โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ห้องน้ำไม่แบ่งเพศ” เป็นไปได้ไหมในสังคมไทย ชวนคุยกับ “Sukha Thesis (สุขาธีสิส)” พื้นที่ของคนสื่อสารเรื่องส้วมสำหรับชาว LGBTQIA+

นิตยสารคิด

อัพเดต 09 ก.ค. 2567 เวลา 23.48 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2567 เวลา 23.48 น.
sukha-thesis-cover

จากการวิจัยพบว่า ทุก 3 ชั่วโมงเราควรเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ห้องน้ำจึงจัดเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่กลับมีคนบางกลุ่มต้องเจ็บปวดกับการเลือกเข้าห้องน้ำว่าจะเข้าป้าย “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” เพียงแค่เพราะพวกเขาเป็นกลุ่ม LGBTQIA+ โดยเฉพาะคนกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ (Transgender)

แม้ว่า #สมรสเท่าเทียม จะผ่านกฎหมายมาให้คนกลุ่ม LGBTQIA+ ชื่นใจกันไปสด ๆ ร้อน ๆ แต่การเคลื่อนไหวในประเด็นอื่นก็ยังดำเนินต่อไป อดีตเพื่อนนิสิตทั้ง 4 จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประกอบไปด้วย แพรว – กัลยรัตน์ เสาวนียากร, มิน – ชามิน ช่วยรอด, ต้นไม้ – ชิติพัทธ์ ชัชวาลย์ และอิงค์ – ปานชีวา ศุภวัตรวรคุณ จึงเลือกหยิบประเด็นใกล้ตัวอย่าง “ห้องน้ำ” มาสื่อสารขับเคลื่อนสังคมผ่านวิทยานิพนธ์ในรูปแบบการสื่อสารแบบต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ Sukha Thesis (สุขาธีสิส)

แคมเปญสื่อสารเรื่องห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+
แม้จะผ่านไป 3 ปีแล้ว สุขาธีสิส ก็ยังคงใช้พื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียของตนเคลื่อนไหวประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับ LGBTQIA+ อยู่ จุดเริ่มต้นของพวกเขามีเพียงความสนใจเรื่องกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นร่มใหญ่ “ความเป็นชายขอบของ LGBTQIA+ หรือของคนที่เป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศซ่อนอยู่ในทุกมิติเลย เราก็เลยเลือกประเด็นใกล้ตัว ที่คนรู้สึกว่ามันอยู่ใต้จมูกเรา และไม่เคยมีใครเอาเรื่องนี้มาพูด ซึ่งก็คือห้องน้ำ” และพวกเขาเลือกสื่อสารในสื่อหลากหลายรูปแบบทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย วิดีโอ สัมภาษณ์ หรือแม้แต่แอนิเมชัน

การพูดคุยกับทีมสุขาธีสิสครั้งนี้ มีมินและแพรวเป็นตัวแทน ซึ่งพวกเขาอธิบายว่า “การยอมรับในความหลากหลายทางเพศแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการยอมรับทางสังคม กับอีกส่วนหนึ่งคือการยอมรับทางกฎหมาย” ปากเราอาจบอกว่า สังคมไทยก็ยอมรับแล้ว แต่หากพิจารณาจริง ๆ การยอมรับนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเหมารวม (Stereotype) ทั้งสองยกตัวอย่าง “คุณต้องตลก ต้องเก่ง เป็นกะเทยเรียบร้อยไม่ได้นะ มันดูแอ๊บ การยอมรับทางสังคมอาจจะมี แต่การยอมรับทางกฎหมายมันยังไม่มี มันเลยยังต้องขับเคลื่อน”

ห้องน้ำที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงห้องน้ำสาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงในที่ทำงาน และโรงเรียนด้วย “ถ้าในออฟฟิศคนพูดเหมือนกันหมดว่า เรายอมรับเพื่อนกะเทย โอเค แต่นโยบายที่ไม่ให้กะเทยเข้าห้องน้ำหญิง นั่นคือไม่มีการยอมรับในเชิงนโยบาย หรืออาจจะไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่เป็นเชิงดีไซน์ก็ได้” การออกแบบจึงมีส่วนเช่นกันที่ควรคำนึงถึงการใช้งานที่เหมาะสมกับคนทุกเพศ “ผู้หญิงบางคนไม่อยากใช้ห้องน้ำร่วมกับกะเทย เพราะรู้สึกเขาก็ยังมีอวัยวะเพศชาย บางคนก็ยังไม่ได้แปลงเพศ ซึ่งความเป็นจริง กะเทยเขาก็ไม่ได้ยืนฉี่”

