โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Loneliness Curve ‘คลื่นความเหงา’ ที่มนุษย์อาจต้องทำใจ ว่าเราจะต้องเผชิญกับมัน ในหลายช่วงวัยของชีวิตมากกว่าคนเจนฯ ก่อน

Mirror Thailand

อัพเดต 26 มิ.ย. 2567 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2567 เวลา 11.28 น.
ภาพไฮไลต์

หลายๆ ครั้ง เราพบว่าความเหงาไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกของคนคนหนึ่ง ไม่ใช่การคิดไปเอง แต่มันคือ ‘วิกฤติ’ ทางสังคมที่อาจหมายถึงปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมถึงปัญหาอื่นๆ ซึ่งกำลังเรียกร้องให้เรากลับมามองมันอย่างใส่ใจ เช่นเดียวกับงานวิจัยล่าสุดที่พบว่าคนยุคนี้อาจต้องทำใจว่าจะเผชิญกับ ‘คลื่นความเหงา’ มากขึ้นกว่าคนเจนฯ ก่อนๆ แถมสิ่งที่เรียกว่าคลื่นความเหงานี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตอนเริ่มต้นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปจนตลอดชีวิตของเราเลยด้วย

งานวิจัยที่ชื่อว่า ‘As we age, we grow more lonely’ นี้เพิ่งเปิดเผยผ่านวารสาร Psychological Science เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ‘คลื่นความเหงา’ และความโดดเดี่ยวที่กำลังเกิดขึ้นกับคนเจนฯ นี้ จะเริ่มโจมตีเราตั้งแต่ในวัยเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่ จากนั้นจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในช่วงเข้าสู่วัยกลางคน (Mid-life) แต่มันไม่ได้หายไปไหน จะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกในช่วงที่เราอายุประมาณ 60 และจากนั้นก็จะอยู่ไปจนถึงอายุเฉลี่ยของเราแบบยาวๆ ได้ถึงตอนอายุ 80 ปี เลยทีเดียว

ดร.เอลลีน เกรแฮม (Dr. Eileen Graham) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์ Northwestern Feinberg ที่ทำการศึกษาวิจัยชิ้นนี้บอกว่า ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะคนที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น จะเกิดการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ อะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจบ ต้องโบกมือลาจากกลุ่มเพื่อน จากสังคมที่เคยรู้จัก มาเริ่มต้นสังคมที่ทำงานใหม่ ต้องพบเจอคนใหม่ๆ พร้อมกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ทำให้คนในช่วงวัยนี้รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และเคว้งคว้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน คนส่วนใหญ่อาจ ‘นิ่ง’ ขึ้น ได้แต่งงาน เจอคู่ชีวิต มีลูก มีครอบครัว มีโอกาสในการเข้าสังคมใหม่ๆ มากกว่าคนในวัยอื่นๆ และมีสิทธิ์ที่จะได้พบเจอความพึงพอใจกับความรู้สึกมั่นคงในชีวิตมากกว่าก็ช่วงเวลานี้นั่นเอง แต่หลังจากพ้นวัยกลางคนไปแล้ว โอกาสในการเข้าสังคมก็จะค่อยๆ หดหายไป แล้วทำให้ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นความเหงานั้นอีกครั้งจากตรงนี้ไปจนถึงวัยชรา

คลื่นความเหงาที่ต้องพบเจอในแต่ละช่วงชีวิตนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ทางร่างกายอย่างภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ไปจนถึงสุขภาพใจที่จะเลวร้ายลงไปด้วยจากความคิดที่ทำให้ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว จนอาจนำมาสู่ปัญหาการฆ่าตัวตาย

ความเหงาและโดดเดี่ยวที่คนเจนฯ นี้กำลังเจอไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดจากการแยกตัวทางสังคมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความโดดเดี่ยวที่มาพร้อมความรู้สึก ‘Disconnect’ จากสัมพันธ์ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้เหมือนกัน เช่น อะไรที่เราคาดหวังว่าจะได้จากความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์นั้นๆ กลับให้ไม่ได้นี่แหละที่ยิ่งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวหนักขึ้นกว่าเดิม

