โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘ไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่’ สัญญาณของความสัมพันธ์แบบ Orbiting โคจรใกล้ๆ ให้รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่อยากผูกมัด Pain Point ระดับชาติที่อธิบายได้ในทางจิตวิทยา

Mirror Thailand

อัพเดต 01 ก.ค. 2567 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2567 เวลา 10.40 น.
ภาพไฮไลต์

“ทักไป ก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ

แต่ดันเข้ามาดูสตอรี่ งงมาก”

ความว้าวุ่นสับสนจากพฤติกรรมไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่ อาจสร้างคำถามให้กับใครหลายคนที่เจอสถานการณ์นี้ในทีแรกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนคนนั้นขาดการจัดการที่ดีในการ ‘จัดลำดับ’ ความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำก่อน-หลัง และการที่เขาเลือกจะไม่ตอบแชต แต่เข้าไปดูสตอรี่ แปลว่าเราสำคัญหรือไม่สำคัญกันนะ เมื่อลองหาคำตอบจากหลายๆ แห่ง ก็จะพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญเสมอไป แต่สามารถอธิบายในทางจิตวิทยาว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการแสดงท่าทีของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องการ ‘ผูกมัด’ ได้เหมือนกัน

ซึ่งหากลองเสิร์ชว่า ‘ไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่’ ก็จะพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบ่นไปเรื่อยเปื่อย แต่มันคือ Pain Point ที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่เฮลตี้ต่อใจเอาเสียเลย

พฤติกรรมนี้มีคำเรียกที่พอจะอธิบายได้ว่า มันคล้ายๆ กับการ ‘Orbiting’ หมายความตามตัวเลยก็คือการ ‘โคจร’ ไปรอบๆ คนคนหนึ่ง คอยติดตาม เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่หายไปไหน แต่ก็ไม่คิดจะเคลื่อนที่ ‘เข้าใกล้’ มากไปกว่านั้น

นักเขียน เเอนนา โลวีน (Anna Iovine) ผู้บัญญัติและกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความบนเว็บไซต์ Manrepeller แสดงให้เห็นว่าคำคำนี้คือภาพแทนของความสัมพันธ์ยุคดิจิทัลโดยแท้ เมื่อเราต่างถูกบังคับให้มีพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นแบบฉาบฉวยมากขึ้น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล และความสัมพันธ์แบบ Orbiting ที่คนคนหนึ่งเลือกจะเข้ามาดูสตอรี่เรา กดหัวใจให้ก่อน แต่ยังไม่อ่าน ไม่ตอบแชตเสียที ก็อาจแปลได้ในทางจิตวิทยาว่า เขาคนนั้นกำลังก้ำกึ่งระหว่างความต้องการที่จะมีตัวตนอยู่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่…ไม่พร้อม หรือไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์แบบผูกมัดจริงจังอะไร เปรียบเทียบง่ายๆ คือ Instagram หรือ Facebook ของเราเป็นเหมือนความสัมพันธ์แบบ Virtual Reality การตอบแชตก็คือการขยับเข้าใกล้ความสัมพันธ์แบบ Reality ในโลกจริงๆ ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั่นเอง

พฤติกรรมเข้ามาดูสตอรี่หรือมีรีแอ็กในโซเชียลฯ จึงเป็นการที่คนคนนั้นยังรู้สึกว่าตัวเองสามารถ ‘Control’ ความสัมพันธ์ในแบบที่ต้องการในโลกเสมือนได้อยู่ ด้วยธรรมชาติของการสื่อสารกันในโซเชียลฯ ที่จะมีกำแพงของ Boundary และ Distance บางอย่างมากกว่า อีกทั้งการดูสตอรี่และการมีรีแอ็กกับมันอย่างมากแค่กดหัวใจ ยังนับว่าเป็นการสื่อสารแบบ Asynchronous ที่สามารถเป็นผู้กำหนดได้ด้วยตัวเองว่าพร้อมรีแอ็กกับมันเมื่อไร ขณะที่การตอบแชต แม้จะไม่ได้ถูกคาดหวังให้เกิดการรีเเอ็กแบบ Real Time เหมือนการโทรคุยกันขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไรก็ตามที่ใครบางคนเริ่มต้นทักแชต มันมาพร้อมกับความคาดหวังคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี และความรู้สึกว่าถูกคาดหวังให้ตอบแชตนี้เองที่อาจทำให้คนคนนั้นรู้สึกว่า Out of Control และกำลัง ‘Commit’ บางอย่างในความสัมพันธ์ที่ตัวเองยังไม่พร้อมก็เป็นได้

ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ (Ph.D. Michelle Crimins) นักจิตวิทยาคลินิกในนิวยอร์ก อธิบายเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า บางทีการ Obiting อาจเป็นแค่การแสดงว่าคนคนนั้นยัง ‘แคร์’ เราอยู่นะ ด้วยท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่การตอบแชตหรือการโทรหา อาจเป็นการแสดงท่าทีที่ทำให้บางคนรู้สึกว่ามัน ‘มากเกินไป’ สำหรับเขา

“ไม่มีถูกหรือผิดเลยสำหรับพฤติกรรมนี้ เพราะมันสามารถเกิดเอฟเฟกต์ได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย” ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ นักจิตวิทยาคลินิก บอกว่าการดูสตอรี่และรีแอ็กกับมันแค่นั้นโดยไม่จำเป็นต้องตอบแชตอาจทำให้บางคนใจฟู หรืออาจเป็น Passive Aggressive ที่ทำร้ายเงียบๆ ให้บางคนว้าวุ่นคลุ้มคลั่งได้ทั้งนั้น

“เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเรามักจะสงสัยเสมอว่าคนอื่นจะตอบสนองกับเรื่องของเราที่เขาเห็นในโซเชียลฯ อย่างไร และการที่เขามีรีเเอ็กกับมันนั้น กำลังหมายความว่าอะไร” นักจิตวิทยาเตือนว่า การที่เราใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับการอ่านท่าทีของพฤติกรรมเหล่านั้นมากจนเกินไปเป็นเรื่องอันตราย เพราะมันจะส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพจิตโดยตรงอย่างแน่นอน

“อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่เคยชินกับการตอบสนองต่ออะไรก็ตามที่เห็นในโซเชียลฯ แบบแทบจะอัตโนมัติ” ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ กล่าว นั่นหมายความว่า เขาคนนั้นสามารถเข้ามากดหัวใจ กดดูสตอรี่เรา เพียงเพราะแค่เขาเปิด IG เปิด FB ก่อน แล้วไถหน้าจอผ่านไปเป็นปกติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีนัยแอบแฝง ไม่จำเป็นต้องตั้งใจจะสื่อความหมาย หรือไม่จำเป็นต้องตั้งใจให้เกิด ‘อะไร’ ในความสัมพันธ์นั้นต่อเลยด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับที่มองได้ว่าการดูสตอรี่ แต่ไม่ตอบแชต เป็นการ ‘Power Play’ หรือการต่อรองอำนาจและใช้อำนาจในการควบคุมอีกฝ่ายในทางใดทางหนึ่ง ที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้รับความสนใจ ถูกมองเห็น หรือรู้สึกพิเศษขึ้นมา เเต่สุดท้ายก็ไม่ได้สำคัญมากพอที่จะได้รับการรีแอ็กจริงจัง (แบบที่เผลอคาดหวัง) ไปมากกว่านั้นอย่างการชวนคุยต่อ หรืออะไร และนั่นเองที่น่าจะพอเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมการตอบแชตถึงเป็น ‘คนละเรื่อง’ กับการดูและกดไลค์สตอรี่

เหมือนที่บทความในเว็บไซต์ Grazia พูดไว้แบบเจ็บแต่จริงว่า ‘You’ve become Mars, and they’re your little rover, in an exploration phase without ever making a true landing.’ หรือที่แปลได้ว่า “คุณกลายเป็นดาวอังคารที่พวกเขาคือยานสำรวจที่แค่เข้ามาโคจรรอบๆ แต่ไม่เคยลงมาจอดอย่างจริงจัง”

ด้วยเหตุนี้เอง เราคงต้องกลับไปตรงจุดที่ว่า การรีเเอ็กอะไรก็ตามในโลกดิจิทัลอาจไม่ได้สะท้อนความซับซ้อน ความลึกซึ้ง หรือมีความหมายอะไรที่สำคัญต่อความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ในโลกจริงๆ เลยก็ได้ แล้วการคาดเดาพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นเรื่องเสียเวลา เปลืองพลังงานในตัวเรามากเกินไปหรือเปล่า

ถึงเวลาแล้วไหม ที่ต้องหยุดเป็นดาวที่มัวแต่รอให้ยานมาร่อนลงจอดกันสักที

อ้างอิง

https://graziamagazine.com/us/articles/watches-stories-does-not-message/

https://www.nbcnews.com/better/pop-culture/someone-orbiting-you-social-media-it-may-be-hurting-your-ncna883721

https://www.nytimes.com/2018/12/08/style/orbiting-dating.html

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...