ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ กุมบังเหียน GC ดันมาบตาพุด ขึ้นฮับ speciality Chemical SEA
ก้าวที่ท้าทาย CEO ป้ายแดง GC “ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์” สานต่อ Steps Plus สอดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดัน “มาบตาพุด” สู่ speciality Chemical - Innovation Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ย้อนกลับไปเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา GC บริษัทในเครือ PTT ยักษ์ใหญ่พลังงานของไทย มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมากในการดัน“ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์” ขึ้นตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO พร้อมกับ “ทศพร บุณยพิพัฒน์” ขึ้นตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ หรือ President อย่างเป็นทางการ
นับว่าเป็นผู้บริหาร “ลูกหม้อ” ที่อยู่กับ GC มานาน พร้อมพกประสบการณ์มาเต็มกระเป๋า โดย“ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์” นับเป็นหนึ่งมือบริหารที่คว่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน และปิโตรเลียมต่าง ๆ มากกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจปิโตรเคมี ก่อนจะเข้ามาคุมทัพธุรกิจต่างประเทศ ของ GC รวมทั้งเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการกำหนดแผนกลยุทธ์ 3 steps plus
ซึ่ง CEO ใหม่ป้ายแดง เปิดถึงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การทำงานการหลังจากนี้ว่า 3 steps plus ยังทำเหมือนเดิม แต่ต้องมีการปรับตัวบ้างด้วยภาวะต่าง ๆ ในโลกมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งกำลังการผลิตที่ล้นตลาดจากผู้ผลิตในต่างประเทศที่ต้นทุนต่ำ การแข่งขันจากผู้เล่นที่ได้เปรียบด้านวัตถุดิบ รวมทั้งยุโรปยังฟื้นตัวช้าจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานสูง
ทำให้ GC อาจต้องปรับทิศการเดินให้ทันเกม เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสแต่จะยังอยู่บนพื้นฐานของ 3 Steps Plus คือรักษาฐานให้แข็งแรง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้าง Synergy ปรับพอร์ตโฟลิโอ มุ่งสู่กลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนตํ่า (High Value & Low Carbon Business) รุกธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ด้วย allnex และ NatureWorks
ไปพร้อมกับสร้างโอกาสการเติบโตของ “มาบตาพุด” และพัฒนา Strategic Partnership เพื่อตอบสนองเมกะเทรนด์ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสู่การเป็น Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะทำงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ และต่อยอดเป็นธุรกิจแห่งอนาคต
“ก้าวต่อไปในการสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนของ GC เราพร้อมสานต่อ กลยุทธ์ 3 Steps Plus - ประกอบด้วย Step Change - Step Out - Step Up เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
โดยเรานำความพร้อมด้านนวัตกรรม ศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพที่เรามีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ มาต่อยอดและตอบสนอง แนวโน้มความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ตามเทรนด์โลก”
ทั้งนี้ กลยุทธ์ Step Out หรือการสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ มีบทบาทอย่างมากต่อการเติบโตในอนาคตของบริษัทฯ โดยกลุ่มธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ (High Value & Low Carbon Business) จะมุ่งเน้นการขยายตลาดและสร้างสรรค์เคมีภัณฑ์ผ่าน allnex ที่มีโรงงานและฐานธุรกิจสารเคลือบผิว (Coating Resins) อยู่ 34 แห่งทั่วโลก
สำหรับการพัฒนาฐานการผลิต (Hub) ของ allnex ในทวีปต่างๆ นั้น allnex ประสบความสำเร็จในการพัฒนา China Hub จึงได้นำมาต่อยอดขยายฐานผลิตในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโต ได้แก่ โรงงาน Mahad รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย และแห่งใหม่ในอนาคต โรงงานมาบตาพุด ประเทศไทย เพื่อเป็น Hub ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในตลาดเคลือบผิวในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ บรรจุภัณฑ์ โลหะอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งเคลือบผิวอาคารแบบพิเศษ (Special Decoration)
[caption id="attachment_113079" align="aligncenter" width="1024"]
ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ - ทศพร บุณยพิพัฒน์[/caption]
