ทำไมต้องมาเกิดเป็นพระรองผู้แสนรันทดคนนี้
ข้อมูลเบื้องต้น
###อาจจะยังมีคำผิดเยอะ####
เป็นนิยายที่ยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์
ที่ลงเพราะคิดว่าถ้าแต่งก่อนค่อยลงมันไม่มีทางจบแน่ๆ ToT
1 บท จะถูกแบ่งเป็น 3 ตอน เพราะชาเล้นตัวเองแค่วันละ 1000 คำเป็นอย่างน้อยย ดังนั้นจะลงวันละตอน
.
.
.
"คุณชาย ท่านจะขัดราชองค์การจริงหรือขอรับ บ่าวเกรงว่านายท่านคงมิพอใจ"
"ข้าไม่อยากถูกฆ่าตายที่นี้หรอกนะ"
"แต่ถ้าท่านไปที่แคว้นอื่นท่านคือตัวประกันนะขอรับ"
"ข้า…จะไม่มีวันได้อิสระอย่างนั้นหรือ"
"บ่าวมิกล้าตัดสินแทนท่าน จะต่ำแหน่งเจ้าชายตัวประกันหรือตำแหน่งว่าที่ฮ่องเฮา บ่าวมิอาจออกความเห็นได้"
"จะตำแหน่งไหนจะสถานะใด พวกเขากผ็ไม่มีวันปล่อยข้าไป…"
.
.
ภายในพิภพ
ถูกแบ่งออกเป็น 5 ภพ ประกอบด้วย ภพสวรรค์ ภพมนุษย์ ภพปีศาท ภพมาร ภพอสูร
ภพสวรรค์ แบ่งเป็น 4 สมุทร 8ทิศ 9ดินแดน
- 4 สมุทร มหาสมุทรทั้ง 4 ล้อมรอบสวรรค์
- 8 ทิศ เป็นที่อยู่ของทั้ง 8 เผ่า ที่ประจำทั้ง8ทิศรอบสวรรค์ (ทั้ง8เผ่ามีสายเลือดเทพไหลเวียนอยู่)
- 9 ดินแดนสวรรค์ คือ สวรรค์ 16 ชั้นฟ้า คุนลัน ป่าท้อ วิมาณหยก เขาหวงซาน เขาตงเทียน ทะเลสาปตงเขอ แม่น้ำฮุ้ยซี และเขาตูฉี (เป็นที่พำนับของเหล่าเซียน เทพเซียน เผ่ามังกรและจิ้งจอก9หาง)
………………………………………….
ในโลกมนุษย์
ระดับพลังปราณ
1 ปราณเริ่มแรก มี 4 ระดับ
2 ปราณก่อเกิด มี 4 ระดับ
3 ปราณผู้ฝึกยุทธิ์ มี 6 ระดับ
4 ปราณจอมยุทธิ์ มี 6 ระดับ
5 ปราณฟ้า มี 8 ระดับ
6 ปราณจักพรรดิ์ มี 3 ระดับ นักพรต
7 ปราณมหาจักพรรดิ์ มี 2 ระดับ
8 ปราณลี้ลับ
9 ปราณเซียน จะบรรลุพลังเซียน (จะเป็นเซียนบนสวรรค์เมื่อได้รับทัณฑ์สวรรค์"
………………………..
ภพอสูร
ปราณอสูรแบ่งเป็น
1 ต่ำ มี3ขั้น
2 กลาง มี 3 ขั้น
3 สูง มี 3 ขั้น
4 อสูรเทะวะ (ไม่เกี่ยวกับเทพอสูร)
………………………
ธาตุ มี 6ธาตุ
ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง มืด
……………..
ผู้คนแบ่งออกเป็น3เพศ
ผู้หญิง ผู้ชาย และเกอ
เกอคือผู้ชายที่สามารถท้องได้มีจำนวนน้อยและไม่ได้ถูกเปิดเผยมากนัก
…………………………………
บทนำ
บทนำ
จุดจบของเฉินซินสือ
“ชีวิตนี้ของเจ้า ข้าจะเอามาเซ่นสังเวยวิญญาณของเขาให้จงได้ แม้ว่าข้าจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”
เฉินซินสือที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดตะโกนก้องไปทั่วท้องพระโรง สถานที่ที่ฮ่องเต้ทุกยุคสมัยใช้เพื่อว่าราชการงานเมืองกับขุนนางในทุกวัน รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยศพคนตายมากมายที่แยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นของฝ่ายไหน แต่ดูแล้วฝ่ายที่น่าจะเสียเปรียบมากที่สุดในศึกครั้งนี้ก็คือ เฉินซินสือ อดีตพระชายาแห่งรัชทายาทแคว้นชิงผู้นี้
“คนอ่อนแอเช่นเจ้านั้นหรือเฉินซินสือ ที่จะอาจหาญมาต้องการชีวิตข้า?” หนุ่มใหญ่ในชุดสีทองอร่ามบ่งบอกถึงฐานะฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน เอ่ยถามเฉินซินสือกลับไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เต็มไปด้วยคำดูถูกและเวทนา ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำเอาผู้ฟังแทบอยากตะโกนร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“เจ้ามองดูรอบๆ เจ้าสิซินเอ๋อร์ ดูสิว่าในเวลานี้ มีผู้ใดพร้อมจะยืนเคียงข้างเจ้า พร้อมจะช่วยเจ้าบ้าง? หึ ดูเหมือนจะไม่มีนะ แล้วเจ้ามองดูข้าสิ ข้าที่ยังมีคนคอยคุ้นกันมากมายเพียงนี้ เจ้าจะทำอันใดข้าได้”
แม้ซินสือจะรับรู้ถึงความผิดปกติเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว แต่พอได้ยินประโยคที่เต็มไปด้วยการตอกย้ำเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่แล้วท่าทางนิ่งเฉยที่เขาพยายามสร้างก็ต้องแตกลง เมื่อสายตาของเขาเหลือกไปเห็นใครบางคนที่กำลังเดินออกมาจากฉากกั้นข้างหลัง สถานที่สำหรับให้ฮ่องเต้ใช้พักผ่อนระหว่างวัน
ผู้ชายที่เดินออกมาคือคนที่เฉินซินสือรักสุดหัวใจ เป็นคนที่เขารักไม่แพ้ผู้เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินที่กำลังพูดด้วยในขณะนี้เลย ชายหนุ่มรูปงามผู้ที่เขาเคยทุ่มเทให้แม้กระทั่งชีวิต…
