โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เอ็ดดี้’ วิเคราะห์ สงคราม ‘สหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน’ จะบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่?

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 เมษายน 2569 เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

7 เม.ย.2569- เพจ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความเรื่อง สงครามสหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่ “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรือไม่?

คำถามที่โลกกำลังถามกันว่า ความขัดแย้งสหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน จะบานปลายเป็น “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรือไม่ นั้น จริงอยู่เป็นคำถามที่เรียกความสนใจได้ดี แต่ในเชิงวิเคราะห์ คำถามที่แม่นกว่าคือ สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนจาก “สมรภูมิในตะวันออกกลาง” ไปเป็น “แรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก” แล้วหรือยัง และคำตอบคือ มันเริ่มเป็นเช่นนั้นแล้ว

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะรถถังของทุกมหาอำนาจกำลังวิ่งเข้าหากัน แต่เพราะสงครามไปแตะ “จุดคอขวด” ของระบบโลก นั่นคือช่องแคบฮอร์มุซ EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั้งโลก และคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก ขณะที่ IEA ชี้ว่าในปี 2025 ราว 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก และเกือบหนึ่งในห้าของการค้า LNG โลก ยังต้องพึ่งเส้นทางนี้ โดยมีทางเลี่ยงจริง ๆ อย่างมีนัยสำคัญเพียงซาอุฯ และยูเออีบางส่วนเท่านั้น

นั่นหมายความว่า ถ้าฮอร์มุซสะดุด โลกไม่ได้เจอแค่น้ำมันแพง แต่เจอ “ภาษีความเสี่ยง” ทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าเบี้ยประกันเรือ ไปจนถึงราคาน้ำมันดิบทางเลือกจากสหรัฐฯ ที่ Reuters รายงานว่าพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะเอเชียกับยุโรปแย่งกันหาซัพพลายมาทดแทนตะวันออกกลาง

สิ่งที่ตลาดกำลังตั้งราคา จึงไม่ใช่แค่ของที่ขาดวันนี้ แต่คือความกลัวว่าพรุ่งนี้ระบบทั้งเส้นอาจไม่ทำงานเหมือนเดิม

และถ้ามองลึกลงไปอีก ชั้นของวิกฤตนี้ไม่ได้หยุดที่น้ำมัน แต่ลามไปถึง LNG ปุ๋ย และอาหาร IEA ระบุว่า LNG จากกาตาร์และยูเออีที่ผ่านฮอร์มุซมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของ LNG นำเข้าทั้งหมดของเอเชียในปี 2025 และยังชี้อีกว่าการค้าปุ๋ยยูเรียกว่า 30% รวมถึงแอมโมเนียและฟอสเฟตราว 20% ก็พึ่งเส้นทางนี้ด้วย เมื่อพลังงานติดขัด ปุ๋ยแพง ต้นทุนเกษตรก็สูงขึ้น และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ราคาอาหารกับเสถียรภาพทางสังคมในประเทศผู้นำเข้าพลังงาน. IMF จึงเตือนตรง ๆ ว่าสงครามนี้กำลังพาโลกไปสู่การเติบโตที่ช้าลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ในมุมสหรัฐฯ สิ่งที่น่าสนใจคืออเมริกาในวันนี้ไม่ได้เปราะบางต่ออ่าวเปอร์เซียแบบเดิมอีกแล้ว EIA ระบุว่าในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ผ่านฮอร์มุซเพียงราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 2% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวในประเทศ ซึ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นี่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้สำหรับวอชิงตัน ไม่ได้มีแต่มิติ “ความอยู่รอดด้านพลังงาน” แต่มีมิติ “การจัดการอำนาจและการเมืองภายใน” เข้ามาปะปนอย่างชัดเจน

ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ทรัมป์ ต้องไม่เขียนแบบง่าย ๆ ว่าเขาจะ “ฉวยสงครามมายกเลิกกฎหมาย” เพราะในทางกฎหมาย โครงสร้างจริงคือ ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อปลดล็อกอำนาจตามกฎหมายที่สภาเคยมอบไว้แล้วจำนวนมาก และใช้พื้นที่สีเทาของอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะลบข้อจำกัดทั้งหมดด้วยเจตจำนงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี การเมืองในเดือนมีนาคม 2026 ก็ชี้ชัดว่าเขามีพื้นที่ขยับมากขึ้นจริง เพราะทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ต่างลงมติสกัดความพยายามบังคับให้เขาต้องกลับไปขออำนาจสงครามจากคองเกรสในกรณีอิหร่าน. นั่นทำให้สิ่งที่ควรจับตา ไม่ใช่แค่ว่าเขา “ทำได้หรือไม่” แต่คือเขาจะใช้วิกฤตนี้สร้างภาพผู้นำยามสงคราม ดันงบกลาโหม ดันนโยบายพลังงานในประเทศ และบีบคู่แข่งทางการเมืองได้มากแค่ไหน

สำหรับไทย ประเด็นสำคัญคืออย่าเล่าเรื่องตัวเองผิด ไทยไม่ใช่มหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำมันดิบ แต่เป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างโรงกลั่นและการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปเพื่อนบ้านหลายตลาด ความหมายทางยุทธศาสตร์ของไทยจึงไม่ใช่การ “เลือกข้างผู้ขายน้ำมัน” หากเป็นการประคองตัวเองในฐานะรัฐนำเข้าพลังงานที่ต้องรักษาต้นทุนภายในประเทศ พร้อมรักษาพื้นที่ทางการทูตกับทุกฝ่าย. ในเชิงนโยบาย เราจึงเห็นรัฐไทยขยับทั้งการหาพลังงานทางเลือก การพิจารณาลดภาษีน้ำมัน การคำนวณต้นทุนกลั่นใหม่ มาตรการประหยัดพลังงาน และแม้แต่การจำกัดการส่งออกพลังงานบางส่วนเมื่อสถานการณ์ตึงตัว

ตรงนี้เองที่ยุทธศาสตร์ไทยต้องแม่น ไทยไม่ควรขายภาพว่า “เป็นกลางแบบไร้ท่าที” แต่ควรวางตัวเป็น “รัฐที่ลดความเสี่ยง” คือหนึ่ง ไม่ปะทะทางการเมืองจนกระทบการเข้าถึงพลังงาน สอง เร่งกระจายแหล่งนำเข้าและบริหารสต็อกอย่างมืออาชีพ สาม ใช้มาตรการการคลังและกองทุนน้ำมันอย่างมีเป้าหมาย ไม่เผาเงินเพื่อซื้อเวลาแบบไร้แผน และสี่ เตรียมรับแรงกระแทกรอบสองจากปุ๋ย โลจิสติกส์ การบิน และค่าครองชีพ ไม่ใช่จับตาแต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม

ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด สงครามครั้งนี้อาจยังไม่ใช่ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ในความหมายเก่า ที่มหาอำนาจทุกขั้วยิงกันเต็มรูปแบบในหลายทวีปพร้อมกัน แต่ในความหมายใหม่ มันคือสงครามภูมิภาคที่สามารถเขย่าเงินเฟ้อโลก ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดพลังงาน ราคาอาหาร และการเมืองภายในหลายประเทศพร้อมกันได้แล้ว และนั่นอาจเป็นนิยามของสงครามโลกในศตวรรษที่ 21 มากกว่าภาพเดิมเสียอีก: ไม่จำเป็นต้องมีแนวรบทุกทวีป แต่แค่มีคอขวดเพียงไม่กี่จุด ก็ทำให้ทั้งโลกจ่ายต้นทุนร่วมกันได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...