หรือถ้าเขาจะยืนปัสสาวะก็ต้องมีการออกแบบด้านสุขอนามัย (Hygienic) เช่นกัน สิ่งนี้ต้องไม่เป็นประเด็นในการแยกห้องน้ำ “หรือเรื่องโลโก้ที่แบ่งเพศอย่างชัดเจนว่าเป็นหญิงหรือชาย เป็นการแปะป้าย (Label) ที่ทำให้มีการผลักให้คนกลุ่มนี้เป็นคนชายขอบโดยไม่รู้ตัว”

387 คือยอดแชร์ของโพสต์แคมเปญภาพถ่ายในประเด็น “การเหมารวม” กับเพจขนาดเล็กที่เน้นสื่อสารเฉพาะเรื่องในระยะเวลาสั้น ๆ นับว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการสื่อสารมาก มีคนนำไปพูดต่อมากมาย และมีสื่อนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อ

ทั้งมินและแพรวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าภูมิใจกับงานชิ้นนี้ที่สุด “แมสเลยตอนนั้น มีคนมาขอสัมภาษณ์ด้วยนะ คือ อย่างที่บอกว่าอุปสรรคในการจะคุยเรื่องห้องน้ำ ขั้นแรกมันคือความเข้าอกเข้าใจ บริบทของความหลากหลายทางเพศมันถูกครอบด้วยภาพจำบางอย่าง เช่น มองว่าเพศที่สามเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เป็นพวกหัวรุนแรง ขี้โวยวาย ซึ่งมันฝังอยู่ในหัวของคนไทย และเป็นกำแพงในการเข้าห้องน้ำ บางคนกลัวเวลากะเทยมาเข้าห้องน้ำ กลัวว่าเขาจะเสียงดัง จะไม่รักษาความสะอาด ทอมหัวรุนแรง จะฆ่าคนในห้องน้ำไหม มันดูตลก แต่มันยังมีอยู่จริง ๆ ” และสื่อชิ้นนี้ก็คงปรับความเข้าใจใหม่ไม่มากก็น้อยให้กับสังคม

ไม่ต้องดูเพศ แต่เน้นฟังก์ชัน (?)
จากการลงพื้นที่สำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างและผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานสุขาธีสิสตกผลึกแนวทางความเป็นไปได้ของห้องน้ำได้ถึง 4 รูปแบบด้วยกัน เริ่มจาก 1. ห้องน้ำตามเพศสภาพ หรือการอนุญาตให้เข้าห้องน้ำตามเพศที่ปรากฏภายนอก ไม่ต้องคำนึงถึงเพศกำเนิดว่าจะเป็นหญิงหรือชาย 2. ห้องน้ำห้องที่สาม คือการสร้างห้องน้ำเพิ่มมาอีก 1 ห้อง แนวคิดคล้ายกับห้องน้ำผู้พิการหรือคนสูงวัย สำหรับรองรับกลุ่มคน LGBTQIA+ โดยเฉพาะ ซึ่งรูปแบบนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มาก บ้างก็เห็นว่ายิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกมากขึ้น “มันมีความเห็นว่า ในระหว่างกระบวนการปรับเปลี่ยนความหลากหลายของคนในสังคม ห้องน้ำห้องที่สามเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงที่ดี ไม่หักดิบเกินไป เหมือนค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อย่างน้อยมันมีพื้นที่ปลอดภัย ให้คนที่รู้สึกไม่กล้าจะเข้าห้องน้ำทั้งหญิงหรือชาย ทำให้เห็นว่าพื้นที่นั้นให้ความสำคัญกับกลุ่มเขา” ทีมเสริม

แม้ข้อเสนอข้อที่ 3. จะดูเป็นไปได้ยากในเชิงงบประมาณและพื้นที่ คือ ห้องน้ำแบบเฉพาะเจาะจง จำนวนตามสเปกตรัมของเพศที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ไม่รู้จบ แต่บางพื้นที่อาจเหมาะสม “อาจจะมีสัก 5 ห้องก็ได้ แต่ก็ต้องสำรวจว่าประชากรในพื้นที่นั้น ๆ เป็นอย่างไร มันเป็นแค่ไอเดียหนึ่ง” สุดท้ายคือ 4. ห้องน้ำไร้เพศ ไม่ต้องมีห้องน้ำชาย หรือห้องน้ำหญิง มีเพียงห้องเดียว คือห้องที่ทุกเพศสามารถเข้าได้ (All Gender Toilet) ซึ่งต้องถูกออกแบบบนพื้นฐานของ Queer Universal Design ที่มีมาตรฐานในการออกแบบอย่างชัดเจน