เมื่อได้เห็นทั้งสองคนยืนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ เฉินซินสือก็แทบอยากจะฆ่าชายทั้งสองคนให้ตายเป็นหมื่น ๆ ครั้ง ให้สาสมกับการทรยศที่อีกฝ่ายมอบให้ แต่เขาก็ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการเพราะคำว่ารักที่อยู่ในใจเวลานี้ มีน้ำหนักมากกว่าความเกลียดชังทั้งหลาย…
พอเฉินซินสือเห็นว่าหนทางแห่งการแก้แค้นนี้ไม่มีทางสำเร็จ เขาจึงวิ่งออกมานอกท้องพระโรงด้วยความเร็วที่มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ก่อนที่เขาจะมาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงกลางลานพิธีหน้าตำหนัก สถานที่ที่ใช้สำหรับงานสำคัญต่างๆ ของแคว้น ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากท้องพระโรงนัก
และทันทีที่เขาหยุดยืนอยู่ตรงกลางลานกว้าง ท้องฟ้าที่เคยสงบนิ่งก็เริ่มแสดงความวิปโยกออกมา ฝน พายุ สายฟ้า ทุกอย่างเคลื่อนตัวเข้ามาสู้แคว้นชิงโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ
ในทันทีเฉินซินสือปล่อยดาบในมือ ลูกแก้วสีฟ้าใสที่เป็นอาวุธสวรรค์ก็ลอยออกมาจากร่างกายของเขา ก่อนที่มันจะทำให้ท้องฟ้าที่เคยสว่างมืดครึ้มลงไม่แพ้ตอนกลางคืน สายฝนที่รุนแรงก็เริ่มโปรยตกลงมาโดนตัวของเขาจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว
สายพลังสีชมพูอ่อนแผ่กระจายออกจากลูกแก้วจนครอบร่างกายของเฉินซินสือไว้มิด กักกันไม่ให้ใครสามารถเข้ามาใกล้ตัวของผู้ใช้อาวุธสวรรค์ได้ และพอซินสือลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีดำของเขาก็กลายเป็นสีแดงสดเช่นเดียวกับเลือด ท้องฟ้าเกิดความแปรปรวนอย่างหนัก มีสายฟ้ามากมายผ่าลงมายังพื้นโลกทำลายพระราชวังและบ้านเรือนจำนวนมากที่อยู่ใกล้เขตวังจนวอดวายไปหมด
และต่อมาเฉินซินสือก็ตะโกนก้องร้องขึ้น เสียงของเขาเต็มไปด้วยพลังมหาศาลจนน่ากลัว
“ขอสวรรค์เป็นพยาน ซินสือเกิดมาอาภัพนักไม่เคยได้รับความรักมาตั้งแต่เกิด ข้ามีบุพเพได้เจอเขาผู้นั้น แต่กลับไร้วาสนาได้เคียงคู่กัน ดังนั้นข้าจึงขอแลกดวงจิตของข้า สังเวยเทพแห่งกาลเวลาช่วยนำพาจิตวิญญาณที่แสนชั่วช้าของข้า ให้ย้อนกลับไปยังอดีตเพื่อแก้ไขเส้นทางที่แสนเลวร้ายนี้ด้วย”
เปรี้ยงงงง
เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเฉินซินสือดังขึ้นแข่งกับเสียงคำรามของท้องฟ้า เสียงของเขาบาดลึกเข้าไปในจิตใจผู้คน
เมื่อตะโกนจบสีหน้าของเฉินซินสือก็กลับมาไร้อารมณ์อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ท้องฟ้าวิปโยคมากยิ่งขึ้น มีสายฟ้ามากมายพยายามฝ่าลงมาบนตัวของเขา แต่อาวุธสวรรค์ชิ้นนั้นก็ปกป้องเขาอย่างไม่ยินยอมเช่นกัน
“ฮ่าๆๆ สวรรค์โกรธหรือที่ข้าขอเช่นนี้หรือ แต่ความโกรธในใจข้ามากมายยิ่งกว่าพวกเจ้ามากนัก หึหึ ส่วนทุกคนในแคว้นซิงก็จะตายไปพร้อมกับข้าเถอะ!!!”
พรึบบบบบบบ
เสียงปิดหนังสือดังขึ้นจากฝีมือของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าไม่พอใจหนังสือในมือ ข้างๆ เขาก็มีผู้หญิงหน้าตาน่ารักกำลังทำหน้าอยากปาหนังสือนิยายในมือทิ้งเหมือนเจอของร้อน และถัดไปไม่ไกลก็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่ากำลังกำหนังสือนิยายอีกเล่มในมือแน่น กำจนมันแทบจะฉีกขาดคามือ
“โอ้ยยย พวกมึงอ่านกันไปได้ยังไงวะเนี่ยยยยย”
ผู้ชายที่ปิดหนังสือในตอนแรกร้องขึ้นพร้อมกับโยนมันทิ้งไปด้วยท่าทางรังเกียจสุดใจ ในน้ำเสียงมีความไม่พอใจแฝงอยู่อย่างชัดเจน
“อย่าว่าแต่มึงเลยที่สงสัย กูก็สงสัยเหมือนกันว่ากูทนอ่านมาได้ยังไงจนจบ แม่งเอ้ยย โคตรเศร้า”
ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มที่กำลังถือนิยายเล่มเดียวกับผู้ชายคนแรกเอ่ยขึ้นบ้าง เธอเองก็ทำท่าจะโยนของในมือออกไปเช่นกันแต่ด้วยนิสัยที่รักหนังสือเหมือนลูกคนหนึ่ง เลยทำให้เธอตัดใจทำแบบเดียวกับเพื่อนไม่ลง
“กูก็งงตั้งแต่ชื่อหมวดนิยายแล้ว”
ชายหนุ่มที่กำลังกำหนังสือในมือแน่นเอ่ยขึ้นบ้าง ชายคนนี้ก็คือหลี่เหว่ยเซียงผู้ที่รักการอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจนั้นเอง
หลี่เหว่ยเซียงที่ตอนแรกไม่คิดจะออกความเห็น แต่ก็ยังอดที่จะวิจารณ์ไม่ได้เมื่อนิยายเรื่ององค์ชายตัวร้ายกับนายจอมแสบที่กำลังถืออยู่ในมือนี้ มันดันถูกจัดไว้ในหมวดของนิยายรักโรแมนติก แต่เนื้อหาข้างในมันเต็มไปด้วยการแก้แค้น หักหลัง และฆ่าฝัน มีส่วนที่เป็นเรื่องความรักอยู่น้อยนิด และส่วนใหญ่ก็จะเป็นความคลั่งรักของพระเอกในช่วงท้ายเรื่องเท่านั้น!
