โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'โกยเส่งอ๋อง' มหาเทพฮกเกี้ยน กับ 'ป้ายชื่อผิด' ที่ขอได้โปรดแก้ไขด้วยเถิด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 มิ.ย. 2567 เวลา 08.40 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2567 เวลา 11.00 น.

เมื่อผมไปเยือนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจกับศาลเจ้าแบบจีนที่สร้างครอบศาลแบบไทย ภายในประดิษฐานเทวรูปหินพระนารายณ์แบบทวารวดีสององค์ ชาวบ้านนับถือเป็นพระหลักเมืองมาช้านาน จึงเซ่นวักตามธรรมเนียมไทย-จีน พอตรุษสารทก็มีหัวหมูสุราบานมาถวายมิได้ขาด

ถ้าจำไม่ผิด ป้ายภาษาจีนจะเขียนนามพระนารายณ์สององค์นี้ว่า“เล่าปุนเถ้าก๊อง” (ภาษาบิ่นหลำสำเนียงแต้จิ๋วออกเสียงว่า เหล่าปึงเถ่ากง) ซึ่งหมายถึงเทพารักษ์แห่งพื้นที่นั้นตามความเชื่อจีน เทวรูปแบบเดียวกันที่พบในที่อื่นชาวบ้านเรียกว่า“เจ้าพ่อพระยาจักร” เจ้าพ่อจักรทอง ฯลฯ ไปตามลักษณะที่เห็น

คนมีความรู้เรื่องฮินดูอาจรู้สึกแปลกๆ ว่า ไฉนพระนารายณ์จึงกลายเป็นเทพารักษ์อย่างจีนไป และโดยธรรมเนียมฮินดูนั้น พระนารายณ์เป็นมังสวิรัติที่เคร่งครัดกว่าเทพอื่นๆ ไม่โปรดของถวายสดคาว แต่ผมเห็นว่านี่เป็นการเลื่อนไหลความหมายของรูปเคารพ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมโบราณที่วัตถุศักดิ์สิทธิ์จะใช้แทนกันหรือเปลี่ยนความหมายไปตามความเข้าใจของผู้กราบไหว้โดยเฉพาะสังคมที่มีความเชื่อผีเป็นแกน เพราะผีนี่ต้อง “สิง” นะครับ ต้องมีวัตถุหรือสิ่งใดให้ผีสิงอยู่ ไม่ใช่ “ซ่าน” ไปทั่ว (จึงมีบางท่านเห็นว่าศาสนาผีของเราจึงไม่เข้าข่าย animism ของฝรั่งซึ่ง anima หรือพลังชีวิตซ่านไปทั่วนั่นเอง)

เทวรูปพระนารายณ์จึงจะเป็นเจ้าพ่อหลักเมืองก็ได้ เทวรูปพระนารายณ์ที่ลพบุรีก็กลายเป็นพระกาฬ พระพุทธรูปชักลากในภาคใต้จึงเป็นผู้หญิงได้ หรือพระพุทธรูปใช้แทนพระเชษฐบิดรหรือบุคคลที่ตายไปแล้วได้ นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นกันทั่วไป

ความหมายที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากความศรัทธาและข้อจำกัดของความรู้ในอดีต เราจึงไม่ควรจะไปด่าทอคนเมื่อร้อยหรือหลายร้อยปีก่อน ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรขนาดนั้น ชาวบ้านจะไหว้แบบไหนก็ทำไปตามปู่ย่าตายายทำมา

แต่ก็น่าจะให้ความรู้ผู้คนไว้สักหน่อยด้วยว่า รูปเคารพเหล่านี้หากว่ากันตามหลักวิชาเขาถือว่าเป็นอะไรก็พอแล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยความสับสนหรือจงใจ เพราะเราอยู่ในยุคที่เปี่ยมไปด้วยข้อมูลความรู้จำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องลำบาก

ดังนั้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ควรจะแก้ไขให้ถูกต้อง

ผมได้ยกเรื่องเจ้าพ่อหลักเมื่องสุพรรณบุรีขึ้นมา เพื่อจะกล่าวไปถึงอีกกรณีที่แตกต่างกัน

คือผมเข้าใจว่าอีกกรณีไม่ใช่การเลื่อนไหลของความหมายทางประติมาน แต่เป็นเพียงการเขียนป้ายผิด

