‘ไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่’ สัญญาณของความสัมพันธ์แบบ Orbiting โคจรใกล้ๆ ให้รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่อยากผูกมัด Pain Point ระดับชาติที่อธิบายได้ในทางจิตวิทยา
“ทักไป ก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ
แต่ดันเข้ามาดูสตอรี่ งงมาก”
ความว้าวุ่นสับสนจากพฤติกรรมไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่ อาจสร้างคำถามให้กับใครหลายคนที่เจอสถานการณ์นี้ในทีแรกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่คนคนนั้นขาดการจัดการที่ดีในการ ‘จัดลำดับ’ ความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำก่อน-หลัง และการที่เขาเลือกจะไม่ตอบแชต แต่เข้าไปดูสตอรี่ แปลว่าเราสำคัญหรือไม่สำคัญกันนะ เมื่อลองหาคำตอบจากหลายๆ แห่ง ก็จะพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญเสมอไป แต่สามารถอธิบายในทางจิตวิทยาว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการแสดงท่าทีของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องการ ‘ผูกมัด’ ได้เหมือนกัน
ซึ่งหากลองเสิร์ชว่า ‘ไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่’ ก็จะพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบ่นไปเรื่อยเปื่อย แต่มันคือ Pain Point ที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่เฮลตี้ต่อใจเอาเสียเลย
พฤติกรรมนี้มีคำเรียกที่พอจะอธิบายได้ว่า มันคล้ายๆ กับการ ‘Orbiting’ หมายความตามตัวเลยก็คือการ ‘โคจร’ ไปรอบๆ คนคนหนึ่ง คอยติดตาม เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่หายไปไหน แต่ก็ไม่คิดจะเคลื่อนที่ ‘เข้าใกล้’ มากไปกว่านั้น
นักเขียน เเอนนา โลวีน (Anna Iovine) ผู้บัญญัติและกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความบนเว็บไซต์ Manrepeller แสดงให้เห็นว่าคำคำนี้คือภาพแทนของความสัมพันธ์ยุคดิจิทัลโดยแท้ เมื่อเราต่างถูกบังคับให้มีพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นแบบฉาบฉวยมากขึ้น เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล และความสัมพันธ์แบบ Orbiting ที่คนคนหนึ่งเลือกจะเข้ามาดูสตอรี่เรา กดหัวใจให้ก่อน แต่ยังไม่อ่าน ไม่ตอบแชตเสียที ก็อาจแปลได้ในทางจิตวิทยาว่า เขาคนนั้นกำลังก้ำกึ่งระหว่างความต้องการที่จะมีตัวตนอยู่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่…ไม่พร้อม หรือไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์แบบผูกมัดจริงจังอะไร เปรียบเทียบง่ายๆ คือ Instagram หรือ Facebook ของเราเป็นเหมือนความสัมพันธ์แบบ Virtual Reality การตอบแชตก็คือการขยับเข้าใกล้ความสัมพันธ์แบบ Reality ในโลกจริงๆ ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั่นเอง
พฤติกรรมเข้ามาดูสตอรี่หรือมีรีแอ็กในโซเชียลฯ จึงเป็นการที่คนคนนั้นยังรู้สึกว่าตัวเองสามารถ ‘Control’ ความสัมพันธ์ในแบบที่ต้องการในโลกเสมือนได้อยู่ ด้วยธรรมชาติของการสื่อสารกันในโซเชียลฯ ที่จะมีกำแพงของ Boundary และ Distance บางอย่างมากกว่า อีกทั้งการดูสตอรี่และการมีรีแอ็กกับมันอย่างมากแค่กดหัวใจ ยังนับว่าเป็นการสื่อสารแบบ Asynchronous ที่สามารถเป็นผู้กำหนดได้ด้วยตัวเองว่าพร้อมรีแอ็กกับมันเมื่อไร ขณะที่การตอบแชต แม้จะไม่ได้ถูกคาดหวังให้เกิดการรีเเอ็กแบบ Real Time เหมือนการโทรคุยกันขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไรก็ตามที่ใครบางคนเริ่มต้นทักแชต มันมาพร้อมกับความคาดหวังคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี และความรู้สึกว่าถูกคาดหวังให้ตอบแชตนี้เองที่อาจทำให้คนคนนั้นรู้สึกว่า Out of Control และกำลัง ‘Commit’ บางอย่างในความสัมพันธ์ที่ตัวเองยังไม่พร้อมก็เป็นได้
ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ (Ph.D. Michelle Crimins) นักจิตวิทยาคลินิกในนิวยอร์ก อธิบายเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า บางทีการ Obiting อาจเป็นแค่การแสดงว่าคนคนนั้นยัง ‘แคร์’ เราอยู่นะ ด้วยท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่การตอบแชตหรือการโทรหา อาจเป็นการแสดงท่าทีที่ทำให้บางคนรู้สึกว่ามัน ‘มากเกินไป’ สำหรับเขา
“ไม่มีถูกหรือผิดเลยสำหรับพฤติกรรมนี้ เพราะมันสามารถเกิดเอฟเฟกต์ได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย” ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ นักจิตวิทยาคลินิก บอกว่าการดูสตอรี่และรีแอ็กกับมันแค่นั้นโดยไม่จำเป็นต้องตอบแชตอาจทำให้บางคนใจฟู หรืออาจเป็น Passive Aggressive ที่ทำร้ายเงียบๆ ให้บางคนว้าวุ่นคลุ้มคลั่งได้ทั้งนั้น
“เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเรามักจะสงสัยเสมอว่าคนอื่นจะตอบสนองกับเรื่องของเราที่เขาเห็นในโซเชียลฯ อย่างไร และการที่เขามีรีเเอ็กกับมันนั้น กำลังหมายความว่าอะไร” นักจิตวิทยาเตือนว่า การที่เราใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับการอ่านท่าทีของพฤติกรรมเหล่านั้นมากจนเกินไปเป็นเรื่องอันตราย เพราะมันจะส่งผลต่ออารมณ์และสุขภาพจิตโดยตรงอย่างแน่นอน
“อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่เคยชินกับการตอบสนองต่ออะไรก็ตามที่เห็นในโซเชียลฯ แบบแทบจะอัตโนมัติ” ดร. มิเชลล์ ไครมินส์ กล่าว นั่นหมายความว่า เขาคนนั้นสามารถเข้ามากดหัวใจ กดดูสตอรี่เรา เพียงเพราะแค่เขาเปิด IG เปิด FB ก่อน แล้วไถหน้าจอผ่านไปเป็นปกติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีนัยแอบแฝง ไม่จำเป็นต้องตั้งใจจะสื่อความหมาย หรือไม่จำเป็นต้องตั้งใจให้เกิด ‘อะไร’ ในความสัมพันธ์นั้นต่อเลยด้วยซ้ำ
เช่นเดียวกับที่มองได้ว่าการดูสตอรี่ แต่ไม่ตอบแชต เป็นการ ‘Power Play’ หรือการต่อรองอำนาจและใช้อำนาจในการควบคุมอีกฝ่ายในทางใดทางหนึ่ง ที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้รับความสนใจ ถูกมองเห็น หรือรู้สึกพิเศษขึ้นมา เเต่สุดท้ายก็ไม่ได้สำคัญมากพอที่จะได้รับการรีแอ็กจริงจัง (แบบที่เผลอคาดหวัง) ไปมากกว่านั้นอย่างการชวนคุยต่อ หรืออะไร และนั่นเองที่น่าจะพอเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมการตอบแชตถึงเป็น ‘คนละเรื่อง’ กับการดูและกดไลค์สตอรี่
เหมือนที่บทความในเว็บไซต์ Grazia พูดไว้แบบเจ็บแต่จริงว่า ‘You’ve become Mars, and they’re your little rover, in an exploration phase without ever making a true landing.’ หรือที่แปลได้ว่า “คุณกลายเป็นดาวอังคารที่พวกเขาคือยานสำรวจที่แค่เข้ามาโคจรรอบๆ แต่ไม่เคยลงมาจอดอย่างจริงจัง”
ด้วยเหตุนี้เอง เราคงต้องกลับไปตรงจุดที่ว่า การรีเเอ็กอะไรก็ตามในโลกดิจิทัลอาจไม่ได้สะท้อนความซับซ้อน ความลึกซึ้ง หรือมีความหมายอะไรที่สำคัญต่อความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ในโลกจริงๆ เลยก็ได้ แล้วการคาดเดาพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นเรื่องเสียเวลา เปลืองพลังงานในตัวเรามากเกินไปหรือเปล่า
ถึงเวลาแล้วไหม ที่ต้องหยุดเป็นดาวที่มัวแต่รอให้ยานมาร่อนลงจอดกันสักที
อ้างอิง
https://graziamagazine.com/us/articles/watches-stories-does-not-message/
https://www.nytimes.com/2018/12/08/style/orbiting-dating.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘ไม่ตอบแชต แต่ดูสตอรี่’ สัญญาณของความสัมพันธ์แบบ Orbiting โคจรใกล้ๆ ให้รู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่อยากผูกมัด Pain Point ระดับชาติที่อธิบายได้ในทางจิตวิทยา
- The Loneliness Curve ‘คลื่นความเหงา’ ที่มนุษย์อาจต้องทำใจ ว่าเราจะต้องเผชิญกับมัน ในหลายช่วงวัยของชีวิตมากกว่าคนเจนฯ ก่อน
- ชวนรู้จักสวัสดิการดีๆ ที่เราไม่ควรพลาด โครงการ Winmed Cares ภายใต้นโยบาย สปสช. ที่ให้ผู้หญิงไทยอายุ 30-59 ปี รับชุดเก็บตัวอย่างคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง และส่งถึงบ้าน “ฟรี”
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com