“นั้นดิวะ หมวดไรนะ โรมแมนติกแฟนตาซี ถูยย ดราม่าตัวโตๆ เลยเนี่ยยยย” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มยังคงโวยวายไม่หยุด สายตาของเธอจ้องมองไปที่หนังสืออย่างแค้นๆ
“แล้วพระเอกมันชั่วขนาดนี้ทำไมนายเอกมันยังจะรักได้ลงวะ ไอ้พระเอกคนนี้มันจับฉลากได้บทมารึไง!!” เพื่อนผู้ชายของหลี่เหว่ยเซียงยังคงหัวร้อนเพราะนิยายไม่หยุด
“กูระบายหน่อยเถอะค่ะ ไอ้นิยายบ้าเอ้ยยยย กูไม่เข้าใจว่านายเอกกับนายรองมันรักพระเอกหน้าหม้อที่เอาไปทั่วไม่รักใครจริงสักคนแบบนี้ไปได้ยังไง แม้แต่กับนายเอกมันก็หวังแค่อำนาจ หวังจะใช้ในการเหยียบทุกคนเพื่อขึ้นไปเป็นใหญ่ โอ้ยยยย มันเป็นพระเอกได้ไงวะเนี่ยยยย”
ประโยคยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยความอัดอั้น ที่ต้องทนทำใจอ่านนิยายเรื่องนี้จนจบของเพื่อนผู้หญิงคนนั้น สามารถอธิบายความรู้สึกของผู้อ่านเรื่องนี้มากกว่า 50% ได้เป็นอย่างดี
“อ่านตอนแรกก็อยากให้พระเอกนางเอกรักกัน แต่ตอนนี้อยากให้นายรอง อะ หรือพระรองวะ? เรื่องนั้นชั่งเถอะ กูอยากให้เฉินซินสือคนนั้นมูฟออนมากกกก ส่วนนายเอกมันก็เลวอยู่แล้ว ถือว่าเหมาะสมอยู่” เพื่อนผู้ชายเอ่ยขึ้น
“จริง นายรองคนนี้ยอมเอาตัวไปรับดาบแทน ตอนที่พระเอกจะโดนฆ่าเลยนะเว้ย แต่ก็ต้องมารู้ที่หลังว่าพระเอกร่วมมือกับพ่อตัวเองเพื่อจะฆ่าตัวเอง กูละอยากจะอุ้มลูกหนี” เพื่อนผู้หญิงของหลี่เว่ยพูดพร้อมกับอย่างใส่อารมณ์เต็มที่
“อินกันเกินไปแล้วพวกมึงอะ นี้ถ้าเข้าไปในเรื่องได้คงจะไปช่วยพาเฉินซินสือคนนี้หนีใช่ไหม ฝน หลี่ ซี” ผู้ชายคนหนึ่งที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องเอ่ยหยอกทั้งสามคนเสียงหวาน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเน้นถามผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ทำหน้าอยากจะฉีกหนังสือในมือแต่ก็ทำไม่ลงอยู่อย่างฝน
“แน่นอน” เป็นหลี่เหว่ยเซียงที่ตอบกลับมาคนแรก
“อือ กูก็เต็มใจจะช่วยนะถ้าเข้าไปได้อะ แต่พอคิดไปแล้วให้ไอ้หลี่ช่วยดีกว่ามันน่าจะช่วยได้มากกว่ากู” ฝนว่าขึ้นบ้าง
“เอ้าา เกี่ยวไรอะ” หลี่เหว่ยเซียงหันไปถามฝนอย่างมึนงงเมื่อเพื่อนเอ่ยถึงตน
“ก็มึงเก่ง” ฝนหันไปตอบกลับเพื่อนด้วยน้ำเสียงกวน
“เกี่ยว?” หลี่เว่ยหันไปมองเพื่อนอย่างตั้งคำถาม
“เกี่ยว!” ฝนตอบรับเต็มเสียง
“เฮ้อออออ” เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจของผู้มาใหม่
“ถอนหายใจมากๆ ระวังจะแก่เรานะเพื่อนนัท” จบท้ายด้วยประโยคแซวเพื่อนตัวเองของหลี่เหว่ยเซียง
แต่ใครจะรู้ละว่าคำพูดเล่นๆ ของผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มวันนี้ จะนำพาให้หลี่เหว่ยเซียงเพื่อนของเธอกลับไปเป็นเฉินซินสือ ที่ต้องเอาชีวิตรอดจากดงตัวร้ายในตระกูลเฉินจริงๆ
……………………………
บทที่ 1 หลี่เหว่ยเซียง
บทที่ 1
หลี่เหว่ยเซียง
ณ มหาลัย A ใต้ตึกคณะแพทยศาสตร์
คณะที่รักสงบและตั้งอยู่สันโดษห่างไกลจากคณะอื่น เป็นคณะเดียวที่อยู่ติดกับโรงพยาบาลของมหาลัยมากที่สุด ข้างหลังของคณะเป็นพื้นที่สีเขียวที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก ทางเข้าคณะมีเพียงสองทางคือทางที่ติดกับโรงพยาบาล และทางที่ติดคณะเภสัช ตัวตึกคณะไม่ได้เก่าหรือใหม่จนเกินไป แต่ความเงียบสงบของตัวตึกก็ทำให้เด็กจากคณะอื่นไม่ค่อยอยากจะเดินเข้ามาใกล้คณะนี้เท่าไหร่
โรงอาหารประจำคณะ
ช่วงเที่ยงของวันเวลาที่นักศึกษาหลายๆ คณะได้มีเวลาพัก ซึ่งเด็กคณะแพทย์ก็เช่นกัน คนไหนที่ไม่ต้องเข้าไปเรียนที่ตัวโรงพยาบาลก็จะเริ่มเดินมารวมตัวกันที่โรงอาหารของคณะแห่งนี้
มุมหนึ่งของโรงอาหาร
มีนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายสองคนกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะที่ติดกับร้านตามสั่ง พวกเขากลายเป็นจุดสนใจของเด็กในคณะแทบทุกคนที่เดินผ่าน เพราะหน้าตาที่โดดเด่นแม้จะมีสภาพอิดโรยไปบ้าง แต่ก็ไม่สามารถลดความน่ามองของพวกเขาลงได้เลย แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ให้ความสนใจสายตาของคนเหล่านั้น พวกเขาเอาแต่นั่งคุยกันอยู่สองคนในระหว่างรอเพื่อนผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่ม ที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำกลับมา
“ไอ้หลี่ สรุปแล้วหลังเรียนจบ มึงก็จะกลับไปจีนเลยหรอ?”