เพราะเหตุว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมีขนบและตำนานรองรับอยู่แล้วอย่างชัดเจนและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีความเชื่อแบบอื่นเข้ามาผสมที่จะทำให้ความหมายแปรเปลี่ยน

เป็นกรณีที่เกิดขึ้นในศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย ศาลเจ้าฮกเกี้ยนที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

และเทพองค์นั้นคือ “โกยเส่งอ๋อง” หนึ่งในจตุมหาเทพท้องถิ่นของชาวฮกเกี้ยนนั่นเอง

ก่อนจะพูดถึงกรณีดังกล่าว ผมขออนุญาตเล่าถึงที่มาและความสำคัญของเทพเจ้าองค์นี้สักหน่อย จะได่ทราบว่าทำไม ท่านถึงสำคัญนัก

โกยเส่งอ๋อง เป็นพระนามในสำเนียงฮกเกี้ยน หมายถึงพระสามนตราชแซ่โกย หรือท่านอ๋องอันเป็นที่สักการะแซ๋โกย มีอีกพระนามว่า “กงเต็กไต่จุนอ๋อง” – “พระปุญญกุศลมหาสามนตราช” (การแปลคำจีนว่าอ๋องเท่ากับท้าวสามนตราชหรือราชาประเทศราชนั้น ผมได้มาจากท่านอาจารย์ถาวร สิกขโกศล) ตำแหน่งอ๋องเป็นตำแหน่งในฐานะเทพเจ้าซึ่งได้รับการสถาปนาในภายหลัง มิใช่ตำแหน่งอ๋องในชีวิตจริงของท่าน

เทพเจ้าโกยเส่งอ๋อง นามเดิมชื่อโกยอั่งฮก มีชีวิตอยู่ในสมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (บ้างก็ว่าในสมัยราชวงศ์ถัง) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 ท่านเกิดที่อำเภอหลำอั๊ว เมืองจ่วนจิ๊ว (เฉวียนโจว) มณฑลฮกเกี้ยน ฐานะทางบ้านยากจนมาก บิดาตายตั้งแต่ท่านยังเยาวัย จึงช่วยมารดาดูแลปศุสัตว์ มีความกตัญญูและขยันขันแข็ง แต่เพราะความยากจน แม้บิดาสิ้นใจไปแล้วก็ไม่สามารถซื้อที่ดินดีๆ หรือจ้างซินแสมาดูทำเลทำฮวงซุ้ยฝังศพได้ จึงต้องเก็บศพบิดาไว้ก่อนโดยมิได้ฝัง

ต่อมาท่านและมารดาย้ายมาอยู่ที่อำเภออานโคย เมืองจ่วนจิ๊ว (เรื่องเมืองที่ท่านเกิดและโยกย้ายอาจแตกต่างกันไป แต่อยู่ในเมืองจ่วนจิ๊วแน่นอน) โดยไปอาศัยรับใช้ครอบครัวอื่น ท่านยังคงลำบากยากจนและคอยดูแลปศุสัตว์ตามเดิม

วันหนึ่งมารดาของท่านได้พบกับซินแสผู้รู้ชัยภูมิศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) ซึ่งครอบครัวที่ท่านรับใช้ได้เชิญมา มารดาของท่านได้ดูแลซินแสเป็นอย่างดีจนเกิดความซาบซึ้งใจ จึงได้บอกใบ้ถึงชัยภูมิมงคลที่จะทำการฝังศพบิดาให้ ว่าชัยภูมิมงคลนี้จะสามารถบันดาลยศศักดิ์และชื่อเสียงเกียรติคุณเลื่องลือไปจนสิบชั่วอายุคน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บริเวณเลี้ยงแพะนี่เอง

คำใบ้ของซินแสมีอยู่ว่า หากในบริเวณที่เลี้ยงแพะเจอสิ่งแปลกประหลาด หนึ่งคือพระสวมงอบทองแดงและสองวัวขี่คน (บางตำนานว่า มีปลาอยู่บนต้นไม้ด้วย) ให้รีบฝังบิดาของท่านในจุดนั้นทันที