“สำหรับพวกเราถ้าเป็นไปได้มากที่สุดคือการอนุญาตให้เข้าห้องน้ำตามเพศสภาพได้ จริง ๆ ในเชิงปฏิบัติ คนก็ทำกันอยู่ แต่มันยังมีความขัดแย้ง (Conflict) บางอย่างอยู่ ฉะนั้นมันน่าจะต้องมีนโยบายเข้ามาสนับสนุนว่า คนต้องไม่เลือกปฏิบัติ ถ้ามีข้อกังวลเรื่องความสะอาด หรือความปลอดภัย เช่น กลัวผู้ชายแต่งหญิงแอบเข้าห้องน้ำ ก็ต้องมีการออกแบบเรื่องความปลอดภัยให้มันรัดกุม อันนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ เพียงแต่ว่าเราต้องมีการออกแบบเพื่อไปกลบข้อกังวลต่าง ๆ” ตัวแทนทีมอย่างมินสรุปว่า “แต่ความคิดของทีมความเป็นไปได้อย่างดีที่สุด (Best Scenario) คือห้องน้ำไร้เพศ หรือ All Gender Toilet ซึ่งมันมีความครอบคลุม (Inclusive) ทั้งในเรื่องเพศ หรือฟังก์ชันของคนพิการด้วย เป็นห้องน้ำที่พร้อมใช้งานสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีเพศไหน หรือเงื่อนไขใดก็ตาม”

ส่องกรณีศึกษา “ห้องน้ำสำหรับทุกเพศ” ทั่วโลก
หลายประเทศเริ่มมีการเปิดให้บริการห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ แล้ว โดยมีชื่อเรียกและแตกต่างกันไป แต่คงคอนเซ็ปต์ของห้องน้ำไม่แบ่งเพศที่ใคร ๆ ก็ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น Unisex Toilet ของจีน เนปาล และแคนาดา หรือ All Gender Restroom ในไต้หวันที่ส่วนมากบังคับใช้ในรั้วโรงเรียน แม้แต่ประเทศที่ดูจะเป็นไปได้ยากอย่างอินเดีย ก็ยังสามารถผ่านกฎหมายบังคับใช้ให้มีห้องน้ำรองรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศด้วย สำหรับอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ปรับใช้กฎหมายจากเดิมให้กลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์เข้าห้องน้ำตามเพศกำเนิด แต่ต้านทานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว จนต้องเปลี่ยนมาเป็นให้เข้าตามเพศสภาพได้ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา

ส่วนบ้านเรา มีต้นแบบห้องน้ำสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศอยู่ที่โรงเรียนกำแพง จังหวัดศรีสะเกษ เรียกว่า ห้องน้ำบัณเฑาะก์ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักเรียนกะเทย เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนนักเรียน

ปัจจุบันในภาครัฐยังมีการพูดถึงนโยบายหรือกฎหมายค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ในภาคเอกชนยังมีความคืบหน้าบ้าง เช่น แสนสิริ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย ได้จัดให้มีห้องน้ำสำหรับทุกเพศในสิริแคมปัส สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเดือนไพรด์เมื่อปี 2020 ในสถาบันการศึกษาอย่างธรรมศาสตร์หรือมหิดลก็มีห้องน้ำไร้เพศเช่นกัน

อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ คือกระดุมเม็ดแรกของ “ห้องน้ำไม่แยกเพศ”
ห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงได้ในทันที เพราะยังมีเรื่องอื่นที่คนในสังคมให้ความสำคัญมากกว่า เช่น อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ จากการไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ทีมสุขาธีสิสได้ข้อสรุปว่า “กระดุมเม็ดแรกคือกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เพราะบ้านเรายึดหลักเพศแบบสองขั้ว หรือไบนารี (binary) คือทุกอย่างเป็นชาย กับหญิง เช่น คำนำหน้านามตามเพศสภาพ “ถึงเป็นที่มาว่าทำไมคนเรียกร้องเรื่องคำนำหน้านาม นั่นเป็นเรื่องที่เขาซัฟเฟอร์และอยากได้ในชีวิตจริง เขาอยากได้รับการยอมรับว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่ง”