ซี เพื่อนของหลี่เว่ย เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากที่เขาได้รับคำบอกเล่าเรื่องนี้จากเพื่อนเมื่อหลายวันก่อน ซีก็เกิดนึกเสียดายที่ต้องแยกกันไปทั้งที่ยังสามารถเรียนต่อด้วยกันได้อีกหลายปี
“อือ ม๊าอยากให้กลับเลยนะ ส่วนป๊า.. สั่งให้กลับเพราะเขาต้องการปูทางให้เจ้าสาม ขึ้นสู้ตำแหน่งประธานหลี่กรุ๊ปอย่างเร็วที่สุด”
หลี่เว่ยตอบกลับไป เหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน ทั้งที่จริงแล้วตำแหน่งนี้ควรเป็นของเขาไม่ใช่ของคนเป็นน้องอย่างที่ผู้เป็นพ่อต้องการทำ
“เฮ้ออออ แล้วที่นี้ พวกเราจะได้เจอกันอีกทีตอนไหนละเนี่ยย เสียดายนึกว่าพวกเราจะได้ไปต่อเฉพาะทางด้วยกันอีก”
คนติดเพื่อนบ่นออกมายืดยาวหลังจากที่ได้รับคำยืนยัน เขาทิ้งตัวลงไปซบอยู่บนโต๊ะอย่างคนหมดแรง โดยไม่สนใจว่าเสื้อขาวๆ กำลังถูกทำให้มีรอยเปื้อน
“กูไปจัดการเรื่องนี้ไม่นานหรอกน่า ทำยังกับว่าพวกเราจะไม่ได้เจอกันอีกงั้นละ กูแค่กลับบ้าน ถ้าว่างเดี๋ยวก็นัดเจอกันได้ ยังไงสะจบจากนี้ อาชีพหมอนี้กูคงเดินต่อไม่ได้แล้ว มีเวลาว่างไปกวนพวกมึงทุกตัวแน่นอน ถ้ากูไม่ตายก่อนอะนะ”
หลี่เว่ยว่าพร้อมกับหัวเราะเพื่อนที่กำลังแสดงท่าทางที่เหมือนจะขาดใจเพราะต้องห่างจากเพื่อนของอีกฝ่ายจนหายใจแทบไม่ทัน
“เฮ้ออ ขำครับ ขำเข้าไป ขำให้ขาดใจไปเลย”
“เอ้า คิ น่าไอ้ซี คิ ชีวิตนะ ฮ่าๆๆ” หลี่เว่ยพูดไปหัวเราะไปจนพูดไม่รู้เรื่อง
“ขอให้ขาดใจ! ถ้าจะหัวเราะก็ไม่ต้องพูด!” ซีพูดขึ้นพร้อมกับหันมาส่งค้อนให้คนที่กำลังขำอยู่ด้วยสายตาโกรธๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก
“ขอโทษๆ” หลี่เว่ยที่กำลังมีรอยยิ้มเต็มหน้าเพราะต้องกลั้นขำสุดชีวิตเอ่ยขอโทษเพื่อนตัวเอง พร้อมกับจับมือของอีกฝ่ายขึ้นมาแนบแก้มแล้วถูไถออดอ้อน
“เหอะ อ้อนไปกูก็ไม่หายโกรธหรอก” ซีว่าพร้อมกับสะบัดมือที่ถูกเกาะกุมอยู่จนหลุด แล้วกอดอกปรายตามองเพื่อนตัวเองอย่างไม่พอใจ
“เพื่อนรัก เพื่อนสุดที่รักอย่างอนเลยนะ” หลี่เว่ยที่ยังคงกลั้นขำอยู่ ส่งสายตาอ้อนยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแนบแก้มส่งสายตาหวาน
“พอเถอะไอ้หลี่ กูเริ่มขนลุกละ “ซีว่าออกมาอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเห็นเพื่อนที่ตัวไม่เล็กของตัวเองทำท่าบ้องแบ๊วขัดกับลุคปกติ ก่อนจะเอ่ยถามอีกประโยคเมื่อนึกขึ้นมาได้ “ว่าแต่เรื่องเมียมึงอะจะเอายังไงต่อ?”
“เพ่ยเพ่ยไม่อยากไปหรอก ตั้งแต่รู้เรื่องก็งอแงหาเรื่องทะเลาะตลอด”
หลี่เว่ยพอพูดถึงคนที่ตัวเองกำลังคบอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้มไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ทางซีก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนเพื่อนเรื่องแฟนคนนี้
“หึ ทำใจเถอะมึง ใครมันจะอยากทิ้งทุกอย่างที่นี้แล้วไปเริ่มใหม่ ในที่ที่ไม่คุ้นเคยละ อ๋อ แต่กูอยากให้มึงระวังไว้หน่อย ไปคุยกันให้จบๆ เพราะเรื่องนี้อาจทำให้มึงกับยัยเพ่ยเลิกกันเลยก็ได้นะ”
“สัตซี อย่าแช่งดิ” หลี่เว่ยหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนทันทีที่ได้ฟังจบ
“กูเปล่าน่าแต่มันก็มีความเป็นไปได้ไม่ใช่หรอ?” ซีพูดทั้งยังพยายามหลบตาเหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ไม่กล้าจะพูดมากไปกว่านั้น
“เฮ้อออ เออ รู้แล้วน่า” หลี่เว่ยได้แต่ตอบรับออกไปพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ
ไม่มีพิรุธอะไรเลยมั้งมึง สงสัยคงไปเจออะไรมาเลยมาเตือนสินะ หลี่เว่ยคิดในใจแล้วมองไปที่เพื่อนด้วยสายตาอ่อนลง เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ
สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อ หลี่เหว่ยเซียง เป็นลูกครึ่งไทยจีน ผมมาเรียนที่ไทยได้เกือบ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่ผมก้าวขาออกจากบ้าน ผมก็ไม่เคยได้กลับเข้าไปอีกเลย ผมเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน ที่ไม่ได้รับความรักความสำคัญอะไรจากใครเลยจนกระทั่งพี่ชายของผมเสียชีวิตลง ตั้งแต่วันนั้นทุกคนก็หันความสนใจทั้งหมดมาที่ผม เพียงเพราะผมเป็นบ่อเงินบ่อทองของพวกเขา
น่าตลกดีไหมละครับชีวิตผมนะ หลังจากที่พี่ชายตายชีวิตผมก็วนเวียนอยู่ในลูปเดิม ๆ กิน นอน ไปเรียน ทำงาน เรื่องราวในชีวิตของผมก็มีเท่านี้ละครับ เป็นชีวิตที่แสนน่าเบื่อใช่ไหมล่ะ?
