KFC เตรียมเปิด Grab & Go บนสถานี MRT-BTS
CRG ปักธงขยายสาขา KFC รวม 23 สาขาในปี 67 เน้นหนัก “อำเภอรอง” เกินครึ่งเล็งไตรมาส 3 เปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ Grab & Go Model บนสถานีรถไฟฟ้า MRT-BTS จับตลาด Takeaway ดันภาพรวมแบรนด์เติบโต 11%
นายปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส QSR & Western Cuisine ผู้บริหารแบรนด์ เคเอฟซี ภายใต้การบริหารโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดร้านอาหาร QSR มีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่มูลค่าตลาดไก่ทอดอยู่ที่ราวๆ 2.7 หมื่นล้านบาทเติบโต 3%ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเติบโต 5-6% ในปีนี้ การแข่งขันหลักๆยังคงเป็นเรื่องของราคา
ทั้งนี้ หากนับเฉพาะ KFC ทั้ง 3 แฟรนไชส์รวมกันจะมีมูลค่าราวๆ 2.1 หมื่นล้านบาทเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดย KFC ภายใต้การบริหารของ CRG มีมูลค่าราวๆ 7,550 ล้านบาทกินมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 1 ใน 3 ของ KFC ทั้งหมด
จากข้อได้เปรียบ 3 ส่วนคือ การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของตลาด QSR แม้ว่าจะอยู่ในตลาดมากว่า 40 ปีแต่ภาพลักษณ์แบรนด์ยังคงทันสมัยและวัยรุ่น ขณะที่ช่องทางจำนวนจำหน่ายที่กระจายทั่วประเทศทำให้เข้าถึงง่ายบวกกับราคาที่จับต้องได้
ปัจจุบัน KFC ภายใต้ CRG มีจำนวนสาขา 338 สาขา สำหรับปีนี้ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ 23 สาขา โดยเน้นลงไปที่อำเภอรองที่มีนักท่องเที่ยวเกินครึ่ง และขยายสาขาร่วมกับบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล อาทิ CPN และ CRC อย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล และโรบินสันไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ยังตั้งเป้าปรับโฉมสาขาเดิมกว่า 35 สาขา ในลุคและฟิลลิ่งใหม่ โดยทำให้ร้านมีcapacity ที่สามารถรองรับลูกค้าได้มากขึ้นและมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ล่าสุดปรับโฉมสาขา“เซ็นทรัลลาดพร้าว” ซึ่งเป็นร้าน KFC ร้านแรกของไทยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในคอนเซ็ปต์“Colonel's Legacy” ที่มาในสไตล์ Retro
โดยใช้ดิจิทัลเข้ามาให้บริการเกือบทั้งหมดแต่คงไว้ซึ่งกลิ่นอายของยุค 90 เช่น กระเบื้องสีขาวสลับสีแดง / แถบริ้วลายขาว-แดง สายห้อยโทรศัพท์บ้าน ลูกกรงเหล็กดัดของอาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่แผงกั้นจราจร
“หลังจากนี้เราจะขยายสาขาที่สามารถเปิดกลางคืนมากขึ้นเช่น สถานีบริการน้ำมันเพื่อเพิ่มยอดขาย delivery ที่เติบโตลดลงจากช่วงโควิดมากจากการที่คนออกมาแฮงก์เอาท์ข้างนอกมากขึ้น ขณะเดียวกันยอดขายtake-away และ Dine in เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”
“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนยอดขาย take-away 40% ,Dine in 35% และ delivery 25% และอีกโมเดลที่ในปีนี้จะโฟกัสเป็นพิเศษ คือ คีออส โมเดล ที่คาดว่าน่าจบ ที่35 สาขา ขยายดิจิทัลเมนูบอร์ด 70 สาขา รวมทั้งเดินหน้าดิจิทัลต่อเนื่องล่าสุดเราล๊อนซ์แอพลิเคชั่นตัวใหม่ที่ทำงานร่วมกับ 2 แฟรนไชส์ซี KFC”
นอกจากนี้ยังมีแผน เปิดตัว แกร็บ แอนด์ โก โมเดล (Grab & Go Model) ร้านขนาดเล็กที่จะเน้นการจัดจำหน่ายในช่องทาง Takeaway เป็นหลัก
และสามารถเปิดโอกาสให้ KFC เข้าไปอยู่ในที่ ๆ ไม่เคยเข้าไปได้ เช่น ในสถานีรถไฟฟ้า BTS , MRT เป็นต้นเพราะมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากทราฟฟิกจำนวนมาก ใช้พื้นที่ไม่เยอะ และประสบความสำเร็จแล้วในต่างประเทศทั้ง สิงคโปร์ ฮ่องกง คาดว่าอาจได้เห็นในช่วง Q3-Q4
“ปกติเราใช้งบในการขยายสาขาราวๆ 10-15 ล้านบาทต่อสาขา ส่วน Grab & Go และ Kiosk อาจใช้งบลงทุนน้อยลงเพราะพื้นที่ไม่มาก อย่างไรก็ตาม KFC ยังเป็นส่วนสำคัญของพอร์ต CRG เราพยายามทำให้เติบโตทุกปีอย่างยั่งยืน หมายความว่าจะต้องมีทั้งจำนวนสาขาเพิ่มมากขึ้น ยอดขายโต และกำไรดีขึ้นด้วย นี่คือเป้าหมาย 3-5 ปีที่เรายังคงทำอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้เราคาดว่ายอดขายน่าจะเติบโตแค่ 4-5% เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง และมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งอาจต้องรอลุ้นDigital wallet ในช่วงปลายปีที่น่าจะทำให้กำลังซื้อมากขึ้น ประเด็นที่น่าจะเป็นความท้าทายของเราในปีนี้คือเรื่องของ“คน” เราหาพนักงานได้ยากเพราะเพราะประชากรในประเทศไทยเกิดน้อยมานานแล้ว และกำลังจะกลายเป็น Aging Society มากขึ้น ปัจจุบันเรารับ senior เข้ามาทำงานตามนโยบายรัฐ รวมทั้งรับนักเรียนเข้ามาฝึกงาน เพื่อแก้ปัญหาคนขาด
ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทในมุมกำไรมีผลแน่นอนเพราะต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่อาจไม่กระทบมากเพราะต้นทุนของเราเพิ่มไม่ถึง 1% เพราะเราจ่ายเกินค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จากแผนการดำเนินงานทั้งหมดคาดว่าจะส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตของแบรนด์น่าจะเป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ คือเติบโตที่ประมาณ 11 % ”