ท่านและมารดาจึงนำกระดูกของบิดามาล้างใส่ไหเตรียมไว้และได้ออกไปรอยังบริเวณที่เลี้ยงแพะ ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกหนัก พระภิกษุซึ่งเดินผ่านมาจึงเอาฉาบทองแดงที่เพิ่งใช้งานมาคลุมศีรษะไว้ ส่วนเด็กเลี้ยงวัวที่ผ่านมาด้วยก็หลบฝนอยู่ใต้ท้องวัวเช่นกัน (คนจับปลาก็หลบฝนใต้ต้นไม้และนำปลาที่จับได้มาแขวน)

ท่านจึงทราบว่านั่นเป็นชัยภูมิมงคลและฤกษ์ดีจึงได้ฝังกระดูกของบิดาทันที

เมื่อโกยอั่งฮกอายุได้สิบหกปีก็มีนิมิตว่าตนเองจะบรรลุเป็นเซียน บางตำนานก็ว่าท่านได้ศึกษาพระสูตรจนเจนจบ ได้ไปเข้าสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้แล้วบรรลุเซียน ดวงตาเบิกโพลงตัวค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ฟ้า มารดาของท่านเห็นเข้าจึงพยายามคว้าตัวไว้ แต่คว้าได้เพียงขาซ้ายของท่านเท่านั้น และทราบว่าท่านได้สิ้นใจแล้ว

ดังนั้น รูปเคารพของโกยเส่งอ๋องจึงมีเอกลักษณ์เป็นชายหนุ่ม หน้าตาเกลี้ยงเกลา มีใบหน้าสีแดง (หมายถึงพิทักษ์ชาติ) หรือหน้าสีเนื้อ ดวงตาเบิกโพลง อยู่ในท่านั่งขาขวายกขึ้น ส่วนขาซ้ายจะวางลงตามปกติ

ศาลเจ้าของท่านอยู่บนเขาหงส์ จึงเรียกว่า “อารามหงสบรรพต” (หงซานสี่หรือหองซานสี่) และมีคำกล่าวว่า “ที่ใดมีคนบั่นหลำ (ฮกเกี้ยน) ที่นั่นย่อมมีโกยเส่งอ๋องด้วยเสมอ” ทุกพื้นที่ที่มีชาวฮกเกี้ยนอพยพ หากมีศาลเจ้าของโกยเซ่งอ๋องก็มักใช้นามว่าหงซานสี่อย่างเดียวกับศาลดั้งเดิม คนแซ่โกย แซ่โก้ย แซ่ก๊วย (หรือแปลงไทยแล้วอย่าง โกยวานิช โกยกุล ฯลฯ) ก็มักถือว่าพระโกยเส่งอ๋องเป็นพระประจำตระกูลของตนเพราะใช้แซ่เดียวกัน

กระนั้น คนฮกเกี้ยนทั่วๆ ไปก็นับถือพระโกยเส่งอ๋องมาก เชื่อว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ทรงอิทธิฤทธิ์ หรือ “เฮี้ยน” มากนั่นเอง ทรงช่วยขจัดทุกข์ภัย ปกป้องประเทศชาติ (ห่อก๊ก) บรรดาภูตผีปีศาจล้วนหวาดกลัว คุ้มครองชาวบ้านให้สงบสุข

ในศาลเจ้าของชาวฮกเกี้ยนโพ้นทะเลเกือบทุกศาลจึงมีโกยเส้งอ๋องประดิษฐานอยู่แม้จะมิใช่องค์ประธาน

อย่างศาลเจ้าของพระโป้เส้งไต่เต่ที่ระนองบ้านผม หรือศาลเจ้าของพระจ้อซู้ก๊อง (โจวซือกง) หรือเฉ็งจุ้ยโจวซือหลายๆ ศาล ซึ่งเป็นพระประจำถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ก็มักปรากฏพระโกยเส่งอ๋องด้วย

มีเทพเจ้าบางองค์ที่อาจชวนให้สับสนได้คือ “หุ่ยเต็กจุนอ๋อง” ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกัน ทว่า ความแตกต่างด้านประติมานวิทยาคือมีเพียงพระโกยเส่งอ๋องเท่านั้นที่จะยกขวาขาขึ้น

กรณีศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย ด้านขวาขององค์พระประธานคือหลวงปู่เช็งจุ้ยจ้อซู้ (วิสุทธิวารีปรมาจารย์) ถัดจากแท่นบูชาเหล่าแม่ทัพเทพจะมีแท่นบูชาอีกแท่นหนึ่ง บนแท่นนั้น (ล้อมกรอบกระจก) มีเทพเจ้าอยู่หลายองค์