เอาละ มาถึงคนต่อไป ผู้ชายที่ผมกำลังคุยด้วยมันชื่อซีครับ มันเป็นเพื่อนสนิทกับผมมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว เราเรียนด้วยกัน ทำงานกลุ่มเดียวกันตลอด ด้วยความที่รหัสนักศึกษาของเราใกล้กัน เลยทำให้พวกผมแทบจะตัวติดกันตลอดเวลา ผมกับมันพออยู่ด้วยกันมากๆ เข้าก็เริ่มสนิทกัน จนกลายเป็นว่าเราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ขนาดขึ้นวอร์ดพวกเรายังไปด้วยกันเลยครับ
มันเป็นผู้ชายหน้าตาดีมากก ถึงมากที่สุด มีคนเข้าหามันเยอะ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม มันเป็นผู้ชายที่ออกจะติ้งต๊องหน่อย ๆ แต่ก็น่าแปลกที่ต่อให้มันปัญหาอ่อนขนาดไหน มันก็ยังดูดีเสมอ มันเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น จนน้องๆ นี้ตามติดมันเป็นขบวน ส่วนตำแหน่งเดือนมหาลัยตอนปีหนึ่ง ก็แทบลอยมาหามันเลยละครับ สรุปง่าย ๆ มันเป็นผู้ชายขี้เล่น อบอุ่น ใจดี ไม่เจ้าชู้ ครบสูตรผู้ชายในฝัน
แต่ผมก็ไม่ได้มีแค่มันเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวนะครับ เพราะถ้าถามหาเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมก็ต้องคนนู้นเลย ยังไม่ทันได้นินทาเจ้าตัวก็วิ่งมานู้นแล้ว มันเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มชื่อฝนชื่อเต็มๆ มันคือฝนหวาน เหอะๆ อย่าถามเลยครับว่าทำไมถึงชื่อนี้เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถามกี่ที่กี่ที่มันก็ไม่เคยยอมบอก
ฝนมันเป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย มันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่อยู่กับผมมาได้นานขนาดนี้ แต่ไม่ต้องคิดว่าพวกผมจะมีโมเม้นต์แบบแอบรักเพื่อนอะไรแบบนี้นะครับ บอกเลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้รู้ไส้รู้พุงกันมากเกินไปจนขยับสถานะไม่ได้เลยครับ ผมไม่ได้แอบรักไอ้ฝนหรอกแต่อีกคนนะไม่แน่ คิคิ
ถ้าจะให้นิยามความเป็นฝนก็คงต้องบอกว่ามันเป็นคนลุยๆ ไม่มีความอ่อนโยนเลยสักนิด จนบางที่พวกผมก็ไม่ค่อยจะมองว่ามันเป็นผู้หญิง มันแข็งแกร่งมากจนผมกับไอ้ซีบางทีก็แอบกลัวมันเหมือนกัน กลัวความเป็นผู้ชายในตัวมันจะเตะก้านคอผมเอาสักวัน บางอย่างที่ผมทำไม่ได้แต่มันดันทำได้ก็มีนะครับ พูดไปแล้วก็รู้สึกเศร้านะที่ผู้ชายแท้ๆ อย่างผมแพ้ให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งแบบนี้นะ
แต่จะบอกว่ามันไม่เหมือนผู้หญิงเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่ว่ามันจะแต่งตัวทุเรศแค่ไหน มันก็ยังสวยสมกับการเป็นผู้หญิงของมัน ไอ้ฝนถือเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยแบบสวยมากกก บอกเลยว่าตอนมันเข้ามหาลัยมาแรกๆ ตำแหน่งดาวมหาลัยก็แทบจะถูกประเคนให้มัน ไม่ต่างจากไอ้ซี คณะแพทย์ของเราแทบจะต้อนรับทุกคณะที่ต้องการจะมาจีบมันกับไอ้ซีไม่ขาดสาย ขนาดที่ว่าคณะแพทย์แทบจะตัดขาดจากทุกคณะขนาดนี้ยังมีคนพยายามจะมาเลยครับคิดดูสิ พูดได้ว่าปีนั้นคณะแพทย์กวาดเรียบทั้งตำแหน่งดาวและเดือนมหาลัย
แต่ก็นั้นละครับ สุดท้ายแล้วมันก็กลายเป็นเพียงตำนาน เพราะมันเป็นแบบนี้ได้แค่สามเดือนเท่านั้น พอทุกคนได้รู้ฤทธิ์เดชไอ้ฝนเข้าไป ก็หนีหางจุกตูดกันทุกราย แต่ก็ดีแล้วความสงบสุขจะได้กลับคืนมาในชีวิตผมสักที ตลอดเวลาที่มีคนมาจีบพวกมัน ผมเป็นคนที่ลำบากกว่าใครเพื่อนเพราะต้องคอยรับหน้าแทนพวกมัน
พวกผมสามคนเรียนมาด้วยกันจนจะจบในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้วครับ อีกไม่กี่วันพวกผมก็จะจบออกไปจากมหาลัยแห่งนี้ ถึงเวลาแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง เป็นการแยกย้ายกันไปเติบโตของจริงแล้ว…
“พะ พวก มึง แฮ่กๆ โอ้ยย กูจะเป็นลม”
ฝนที่วิ่งมาด้วยความเร็วมากกว่าปกติ ดูสภาพไม่สู้ดีนักเธอพูดขึ้นทั้งที่ยังไม่ได้หยุดวิ่งด้วยซ้ำ และนั้นก็ทำให้ฝนรู้สึกหายใจไม่ทันขึ้นมา จนซีต้องรีบค้นหายาดมที่ตัวเองชอบพกเผื่อเพื่อนคนอื่น ยืนไปจ่อจมูกฝนพร้อมกับพยุงให้อีกคนนั่งลงบนเก้าอี้
“เฮ้ย!! ใจเย็น ๆ หายใจเข้า อ่า หายใจออก” ซีว่าพร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้ฝนทำตาม
“ทะ ทำ แฮ่ก ไม่ทัน” ฝนพยายามหายใจให้ทัน ท่ามกลางความเป็นห่วงของเพื่อนคนอื่น ๆ
“ก็บอกว่าใจเย็น ๆ ค่อย ๆ หายใจ” ซีพูดขึ้นอย่างใจเย็น
“ยะ เย็น เหนื่อย!” ฝนที่อาการเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วบ่นออกมาเบา ๆ
“ตั้งสติดิ!” ซีเอ่ยอย่างโมโหเมื่ออีกคนดื้อไม่ฟังตัวเอง
และแล้วผมก็กลายเป็นอากาศ..
