โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวม! ความผิดคดีอาญาในชีวิตประจำวัน ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

อัพเดต 02 ก.ค. 2567 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2567 เวลา 03.50 น. • DEK-D.com
รวมความผิดคดีอาญาในชีวิตประจำวัน

กฎหมายเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรู้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ก่อนหน้านี้เราได้รู้เรื่องกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายครอบครัวรวมถึงหลักกฎหมายอาญากันไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันว่า คดีอาญาในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง และมีประเด็นไหนออกสอบบ่อย ๆ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านกันเลย อ่านจบกันแล้วอย่าลืมทำแบบทดสอบความรู้จากข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้านล่างกันด้วยนะคะ

กฎหมายอาญา (Criminal Law)

กฎหมายอาญาคือ กฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับการกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดและมีโทษทางอาญาเช่น ประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดตามพระราชบัญญัติต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติการพนัน พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา

  • เป็นกฎหมายมหาชน
  • มีสภาพบังคับหรือให้โทษ
  • ตีความเคร่งครัด
  • ไม่มีผลย้อนหลังยกเว้นเป็นประโยชน์ต่อจำเลย
  • ห้ามใช้จารีตประเพณีหรือกฎหมายใกล้เคียงลงโทษ
  • ใช้บังคับในราชอาณาจักรไทย (บนเรือ/เครื่องบิน)

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีอาญา

  • ผู้เสียหายหมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการก่ออาชญากรรมหรือการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง
  • ผู้ต้องหาหมายถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดถูกดำเนินคดีแล้วโดยตำรวจหรือพนักงานสอบสวน แต่ยังไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาล
  • จำเลยหมายถึง ผู้ที่ถูกฟ้องต่อศาลหรือผู้ต้องหา
  • พนักงานอัยการหมายถึง เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล
  • พนักงานสอบสวนหมายถึง เจ้าพนักงานที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา

ประเภทของคดีอาญา

คดีอาญาแบ่งเป็น 2 ประเภท

1. ความผิดอาญาต่อแผ่นดินคือ ผู้ถูกกระทำได้รับผลกระทบโดยตรง และมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ดังนั้น รัฐต้องดำเนินคดีเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และไม่สามารถยอมความได้ แม้ไม่มีการแจ้งความหรือไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์ ทางอัยการสามารถสั่งฟ้องได้

2. ความผิดอาญาต่อส่วนตัวคือ ผู้ถูกกระทำได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ไม่มีผลกับสังคมโดยรวมโดยผู้เสียหายต้องฟ้องร้องดำเนินคดีเอง นับเป็นความผิดที่สามารถยอมความกันได้

ความผิดอันยอมความไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา

คดีฐานมีความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ไม่สามาถยอมความได้ แม้จะมีการถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ติดใจเอาความก็ไม่มีผลในการระงับการยื่นฟ้องได้ เช่น คดีฉ้อโกง ความผิดฐานฆ่าคนตาย ทำลายหลักฐาน ทำลายศพ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นต้น

ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา

ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญามี 2 ประเภท

1.ความผิดอันยอมความได้โดยทั่วไปหมายถึง ความผิดที่ผู้เสียหายและผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถตกลงยอมความกันได้อย่างอิสระไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น ความผิดฐานอนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขัง ยักยอก ฉ้อโกง บุกรุก เป็นต้น

2.ความผิดอันยอมความได้โดยมีเงื่อนไขหมายถึง ความผิดที่โดยปกติจะเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงหรือเงื่อนไขทางอัตวิสัย (subjective condition) บางประการเกิดขึ้น ความผิดดังกล่าวจะเป็นความผิดที่ยอมความได้เงื่อนไขดังกล่าว คือ ผู้กระทำผิดและผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ในเชิงเครือชาติกัน เช่น คู่สมรส พี่น้อง บุพการีกับผู้สืบสันดานโดยชอบด้วยกฎหมาย

โทษทางคดีอาญามี 5 สถาน

  • ประหารชีวิต
  • จำคุก(เรือนจำ)
  • กักขัง(ไม่ใช่เรือนจำ)
  • ปรับ(รวมทั้งบริการสังคม)
  • ริบทรัพย์(ของกลาง)

คดีอาญาในชีวิตประจำวัน

ความผิดต่อชีวิต

(1) ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต

(2) ผู้ใด (1)ฆ่าบุพการี (2)ฆ่าเจ้าพนักงาน(3)ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน(4)ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน(5)ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน(6)ฆ่าผู้อื่นเพื่อนระเตรียมการในการกระทำผิดต่อไป(7)ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์เพื่อปกปิดความผิด ต้องระวางโทษประหารชีวิต

บุพการีในที่นี้หมายถึง ผู้บุพการีตามความเป็นจริงได้แก่ บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด

(3)ผู้ใดกระทำโดยประมาทและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ตัวอย่างเช่นนายเจมส์ขับรถแซงรถคันข้างหน้าล้ำเข้าไปเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ของนายเจที่แล่นสวนมาในช่องเดินรถของเจเป็นเหตุให้นายเจเสียชีวิต

(4) ทำร้ายผู้อื่นโดยเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 ระบุว่า “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี - 15 ปี

ตัวอย่างเช่นขับรถไล่ทำร้ายผู้ตายในระยะกระชั้นชิดทำให้ผู้ตายต้องขับรถด้วยความเร็วเพื่อหลบหนีจนเกิดเหตุชนรถยนต์ที่จอดอยู่เสียชีวิต