แต่องค์ที่ประทับอยู่ตรงกลาง มีขนาดใหญ่สุดและแตกต่างกว่าองค์อื่นอย่างชัดเจน เป็นรูปเคารพเทพบุรุษ มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา แต่งเครื่องยศอย่างพระสามนตราช ประทับนั่งยกพระบาทหรือเท้าขวาขึ้น

ผมค่อนข้างมั่นใจว่านี่คือพระโกยเส่งอ๋องอย่างแน่นอน ทว่า ป้ายภาษาจีนบนตู้กระจกนั้นเขียนด้วยตัวหนังสือใหญ่โตว่า “ตันเส่งอ๋อง” กับป้ายโลหะด้านหน้าซึ่งเขียนอักษรจีนเหมือนกันแต่เขียนภาษาไทยกำกับด้วยสำเนียงแต้จิ๋วว่า “ตั้งเสี่ยอ้วง” ซึ่งเป็นเทพเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง

ตันเส่งอ๋องเป็นเทพเจ้าผู้บุกเบิกเมืองเจียงจิ๊วในมณฑลฮกเกี้ยนสมัยราชวงศ์ถัง ดังนั้น ท่านจึงได้อีกชื่อว่า “ค้ายเจียงเส่งอ๋อง” – “สามนตราชผู้บุกเบิกเมืองเจียงจิ๊ว” ท่านเป็นแม่ทัพสำคัญและเสียชีวิตเมื่ออายุมากแล้ว รูปเคารพจำสร้างเป็นชายวัยกลางคน มีหนวดเครายาว บางทีก็มีใบหน้าสีดำ มักถือกระบี่และเหยียบเต่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนแผ่นดินหรือเมืองเจียงจิ๊ว

บางท่านให้ข้อสังเกตว่าอาจมีรูปเคารพตันเส่งอ๋องตั้งอยู่รวมในนั้นก็เป็นได้จึงได้เขียนป้ายกันเช่นนั้น แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล ก็เพราะเห็นอยู่ว่าเทพเจ้าที่มีขนาดใหญ่สุดและอยู่ในตำแหน่งสำคัญสุดของแท่นบูชาคือพระโกยเส่งอ๋อง ซึ่งมีรูปลักษณ์แตกต่างจากตันเส่งอ๋องอย่างชัดเจน

ป้ายชื่อจึงควรเป็นเทพประธานของแท่นบูชานั้นๆ จึงจะถูกต้องสมควร มิฉะนั้นก็ควรเขียนชื่อของเทพทุกองค์ในนั้นหรือจะเขียนรวมๆ ว่า “แท่นบูชารวมเทพเจ้า” (จ้องไต่สีนเบ๋ง หรือจ้องสีน) ซึ่งหลายๆ ศาลเจ้าในภาคใต้ก็ปฏิบัติเช่นนี้อยู่

ส่วนการเขียนชื่อด้วยสำเนียงแต่จิ๋วนั้นผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนัก เพราะเข้าใจว่าผู้ทำบุญและในชุมชนนั้นเหลือชาวฮกเกี้ยนน้อยมากแล้ว แต่คงจะดีหากมีสำเนียงฮกเกี้ยนกำกับไว้ด้วย

จึงอยากจะร้องขอไปยังศาลเจ้าโจวซือกงด้วยความรักและเคารพครับ เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ได้ศาลเจ้าโจวซือกงนี่แหละที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดบ้านเกิดเพราะเป็นศาลเจ้าฮกเกี้ยน กินเจผมก็ไปแทบทุกปี

อีกทั้งศาลเจ้ายังเป็นที่ตั้งของสมาคมฮกเกี้ยนแห่งประเทศไทยด้วย จึงอยากขอให้เปลี่ยนป้ายชื่อบนแท่นบูชานั้นเป็นพระโกยเส่งอ๋องให้ถูกต้องเถิด คนมาศึกษามากราบไหว้ก็จะได้ความรู้ที่ถูกต้องกลับไป

ทั้งยังเป็นสิริมงคลอีกด้วย •

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘โกยเส่งอ๋อง’ มหาเทพฮกเกี้ยน กับ ‘ป้ายชื่อผิด’ ที่ขอได้โปรดแก้ไขด้วยเถิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...