โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

COCOCO ต้นทุนมะพร้าวลด หนุนมาร์จิ้นฟื้น

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 16.09 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 09.09 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น - COCOCO ส่งซิกไตรมาส 1/69 ผลงานโตดี ตามทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ขยายตัว ขณะที่ภาพทั้งปีรับอานิสงส์บวกต้นทุนราคามะพร้าวลดลง-ค่าเงินบาทอ่อน ดันอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นแตะ 25% ยืนเป้ารายได้โต 30% เล็งส่งธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเข้าตลาดหุ้นปี 2570

ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตได้ดี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากทุกธุรกิจขยายตัวตามตลาดที่ฟื้นตัวดี ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ผลิตภัณฑ์กะทิ และผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่นๆ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เบื้องต้นจะมีการประชุมคณะกรรมการ เพื่ออนุมัติ และประกาศผลการดำเนินงานในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569

สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการเติบโตราว 30% โดยมีแรงหนุนมาจาก 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กะทิ เนื่องจากปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง หลังจากปีก่อนได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศ จากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ส่งผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าว ทำให้ราคาวัตถุดิบมะพร้าวปรับตัวสูงขึ้น และขาดแคลน ขณะที่หลังจากผ่านพ้นไตรมาส 1/2569 ซึ่งเป็นช่วง Low Season ของไปแล้ว และเข้าไตรมาส 2/2569 ก็เริ่มมีออเดอร์เข้ามาค่อนข้างมาก

ทั้งนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิต และส่งออกได้ ในไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การผลิตผลิตภัณฑ์กะทิ เพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและอเมริกา โดยโรงงานดังกล่าวถือว่า มีต้นทุนวัตถุดิบถูกกว่าประเทศไทย และยังได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าในตลาดยุโรป อเมริกา แคนาดา และอังกฤษ ทำให้ขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์กะทิเต็มปีในปีหน้า

ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ด้วยราคามะพร้าวน้ำหอมที่ปรับตัวลดลงมา เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตในตลาด (Supply) ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้บริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้ค่อนข้างดี ขณะที่ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม จากโรงงานที่ไม่มีวัตถุดิบที่แท้จริง ส่งผลให้ตลาดจีนชะงักไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันก็เริ่มกลับมาผลิตแล้ว แต่อาจต้องรอให้ตลาดจีนฟื้นตัวอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งบริษัทฯ มั่นใจในคุณภาพสินค้าที่เป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% สามารถสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ด้านตลาดอเมริกา ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีสภาวะเงินเฟ้อสูง แต่กลุ่มอาหารยังเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคยังคงต้องการ ส่งผลให้ตลาดน้ำมะพร้าวในภาพรวมยังเติบโตได้ดี

ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุด โดยปีนี้ยังคงเป้าหมายการเติบโตที่ 100% จากปีก่อน จากยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order) มีเข้ามาเต็มปีแล้ว และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการซื้อเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีกเท่าตัว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และเตรียมขยายกำลังการผลิตอีกในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับออเดอร์ของปี 2570 วางงบลงทุนไว้ราว 100 ล้านบาท

*เล็ง Spin-off อาหารสัตว์เลี้ยงปีหน้า

บริษัทฯ มีแผนการนำธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ Spin-off ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจสามารถระดมทุนเติบโตได้ด้วยตัวเองและลดภาระการใช้เงินทุนจากบริษัทแม่ โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนยอดขายให้อาหารสัตว์เลี้ยงขึ้นมาอยู่ที่ 20% ของยอดขายรวมในปีนี้ และมุ่งสู่โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่าง กะทิ น้ำมะพร้าว และอาหารสัตว์เลี้ยงในอนาคต

*มุ่งรักษามาร์จิ้นในระดับสูง

บริษัทฯ จะรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 24-25% ซึ่งเป็นระดับปกติ จากปีก่อนที่ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 16-17% เนื่องจากราคาต้นทุนมะพร้าวในไทยที่สูงขึ้น ทั้งนี้การมีโรงงานที่ฟิลิปปินส์จะช่วยรักษาความสม่ำเสมอของอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระยะยาวแม้ในยามที่ไทยประสบปัญหาภัยแล้ง

นอกจากนี้ยังได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ที่ช่วยชดเชยต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นสูง และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันได้

“ปัจจุบันต้นทุนราคาขวดพลาสติก (Preform) แม้จะปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 50% และต้นทุนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อค่าขนส่ง แต่บริษัทฯ ได้ประเมินแล้วว่า ผลกระทบดังกล่าวมีผลต่อต้นทุนรวมเพียงเล็กน้อย หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวถูกชดเชยด้วยการอ่อนค่าของเงินบาทที่ช่วยให้บริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7-8% จากการแปลงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ“ ดร.วรวัฒน์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...