ความผิดเกี่ยวกับร่างกาย

ทำร้ายร่างกาย

(1) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ระบุว่า “ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อกายและจิตใจของผู้อื่นผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท” กล่าวคือ ผลจากการทำร้ายนอกจากร่างกายได้รับอันตรายยังทำให้ผู้เสียหายจิตใจผิดปกติ เช่น หลอกให้เดินตกหลุม

(2) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ระบุว่า “ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสดังนี้

  • ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท
  • เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์
  • เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด
  • หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
  • แท้งลูก
  • จิตพิการอย่างติดตัว
  • ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
  • ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

โทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-200,000 บาท

กระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

ตัวอย่างเช่นเมาสุราขับรถด้วยความเร็วสูง รถพุ่งชนคนบาดเจ็บมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

บันดาลโทสะ

เกณฑ์พิจารณาว่าความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบันดาลโทสะหรือไม่ มีดังนี้

  • ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
  • การถูกข่มเหงเช่นนั้นเป็นเหตุให้ผู้กระทำบันดาลโทสะ
  • ผู้กระทำได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะบันดาลโทสะ

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ระบุว่า “ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

ความผิดเกี่ยวกับเพศ

กระทำอนาจาร กระทำชำเรา ข่มขืน

กระทำอนาจารหมายถึง การกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรในทางเพศหรือทำให้เกิดความอับอายทางเพศ

กระทำชำเราหมายถึง การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น

ข่มขืนหมายถึง กระทำชำเราผู้อื่นโดยที่ผู้นั้นไม่ได้สมัครใจไม่ว่าจะข่มขืนเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามล้วนถือว่ามีความผิดทั้งสิน

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ระบุว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000 - 400,000 บาท

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277ระบุว่า “ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 -20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 - 400,000 บาท”

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278ระบุว่า “ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279ระบุว่า “ผู้ใดกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

  • ลักทรัพย์เอาทรัพย์ไปโดยทุจริตซึ่งเจ้าทรัพย์ไม่อยู่เช่น เอาของในบ้านของบุคคลอื่นไปขายทอดตลาด
  • วิ่งราวทรัพย์ฉกฉวยซึ่งหน้าเช่น กระชากสร้อยทองผู้อื่น
  • ชิงทรัพย์ผู้กระทำความผิด 1-2 คน ใช้กำลังปะทุษร้าย ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าทรัพย์ เช่น ใช้มีดจี้บังคับให้ส่งให้ส่งกระเป๋าเงินให้
  • ปล้นทรัพย์ร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปถ้าใช้อาวุธหรือทำร้ายร่างกายเจ้าของทรัพย์ด้วย โทษจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
  • กรรโชกทรัพย์เจ้าทรัพย์โดนข่มขู่ว่าจะทำร้ายเช่น ข่มขู่ให้เจ้าทรัพย์ส่งเงินให้
  • ยักยอกทรัพย์แอบเอาทรัพย์คนอื่น โดยที่เจ้าทรัพย์ไม่รู้
  • ฉ้อโกงทรัพย์หลอกลวงให้เจ้าทรัพย์เชื่อเช่น หลอกหลวงด้วยกลอุบายหรือวิธีการต่าง ๆ ให้เจ้าทรัพย์ส่งมอบทรัพย์สินให้
  • รีดเอาทรัพย์ขู่ว่าจะเปิดเผยความลับของเจ้าทรัพย์หรือบุคคลที่ 3
  • ทำให้เสียทรัพย์ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ โดยที่เจ้าทรัพย์รู้
  • รับของโจรซ่อนเร้น จำหน่าย ซื้อ จำนำซึ่งทรัพย์ที่ได้มาโดยกระทำผิด
  • บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ผู้อื่น

อายุความ

“เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำผิดหลบหนี แล้วแต่กรณี เกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 กำหนดจำนวนของการขาดอายุความ ไว้ดังนี้

(1) 20 ปี สำหรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี

(2) 15 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี

(3) 10 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 1-7 ปี

(4) 5 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 1 เดือน ถึง 1 ปี

(5) 1 ปี สำหรับโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมา หรือต้องโทษอย่างอื่น

จบไปแล้วกับคดีอาญาในชีวิตประจำวัน ถึงเวลาทดสอบความรู้ความเข้าใจกันบ้างแล้ว ข้อสอบที่จะให้น้อง ๆ ได้ทำในวันนี้ เป็นข้อสอบ 9 วิชาสามัญ วิชาสังคมศึกษา จากโครงการ Dek-D Pre-Admission รอบธันวาคม ปี 2563

นายดำข่มขู่นางสาวแดงว่า จะเปิดเผยความลับที่ตนแอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางสาวแดงให้นายขาวซึ่งเป็นสามีของนางสาวแดง ถ้าไม่ให้เงิน 25,000 บาท นางสาวแดงจึงยอมให้เงินนายดำไปตามจำนวนดังกล่าว การกระทำของนายดำมีความผิดฐานใด

1.ชิงทรัพย์

2.ปล้นทรัพย์

3.รีดเอาทรัพย์

4.กรรโชกทรัพย์

5.ยักยอกทรัพย์

น้อง ๆ ชาว Dek-D คิดว่าคำตอบข้อไหนถูกต้องคะ มีคำตอบในบทความนี้ด้วย ถ้านึกออกแล้วลองคอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้เลยค่ะ !

สำหรับบทความคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ฝากน้อง ๆ ติดตามด้วยนะคะ ;-)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...