พวกมึงก็ไม่คิดจะสนใจกูสักนิดเลยยย บางทีกูก็คิดนะว่าพวกมึงจะสร้างโลกทุกครั้งเหมือนกูไม่มีตัวตนไปอีกนานแค่ไหน เฮ้ออ ฉันมาทำอะไรที่นี้~
หลี่เว่ยคิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เขาไม่ได้น้อยใจทั้งสองคนอย่างที่ใครหลายๆ คนเข้าใจ เพราะแม้ว่าเพื่อนของเขาจะทำตัวแบบนั้นหลายครั้ง แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ละเลยเขาขนาดนั้น
“เฮ้ออ ไอ้หลี่เมียมึงกำลังตบกับนัท” เมื่อฝนปรับลมหายใจตัวเองจนกลับสู้ปกติแล้ว ก็หันไปพูดกับหลี่เว่ยที่กำลังทำหน้าเหม็นเบื่ออยู่ข้างๆ
“……………”
คำบอกเล่าจากฝนทำให้เพื่อน ๆ อีกสองคนนิ่งเงียบไปเหมือนกำลังประมวลผลสิ่งที่พวกเขาได้ยิน และท่าทางนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากคนอื่นในคณะแพทย์ที่ได้ยินในสิ่งที่ฝนพูด หลายๆ คนหยุดกิจกรรมที่ทำแล้วหันมามองคนพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“โอ้ยยย กูเหนื่อยมากนะไอ้สัต! นัทกำลังตบกับอีเพ่ยเมียมึงจริงๆ”
ประโยคนี้ของฝนเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ทุกคนได้ยินก่อนหน้าไม่ผิด และประโยคนี้ก็เป็นเหมือนการเปิดสวิตช์เสียงพูดคุยของเพื่อนๆ และน้องๆ ในตึกคณะแพทย์และข้างๆ ได้เป็นอย่างดี
……………………………………
บทที่ 2 แฟน
บทที่ 2
แฟน
“ใครกับใครตบกันนะ” หลี่เว่ยถามออกมาอีกครั้งหลังจากหาเสียงตัวเองเจอ
“ยัยเพ่ยเพ่ยเมียมึงกับนัท” ฝนยืนยันอีกครั้ง
“อ๋ออ คนที่ตีผู้หญิงคนนั้นคือนัทหรอกหรอ โล่ง อะ อกหะ!!!” ครั้งนี้เป็นซีที่เอ่ยทวนประโยค และก็ต้องตกใจขึ้นอีกครั้งแม้เขาจะตกใจมาหลายครั้งแล้ว
อ่า อย่าว่าแต่ไอ้ซีที่ตกใจ ผมเองก็ตกใจไม่แพ้มันหรอก ณ เวลานี้ไม่มีใครไม่ตกใจแล้วครับ ใครจะไปคิดว่าคนที่กำลังตีกับเพ่ยเพ่ยจะเป็นนัทละ ปกติแล้วคนที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแฟนผมเลยก็มีนัทนี้ละ เพ่ยเพ่ยเดินทางซ้ายนัทไปเดินทางขวา ถ้าเจอเพ่ยเพ่ยที่ไหนจะต้องไม่เจอนัทที่นั่นทุกคนทั้งมหาลัยรู้ดี แต่ตอนนี้ไอ้ฝนกำลังบอกพวกผมว่าไอ้นัทไปตีกับเพ่ยเพ่ย!!
เอาวะ ขอถามย้ำอีกครั้งครั้งสุดท้าย
“ฝนมึงไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ ใช่ปะ”
“กูไม่ได้ล้อเล่นโว้ยยย นี้พวกมึงจะไม่เชื่อกูเลยหรอออ” ฝนเมื่อเห็นว่าเพื่อนๆ ไม่เชื่อตัวเองก็อดที่จะโวยวายขึ้นมาเพราะน้อยใจไม่ได้
ไอ้ฝนกูก็อยากจะบอกมึงว่าต่อให้คนทั้งมหาลัยพูดแต่ไม่มีหลักฐานพวกกูก็ยังทำใจเชื่อไม่ลง! สิ่งที่หลี่เว่ยคิดอยู่ในใจ
“คนเรียบร้อยอย่างไอ้นัทมันจะไปทำอะไรแบบนี้หรอวะ”
อันนี้ผมเห็นด้วยกับไอ้ซีเลยใครมันจะไปเชื่อได้ง่ายๆ กัน
“เออ กูรู้ว่ากูมันเหี้ยย แล้วตอนที่กูรู้ว่าไอ้นัทมันตีกับยัยเพ่ยกูก็ช็อกแบบพวกมึงนี้ละ”
ดูเหมือนพวกผมจะทำให้ไอ้ฝนมันงอนหนักแล้วละครับ เหอะๆ แต่มันทำใจเชื่อยากจริงๆ นะ มันทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ นะ
“ฝน กูก็อยากจะเชื่อนะแต่จนถึงตอนนี้ กูก็ยังคิดภาพที่ไอ้นัทมันตีกับยัยเพ่ยเพ่ยไม่ออก” หลี่เว่ยเห็นเพื่อนมองมาด้วยสายตาไม่พอใจจึงพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในใจออกมา
ผมก็อยากจะเชื่อนะ แต่มันเชื่อไม่ลงจริงๆ
“กูมาพร้อมหลักฐาน”
ทางฝนเมื่อเห็นสายที่ไม่เต็มใจเชื่อที่เพื่อนๆ แสดงออกมา เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองได้ถ่ายคลิปไว้ ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าใครตีกับใคร เลยส่งคลิปนั้นให้เพื่อนทั้งสองดู แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปมองพวกเขาด้วยสายตาคาดโทษในใจ
ทางหลี่เว่ยพอได้รับสายตาแบบนั้นจากเพื่อนก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาขอโทษกลับไป
อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้นเลยเพื่อน คือถ้าจะพูดถึงนัทพวกเราทุกคนจะคิดออกแค่ ผู้ชายตัวเล็กยิ้มหวานที่โคตรจะสุภาพเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือคนอื่นอ่อนโยน น่ารัก พูดเพราะ ไม่เคยมีคำหยาบหลุดจากปาก ใจเย็น สดใส ร่าเริง ทำอาหารอร่อย เอาใจใส่ทุกคน จนนัทได้รับฉายาว่าเจ้าชายผู้ไม่เคยแปดเปื้อน
นัทมันมาเป็นเพื่อนผมพร้อมกับไอ้ซีนั้นละครับ แต่นัทซิวไปเรียนวิศวะตอนกำลังขึ้นปีสอง แต่จากนั้นพวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันนัดกันตลอดถ้าว่าง ตอนนี้มันก็เรียน ป.โท บริหาร และก็ยังเป็นเพื่อนเป็นพี่ที่ดีของทุกคน คนแบบนี้อะนะจะไปทะเลาะกับเพ่ยเพ่ย?