ขณะที่ กลุ่มธุรกิจ Bio และ Green ซึ่ง NatureWorks ผู้ผลิตไบโอพลาสติกประเภทโพลิแลกติกแอซิด (PLA) ชั้นนำของโลก ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพชนิดย่อยสลายได้ สามารถนำไปใช้ในหลากหลายแอปพลิเคชัน เช่น แคปซูลกาแฟ ถุงชา และ วัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ด้วยคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืน
โดย GC ถือหุ้น 50% ร่วมกับ Cargill อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิต PLA ครบวงจรแห่งใหม่ ที่ นครสวรรค์ ไบโอ คอมเพล็กซ์ (Nakhonsawan Bio Complex – NBC) มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2568 ซึ่งจะเป็น Bio Complex แห่งแรกของประเทศไทย
โดยใช้น้ำตาลจากอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อผลิต Lactic Acid ซึ่งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PLA มีกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี ช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้าน Bio และ Green ของประเทศ สร้างโอกาสแก่ภาคเกษตรกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจไปอีกขั้น จะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อตอบสนองความต้องการวัสดุเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Material) สู่ตลาดโลก
ในส่วนของกลยุทธ์ Step Up หรือการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ GC สานต่อแนวทางการบูรณาการหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบของ ESG ( Environmental - Social - Governance สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) พร้อมเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) ภายในปี 2593
แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การทำงานร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ในโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ทั้งในการศึกษาเรื่อง Carbon Capture Technology ผ่านการลงทุนใน Corporate Venture Capital (CVC) และการศึกษาโอกาสในการนำไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Blue/Green Hydrogen) ไปใช้และพัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อต่อยอดเป็นธุรกิจแห่งอนาคต
“เราอยู่ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ในยุคเริ่มต้นของธุรกิจปิโตรเคมี คุณทศพรจะรักษาฐานให้มั่นคง ส่วนผมจะทำหน้าที่บริหารในภาพรวมและเน้นสิ่งที่จะไปต่อทั้งในและต่างประเทศควบคู่กัน ซึ่งเรามีกลยุทธ์ที่จะร่วมมือกับพันธมิตรให้มากขึ้นอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับช่วงเวลาต่อไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ฐานหรือการลงทุนใหม่จะอยู่ภายใต้หลักการที่เราทำมาตลอดคือต้องมีความยั่งยืนทางภาคเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จะเป็นหัวใจในการทำงานของเราต่อไป
GC เราเริ่มต้นจากการทำธุรกิจปิโตรเคมีใน มาบตาพุด เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่แข็งแรงและอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก อะไรแข็งแรงเราทำต่อ อะไรที่เราทำคนเดียวแล้วเหนื่อยเราก็ต้องหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเพื่อปรับ portfolio ของเราในมาบตาพุด
จากที่ขายวอลลุ่มใหญ่ ๆ ในตลาดใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ผันมาเป็นวัตถุดิบเพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจปลายทางมากขึ้น ใกล้ตลาดและใกล้ลูกค้ามากขึ้น หรือ High Value Business เราเชื่อว่ามาบตาพุดมีศักยภาพที่จะค่อย ๆ ปรับตัวเอง และดึงดูดนักลงทุนเพื่อไปสู่การเป็น speciality ทางด้านเคมีที่มาพร้อมกับ innovation Hub”
ขณะที่ นายทศพร บุณยพิพัฒน์ President GC อีกหนึ่งฟันเฟืองหลักของ GC ซึ่งโลดแล่นในวงการปิโตรเคมีมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกและเห็นการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมมาตลอด 30 ปี รวมทั้งมีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพาในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีต่าง ๆ
ซึ่ง “ ทศพร” ย้ำว่า “วันนี้ GC เติบโตมาถึงจุดที่หมายภายใต้ “มาบตาพุดคอมเพล็กซ์” ซึ่งตอกย้ำว่า มาตาบพุด ยังเป็นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของ ปตท. และ GC”
สำหรับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Step Change จะเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยง Value Chain ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด
รวมถึงสามารถรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าสูงที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ ในอนาคตได้เป็นอย่างดี นับเป็นการบริหารการลงทุนอย่างครบวงจรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร