฉพาะแก้อาการเจ็บปวดได้ จึงน่าสนใจที่จะศึกษาสมุนไพรในกลุ่มนี้ให้ลึกซึ้ง

และพวงไข่มุกทั้ง 2 ชนิด ในประเทศไทยก็ควรอนุรักษ์สายพันธุ์และทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าต่อไปด้วย •

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง

มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...