นอกจากเรื่องความปลอดภัยและความสะอาดของห้องน้ำที่เป็นอุปสรรคในการทำให้เกิดขึ้นจริงแล้ว ยังมีกำแพงที่หนาซ้อนอยู่อีกชั้น คือ ความเข้าใจ เพราะหากไม่เข้าใจแล้วการยอมรับก็จะไม่เกิดขึ้น “เวลาเราพูดว่าเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เราพยายามทำงานแบบขนานกันไประหว่างการยอมรับในสังคม และการยอมรับทางกฎหมาย” ด้านสังคมคือพยายามทำให้คนเข้าใจว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงจำเป็น ทำไมกลุ่มเพศที่มีความหลากหลายต้องได้รับสิทธิ์นี้ โดยที่ไม่ให้คนเข้าใจว่ามันไม่ใช่สิทธิพิเศษ (Privilege) แต่มันคือความเท่าเทียม (Equality) แต่ด้านกฎหมายเองต้องขับเคลื่อนในการออกนโยบายต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้นโยบายทางสังคมมันเกิดขึ้นง่ายด้วย

ดังตัวอย่างเรื่องสมรสเท่าเทียม ที่ประชาสังคมขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายนี้ได้ดี ในช่วงสองสามปีก่อนที่จะเกิดสมรสเท่าเทียมที่เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ประชาชนออกมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียม หรือความเท่าเทียมทางเพศ จนกลายเป็นกระแสหลัก (Mainstream) สุดท้ายสาธารณะก็ผลักดันให้เกิดกฎหมายขึ้น ในขณะเดียวกัน ถ้ากฎหมายออกมาว่า ห้ามเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ต้องมีข้อกำหนดหรือนโยบายออกมา กฎหมายก็จะส่งผลให้เกิดความคิดเห็นทางสังคมได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น 2 สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องคู่ขนาน

“เชื่อไหมว่าตอนไปสัมภาษณ์ NGOs และนักเคลื่อนไหวช่วงนั้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันยากนะ แล้วรู้สึกว่าแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แค่ไม่กี่ปีที่แล้วเอง ตอนนั้นมีข้อถกเถียงกันระหว่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต กับสมรสเท่าเทียม แล้วคิดดูสิ สิ่งที่เราว่าเป็นไปได้ยากเมื่อ 3-4 ปีก่อน มันเกิดขึ้นจริงแล้ว

“เรารู้สึกว่าด้วยพลวัตของสังคมที่มันเร็วมาก เรื่องห้องน้ำอาจเป็นเรื่องต่อไปก็ได้ อาจจะภายใน 3-4 เดือน หรือแม้แต่อาทิตย์หน้า หรือตอนที่บทความนี้กำลังจะลง เขาอาจจะเปลี่ยนคำนำหน้านามกันได้แล้วก็ได้ (ยิ้ม) เพราะเราก็เชื่อว่า คนไทยก็ไม่ได้หัวรั้นหรืออนุรักษ์นิยมจนเกินกว่าการไม่เปิดรับความหลากหลายทางเพศ” พวกเขาว่าและเชื่อมั่นในสิ่งที่พยายามขับเคลื่อนมา แม้จะในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม

ภาพ : Sukha Thesis

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

ตารางเทียบ "อายุแมว" กับ "อายุคน" สรุปชัดทุกช่วงวัย

sanook.com

ฟาร์มสวยๆ และผลผลิตงามๆ ชีวิตในมุมธรรมชาติของเหล่าเซเลบ

Manager Online

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” สนิทกับ “เจ้าชายวิลเลียม” ถึงขนาดที่จะเชิญร่วมงานแต่งหรือไม่?

Manager Online

ไขข้อสงสัย "หมูบด" หรือ "หมูสับ" ควรล้างก่อนนำมาปรุงอาหารไหม?

sanook.com

Whispers from the Margins: Prof. Dr. Apinan Poshyananda on Art, Geopolitics, and ‘Spirits of the Maritime Crossing 2026’

Thai PBS World

"10 อาหารโปรตีนสูงกว่าไข่" สารอาหารแน่น แคลอรี่ต่ำ อิ่นนานทั้งวัน

sanook.com
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...