ตัวแทนอิหร่านถึงปากีสถานแล้ว เตรียมเจรจาสหรัฐชี้ชะตาสงคราม
คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานแล้ว เพื่อเตรียมเปิดการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกจับตาว่าเป็น “ช่วงชี้เป็นชี้ตาย” ของความขัดแย้ง หลังจากสงครามยืดเยื้อกว่า 6 สัปดาห์ แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวแล้วก็ตาม
การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันสูง หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนเส้นตายที่เขาเคยขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่าน ส่งผลให้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านยุติลงชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากอิหร่านยังไม่ยกเลิกการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออุปทานพลังงานโลก
ด้าน โมฮัมหมัด บาเคอร์ คาลิบาฟ ประธานสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน ระบุว่า การเจรจาจะไม่เริ่มต้นจนกว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการตามคำมั่นก่อนหน้า ได้แก่ การปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่าน และการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน
คณะผู้แทนอิหร่าน ซึ่งนำโดยกอลิบาฟ และรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาว อารัคชี ประกอบด้วยสมาชิกกว่า 70 คน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนและเดิมพันสูงของการเจรจาครั้งนี้
แม้อิหร่านจะแสดงท่าทีพร้อมเจรจา แต่ยังคงไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ โดยย้ำว่าพร้อมบรรลุข้อตกลง หากวอชิงตันเสนอเงื่อนไขที่ “เป็นธรรมและแท้จริง” ขณะที่ทรัมป์ตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า อิหร่านไม่มีอำนาจต่อรอง นอกจากการใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศกดดันโลก
ฝั่งสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งแสดงความคาดหวังต่อผลลัพธ์เชิงบวก แต่เตือนว่า หากอิหร่านไม่จริงใจ ทีมเจรจาสหรัฐฯ จะไม่ยอมอ่อนข้อ
ขณะที่ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ระบุว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงถาวรจะเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด และถือเป็นจุดชี้ชะตาของสถานการณ์
ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่ม เฮสบอลเลาะห์ ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความพยายามเปิดการเจรจาคู่ขนาน โดยการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเลบานอนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่เฮซบอลเลาะห์ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดเข้าใส่พื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล
ท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่านก่อนการเจรจา สะท้อนผ่านผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจาบา คาเมเนอี ที่ประกาศเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม และยืนยันจะเอาผิดผู้ที่โจมตีประเทศ
แม้สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะบางส่วน แต่เป้าหมายหลักยังไม่บรรลุ อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรน รวมถึงครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในระดับสูง ขณะเดียวกันยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ
นอกจากนี้ อิหร่านยังผลักดันข้อเรียกร้องสำคัญในการเจรจา ได้แก่ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการรับรองอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอย่างชัดเจน
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากการปิดกั้นเส้นทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยข้อมูลล่าสุดของสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.9% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตเงินเฟ้อในปี 2565 สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่ยังคงลุกลามในวงกว้าง