ผมบอกเลยว่ามีผมคนหนึ่งนี้ละ ที่คิดสภาพที่นัทไปทะเลาะกับคนอื่นไม่ออกจริงๆ และตอนนี้ผมก็สงสัยจริงๆ นะ ว่าอะไรที่ทำให้คนอย่างนัทลดตัวลงไปทะเลาะกับคนอื่นได้!
“พวกเขาทะเลาะอะไรกัน” หลี่เว่ยถามคำถามนี้ออกไปอย่างเลื่อนลอย
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมันตีกันทำไม กูรีบวิ่งมาหามึงก่อนเนี้ยยย แต่ในระหว่างที่กูวิ่งอยู่กูก็คิดเหมือนกันนะ แต่จนถึงตอนนี้กูก็ยังคิดไม่ออก ว่าพวกมันจะตีกันเพราะเรื่องอะไรได้บ้าง”
“แล้วเราะจะรู้เรื่องได้ยังไงละที่นี้” ซีถามขึ้นเมื่อมองไม่เห็นหนทางเหมือนกัน
“คือมึง ที่กูรีบมาหาพวกมึงเพราะต้องการให้มึงไปห้าม! ไม่ได้ให้มาสงสัยไอ้พวกเพื่อนเชี้ย!” ฝนที่รีบวิ่งมาตามเพื่อนเพื่อให้อีกคนไปห้ามทั้งสองคน แต่จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่คิดจะเดินไปสักทีจึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“ไปไม่ทันหรอกมึง ถ้านัทจะตบจริง ไม่สิคงมีคนทำแทนนัทแล้วละ ป่านนี้คงจบไปแล้ว” หลี่เว่ยว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก โดยที่ไม่แม้แต่จะสนใจเลยว่าคนที่เขาพูดถึงคือเพื่อนและแฟนตัวเอง
“เฮ้ยยย นั้นไง กูรู้ละว่าจะไปถามเรื่องนี้จากใคร ไอ้กี้มึงมานี้ดิ” ฝนที่หันไปเห็นรุ่นน้องคนหนึ่ง ที่ได้ฉายาว่านักข่าวแห่งคณะแพทย์ ยืนอยู่ไม่ไกลก็เรียกอีกฝ่ายให้เดินเข้ามาหา
“อะไรครับพี่ฝน” เด็กที่ชื่อกี้เดินเข้ามาหาฝนด้วยท่าทางนอบน้อม ทุกคนในคณะแพทย์โดยส่วนใหญ่ไม่ว่าจะรุ่นพี่หรือรุ่นน้องต่างก็กลัวฝนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะกลัวด้วยอำนาจหรือความสามารถก็ตาม
ที่จริงตั้งแต่แรกฝนก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเรียนหมอ เธอเข้าคณะนี้เพื่อตามดูแลหลี่เว่ย ที่เหมือนจะมียมทูตติดตัวตลอดเวลา จนเธอตัดใจทิ้งเพื่อนคนนี้ไปไม่ได้ ถึงคะแนนของเธอจะแทบจะอยู่ท้ายสุดของสาขา แต่นั่นก็ถือว่าเก่งมากแล้วสำหรับคนที่ไม่ได้ตัดสินใจจะเรียนตั้งแต่แรก อีกทั้งตระกูลของฝนยังเป็นหมออยู่หลายรุ่น มีโรงพยาบาลในเครือหลายแห่ง ทันทีที่ฝนตัดสินใจเรียนสายนี้เธอก็ถูกวางตำแหน่งไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ตระกูลฝ่ายพ่อเป็นหมอ แต่ตระกูลทางแม่กลับเป็นมาเฟีย สองความสัมพันธ์ที่ไม่น่ามาบรรจบกันได้ กลับหล่อหลอมให้ฝนและคนที่อยู่รอบตัวฝน กลายเป็นคนที่สามารถเอาตัวรอดได้อย่างดี
“มึงมาแล้วก็แสดงว่าตีกันจบแล้วชะ แล้วมึงรู้ไหมว่าพวกนั้นตบกันเรื่องอะไร” ฝนเอ่ยถามรุ่นน้องคนนั้นทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้
“อ๋ออ รู้สิครับ อะ อย่าบอกนะว่าพวกพี่ไม่รู้เรื่องมันเริ่มตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะพี่” กี้ตอบฝนด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะแสดงท่าทางตกใจออกมา เมื่อคิดได้ว่ารุ่นพี่ทั้งสามของตัวเองดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เลย
“ก็เออนะสิ มึงต้องถามพวกกูด้วยว่า ตั้งแต่เมื่อวานพวกกูกลับมาเป็นคนหรือยัง เวรโคตรเยิน” ฝนตอบและก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา เมื่อคิดได้ว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้พวกเธอยังไม่ได้นอนเลย
“ผม…พูดได้หรอวะพี่” กี้ถามขึ้นอย่างลำบากใจที่จะพูดมองไปที่หลี่เว่ยเหมือนต้องการคำยืนยันจากคน ๆ นี้
“ปากมึงมีอะไรก็รีบ ๆ คายมาก่อนกูจะเอาตีนไปช่วยงัดปาก” แต่ฝนไม่ได้สนใจท่าทางนั้นของอีกฝ่าย ทั้งยังเริ่มจะหมดความอดทน เธอเองก็อยากกลับไปนอนเต็มทีแล้ว เพราะฝนไม่ได้ทำแค่พูด เธอตั้งท่าจะยกขาขึ้นเตะรุ่นน้องที่ยืนอยู่ไม่ไกลจริงๆ
“พอดีเมื่อวาน พี่นัทไปเจอพี่เพ่ยกำลังนัวอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง พี่นัทเลยโกรธมาก” กี้พอเห็นท่าทางเอาจริงของฝนก็ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยว่าจะพูดหรือไม่
“ไอ้นัทอะนะ? โกรธ” เป็นหลี่เว่ยที่ถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“มึงควรโฟกัสที่เมียมึงมีชู้ไหมไอ้หลี่!!” ซีที่เห็นว่าเพื่อนโฟกัสเรื่องราวผิดจุด ก็ตะโกนขึ้นอย่างหัวเสีย ทั้งยังยกมือขึ้นมากุมขมับที่กำลังเต้นตุบๆ ของตัวเอง เพราะหัวร้อนแทนเพื่อน
“อ้าวหรอ โทษทีต่อเลย” ส่วนหลี่เว่ยก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดือดร้อนกับเรื่องนี้ คล้ายกับว่าทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง ทั้งที่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องโดยตรง