ดร.จูเลียน โฮลต์-ลันสตัด (Julianne Holt-Lunstad) อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Brigham Young มองเรื่องนี้ว่า หลายๆ ครั้งที่คนเรารู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว มันมักจะมีนัยของการ ‘รอคอย’ ให้คนรอบข้างมองเห็นความรู้สึกเหล่านั้นอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เพราะอาจรู้สึกว่าตัวเองก็มีความเจ็บปวดมากพออยู่แล้ว ถ้าหากถูกปฏิเสธจากคนรอบข้างอีกล่ะ จะทำอย่างไร จะไม่ยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิมเหรอ

นักจิตวิทยาแนะนำว่า สิ่งที่จะช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นก็คือการที่เราช่วยกันสังเกตว่าตอนนี้เกิดความผิดปกติอย่างไรกับคนใกล้ตัวบ้าง และเขากำลังต้องการให้เรามองเห็นหรือรับรู้ช่วงเวลายากๆ นั้นอยู่หรือเปล่า เพราะข้อดีของการที่ความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวถูกมองเห็นจะช่วยทำให้เขาสามารถกลับมาโฟกัสภาพรวมของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีกว่าเอาตัวเองจมอยู่กับมันตามลำพัง

ดร.เกรแฮม ผู้ทำงานวิจัยชิ้นมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องแย่ไปเสียทั้งหมด เพราะการที่เรารู้ว่าความเหงากำลังเป็นสิ่งที่ต้องรับมือแน่ๆ ในชีวิตนี้แบบหนีไม่พ้น ก็อาจช่วยให้เราหาทางเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยบรรเทาไม่ให้มันรุนแรงเกินไปนักเวลาเกิดขึ้นจริง

หนึ่งสเตปเล็กๆ ที่จะทำให้คลื่นความเหงาทำอะไรเราได้น้อยลง และทำให้ยังรักษา ‘Social Connection’ ได้อยู่ก็คือการหมั่นตรวจเช็กความสัมพันธ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวัยกลางคนหรือรอให้แก่ งานวิจัยบอกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่สามารถมีความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดจริงๆ ได้ถึง 4-6 ความสัมพันธ์ในชีวิตเลยทีเดียว หากไม่ใช่เรื่องของ ‘ปริมาณ’ ว่ามีมากเท่าไรถึงจะดี แต่เป็นเรื่องของ ‘คุณภาพ’ และ ‘ความหลากหลาย’ ของความสัมพันธ์เหล่านั้นต่างหากที่สำคัญกว่า

“มันก็เหมือนกับการที่คุณกินอาหารหลากหลายให้ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนนั่นแหละ ความสัมพันธ์ในชีวิตก็เหมือนกัน ยิ่งเจอคนหรือมีความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ ยิ่งช่วยเติมเต็มความต้องการของเราได้มากกว่า” ดร.จูเลียน โฮลต์-ลันสตัด (Julianne Holt-Lunstad) อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัย Brigham Young ทิ้งท้ายว่าให้ลองถามตัวเองดู ว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ อันไหน Healthy หรือ Toxic เพราะถ้าความสัมพันธ์แข็งแรงดี นอกจากจะส่งผลดีต่อคุณภาพกายใจของเราได้อย่างแน่นอนแล้ว ยังเป็นการป้องกันความเหงาและความโดดเดี่ยวซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเจนฯ ต่อไปต้องเผชิญ ไม่ให้กัดกินเราจนเกินไปได้อีกด้วย

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2024/05/06/well/loneliness-mental-health-age.html

https://news.northwestern.edu/stories/2024/04/loneliness-grows-as-we-age/?fj=

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...