โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไม AI ยังไม่แย่งงานนักแปล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 ก.ค. 2567 เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2567 เวลา 02.32 น.

อาชีพล่ามและนักแปลเป็นอาชีพที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างอยู่บ่อยๆ ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีแปลภาษา

เรื่องนี้ถกเถียงกันมายาวนานนับตั้งแต่การมาถึงของ Google Translate ตั้งแต่ตอนที่ยังแปลผิดๆ ถูกๆ จนเทคโนโลยีการแปลด้วยแมชชีนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และแปลได้ถูกต้องสละสลวยขึ้นกว่าเดิมมาก

แม้แมชชีนจะแปลได้เก่งขึ้นแต่ก็น่าสนใจที่ตัวเลขการจ้างงานนักแปลภาษาหรือล่ามที่เป็นมนุษย์ไม่ได้น้อยลง กลับเติมโตขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

NPR รายงานว่าตัวเลขการจ้างงานอาชีพนี้ในสหรัฐเพิ่มขึ้น 49.4 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2008 จนถึง 2018 อันเนื่องมาจากโลกาภิวัตน์ หลังจากปี 2020 เป็นต้นมา ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหรัฐก็รายงานว่าจำนวนคนที่ประกอบอาชีพล่ามและนักแปลเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปี 2023

ตัวเลขทั้งหมดนี้แปลว่าแม้เราจะมีตัวช่วยการแปลภาษาที่เก่งกาจอย่าง AI แต่นักแปลและล่ามที่เป็นมนุษย์ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ตรงกันข้ามกลับเป็นที่ต้องการมากขึ้นโดยแบรนด์และหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ก็ประกาศรับสมัครล่ามและนักแปลมาช่วยเพิ่มขึ้น

สาเหตุหลักๆ ที่เทคโนโลยีแมชชีนแปลภาษายังไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ ก็คือแม้มันจะแปลได้ ‘เก่งขึ้น’ แต่ก็ยังไม่นับว่า ‘เก่งขนาดนั้น’ ทั้งเรื่องของความแม่นยำ ความสม่ำเสมอของรูปแบบภาษาและโทนที่ใช้ในการสื่อสาร เมื่อเทียบกับนักแปลที่เป็นมนุษย์แล้ว แมชชีนยังถือว่าห่างชั้นอยู่มาก

NPR สัมภาษณ์ Luis von Ahn ซีอีโอของ Duolingo แอพพลิเคชั่นเรียนภาษาที่เน้นให้ผู้ใช้งานได้ฝึกทักษะสื่อสารภาษาต่างๆ กับแชตบ็อต โดย von Ahn บอกว่าถึงแม้ Duolingo จะเป็นแอพพ์ที่ใช้แมชชีนมาช่วยสอนภาษา แต่บริษัทเองก็ยังจ้างงานนักแปลที่เป็นมนุษย์มาช่วยตรวจทานคำแปลภาษาต่างๆ ที่อยู่บนแอพพ์ เพื่อให้มั่นใจว่าแมชชีนไม่ได้แปลผิด โดยเฉพาะคำแปลที่ปรากฏอยู่บนปุ่มต่างๆ ที่ผู้ใช้งานจะต้องกด อย่างเช่น ปุ่มที่เขียนว่า “ออก” หรือปุ่มให้กดเพื่อ “ซื้อเลยตอนนี้” จะต้องผ่านการตรวจทานจากมนุษย์ก่อนเสมอ

การแปลภาษาแบบมืออาชีพโดยเฉพาะการแปลเอกสารสำคัญอย่างเช่นเอกสารสัญญาทางธุรกิจหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทหารและการแพทย์เป็นสิ่งที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแมชชีนแปลภาษาเพียงอย่างเดียวไม่ได้เพราะลักษณะงานเช่นนี้ไม่มีพื้นที่ให้สำหรับความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว

ข้อจำกัดของแมชชีนแปลภาษายังมีอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของความถูกต้องของการแปล นอกจากนี้ ก็ยังมีการเลือกใช้คำแปลที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ การเลือกแปลด้วยคำที่สะท้อนอารมณ์แบบเดียวกับต้นฉบับ การรู้จักอ่านความหมายระหว่างบรรทัด หรือความหมายที่สอดแทรกอยู่ในภาษาต้นทาง รวมถึงการสม่ำเสมอของการเลือกใช้คำในการแปลแต่ละครั้งด้วย

การผิดพลาดครั้งเดียวจากการแปลของแมชชีนอาจจะหมายถึงความเสียหายใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นต่อแบรนด์ ตั้งแต่อับอายขายหน้าไปจนถึงถูกฟ้องซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับบางแบรนด์รวมถึงในไทยเองด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าแมชชีนแปลภาษาไม่มีประโยชน์เลย อันที่จริงแล้วนักแปลภาษาและล่ามต่างก็หันมาใช้ AI ช่วยเป็นเครื่องไม้เครื่องมือทุ่นแรงในการแปล จากเดิมที่ต้องอ่านเอง ฟังเอง แปลเองทั้งหมด เมื่อมี AI มาช่วยแปลเบื้องต้นให้ก็ช่วยแบ่งเบาไปได้เยอะ

งานไหนไม่ซับซ้อนมากก็ให้ AI แปลเบื้องต้นให้ก่อนแล้วค่อยตรวจทานแก้ไขทีหลัง ทำให้มีเวลาเหลือไปโฟกัสกับงานแปลที่ยากและซับซ้อนขึ้น รับงานได้มากขึ้นโดยอาจจะใช้เวลาเท่าเดิมหรือน้อยลง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับแมชชีนอย่างลงตัว

อันที่จริงแล้วสถานการณ์นี้ก็เข้าข่ายคำโควตที่คนแวดวงเทคโนโลยีใช้กันค่อนข้างจะเกร่อในช่วงหลังๆ มานี้ คือคำโควตที่บอกว่า “AI ไม่ได้มาทดแทนมนุษย์ แต่คนที่ใช้ AI เป็นนี่แหละที่จะมาทดแทนคนที่ใช้ไม่เป็น”

ถึงแม้ว่าอาชีพนักแปลและล่ามจะไม่ได้ถูก AI แย่งงานหรือทดแทนไปโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อเทคโนโลยีการแปลได้รับการพัฒนาให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ และใช้เป็นวงกว้างมากกว่านี้ ในที่สุดมันก็จะทำให้ค่าตัวในการทำงานแปลบางอย่างของมนุษย์ถูกลงกว่าเดิม เพราะบริการแปลภาษาด้วยแมชชีนส่วนใหญ่สามารถแปลได้ฟรี หรือมีค่าใช้บริการที่ถูกกว่าค่าจ้างมนุษย์มาก

นักแปลที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้เลยก็คือนักแปลในระดับที่เรียกว่า high-level หรือระดับสูง อย่างเช่น นักแปลหนังสือ หรือนักแปลที่ทำงานในแวดวงที่ต้องการความแม่นยำสูง แปลเอกสารที่มีความซับซ้อนและผิดพลาดไม่ได้ตามตัวอย่างที่ได้เล่าถึงไปแล้ว

ตัวฉันเองคิดว่าต่อให้แมชชีนแปลได้เก่งขึ้นแค่ไหนก็จะไม่ทำให้ฉันล้มเลิกความต้องการในการเรียนภาษาใหม่ๆ ไปได้ ฉันใช้ AI ช่วยแปลภาษาอยู่บ่อยๆ ทั้งช่วยเขียนอีเมลหรือช่วยตรวจทานสคริปต์ แต่ทุกครั้งก็จะพยายามเรียนรู้จากภาษาที่ AI ใช้ และพยายามพัฒนาทักษะภาษาของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ทำให้ฉันลุ่มหลงในการเรียนภาษาใหม่ๆ คือการได้ใช้ภาษานั้นๆ ในการพูดคุยกับผู้คนในที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมและความคิดที่หลากหลาย ซึ่งการแลกเปลี่ยนแบบนี้ทำได้อย่างมีเสน่ห์ที่สุดและไหลลื่นที่สุดก็ต่อเมื่อเราเข้าใจภาษาและพื้นฐานความคิดและความเชื่อที่มาพร้อมกับภาษานั้นๆ ด้วยตัวเราเอง

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นหนึ่งในคนที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการแปลภาษา นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่เราจะหยิบ AI มาช่วยงาน ช่วยทุ่นแรง ทำให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้น แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการฝึกทักษะในระดับที่สูงขึ้น ยากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่า AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน

มันก็จะไม่เก่งไปกว่ามนุษย์อย่างเราแน่ๆ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไม AI ยังไม่แย่งงานนักแปล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...