“อ่า ได้ครับ ก็คือว่าพี่เพ่ยบอกว่าที่พี่นัทโกรธเพราะพี่นัทแอบชอบพี่หลี่เลยเดือดร้อนแทน” กี้เมื่อเห็นว่ารุ่นพี่สุดหล่อของตัวเองไม่มีท่าทีโกรธหรือไม่พอใจอะไร ก็เลือกที่จะเล่าต่ออย่างโล่งใจ
แต่จบประโยคนี้ของกี้ทุกคนที่ได้ยินต่างก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อไปตามๆ กัน
“เดี๋ยวนะ” หลี่เว่ยเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นมาห้ามก่อนจะพูดต่อเหมือนกำลังประมวลผลทำความเข้าใจ
“นัทเป็นแฟนอินถูกมะ” หลี่เว่ยว่า
“อือ” ฝนและซีพยักหน้าแล้วคิดตามเพื่อน
“นัทมันจะมารักกูได้ไง?” หลี่เว่ยถามต่อ
“นั้นสิ” ซีกับฝนก็อุทานขึ้นพร้อมกัน
“……เหี้นนนน นี้มันความสัมพันธ์เหี้ยอะไรวะเนี่ยยยยยย” หลี่เว่ยที่สติแตกไปก่อนคนแรกร้องขึ้นมา ลงไปนั่งยองๆ กุมขมับตัวเองที่กำลังปวดจี๊ดๆ อย่างไม่รู้จะจัดการยังไง
“ไอ้นัทชอบไอ้หลี่?” ฝนพึมพำออกมาลอยๆ สมองของเธอตัดขาดจากโลกภายนอกไม่ต่างจากหลี่เว่ย
“ทำไมกูมองไม่ออก ไม่เห็นรู้เรื่อง” ซีเองก็มีสภาพไม่ต่างกับเพื่อนๆ
“พวกนั้นกำลังเล่นอะไรกันอยู่วะ” ฝนว่าแล้วก็ขยี้หัวตัวเองจนยุ่ง
“นี้ครับหลักฐานมีคลิปช่วงนั้นด้วย” กี้ที่เห็นว่ารุ่นพี่ของตัวเองสติแตกไปแล้ว ก็ยื่นมือถือที่เปิดคลิปการทะเลาะกันของนัทกับเพ่ยเพ่ยส่งให้หลี่เว่ยดู พอทั้งสามคนได้เห็นก็สติหลุดลอยกันยิ่งกว่าเดิม
“เออ ขอบใจมึงมากนี้ทิปเอาไปแดกหนม” ฝนที่ได้สติคืนมาเป็นคนแรกเดินเข้าไปหากระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วล้วงเอาแบงก์ 500 ออกมาส่งให้กี้
“ขอบพระคุณที่ใช้บริการครับ” กี้พอได้รับอนุญาตให้ออกไป เขาก็รีบวิ่งหนีออกจากบรรยากาศอึมครึมนั้นทันที เหมือนกับว่ากำลังหนีตาย
หลังจากเด็กที่ชื่อกี้จากไป ทั้งสามคนก็ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาอีก เพราะยังไม่หายตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน ต่างคนต่างจมลงไปกับความคิดของตัวเอง ทางหลี่เว่ยที่ได้รู้ความจริงทั้งหมดก็รู้สึกสะเทือนใจมากกว่าเดิม ใช่แล้ว ความจริงทั้งหมดนี้หลี่เว่ยได้รู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับฝนมาแล้วบางส่วน ทั้งเรื่องการนอกใจและเรื่องการที่อีกฝ่ายเข้าหาเพราะผลประโยชน์ แต่ที่น่าตกใจก็เป็นเรื่องของนัทนี้ละ
ที่จริงจะว่าหลี่เว่ยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับนัทเลยก็คงไม่ใช่ เพราะความรู้สึกที่อีกคนมอบให้เขาก็สัมผัสมันได้ตลอด แต่แล้วยังไงละ ยังไงสะมันก็หนีความเป็นจริงที่ว่านัทเป็นแฟนกับอินไม่ได้ และที่สำคัญเขาก็ไม่ได้รักนัทแบบนั้นด้วย
เฮ้อออ ชีวิตต่อจากนี้ของผมจะเป็นยังผมยังไม่รู้เลย จะให้ผมคิดเรื่องความรู้สึกอะไรแบบนี้ก็คงไม่ไหวหรอกครับ หลี่เว่ยว่าขึ้นในใจ
“ไอ้หลี่แม้งซวยซ้ำซวยซ้อนฉิบหายเลยวะ ถ้ายัยเพ่ยมันนอกใจไอ้หลี่จริงๆ ก็เหี้ยสุดๆ ไปเลยนะมึง งานแต่งงานจะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าอยู่แล้วอะ เวลาเหลืออีกไม่นานแล้วนะ จะมายกเลิกงานโอ้ยย กูละไม่อยากจะคิดว่าทางบ้านไอ้หลี่มันจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง” ฝนโวยวายขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวดีเอาแต่นิ่งเงียบ
“กูคิดไม่ออก” หลี่เว่ยตอบเพื่อนได้แค่นั้นจริงๆ เพราะในหัวเขาตอนนี้ก็เต็มไปด้วยคำถามเหมือนกัน
“ป๊ามึงคงไม่ยอมให้งานแต่งยกเลิกแน่” ซีวิเคราะห์
“แม่งเอ้ยยย ถ้าแบบนั้นไอ้หลี่ก็น่าสงสารนะสิวะ” ฝนยังคงโวยวายต่อ
ก็นะชีวิตผมมันบัดซบจริงๆ นั้นละ ชีวิตผมมันยากจนผมเองยังรู้สึกท้อกับชีวิต ผมไม่เคยเจอทางที่สบายเลยตั้งแต่วันที่พี่ชายผมตายไป ขนาดคนรักผมยังเลือกไม่ได้…
“เอาเถอะมึง ไม่ต้องคิดมากอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด” ซีเอ่ยปลอบเพื่อนพร้อมกับเอามือมาตบเบาๆ ที่ไหล่ของหลี่เว่ยอย่างให้กำลังใจ
นั้นสินะ ชีวิตผมจะไปต้องการอะไรได้อีก แค่ได้มีเพื่อนที่ดีคนหนึ่งก็มากเกินพอแล้วละ
“กูละอยากจะพามึงไปแก้ดวงจริงๆ เลยไอ้หลี่ ไปไหม?” ฝนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ไม่สมกับที่เจ้าตัวเรียนหมอก็เอ่ยขึ้น
“ก็พูดไปเรื่อยอะ มึงนะ” หลี่เว่ยว่าฝนขึ้นอย่างไม่ใส่ใจแต่ใครจะรู้ว่าวันต่อมาฝนจะลากตัวเขาไปดูดวงจริงๆ