อาร์ม ตั้งนิรันดร อ่านเกมข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน แรงกระแทกทุบ ”เอเชีย”
ประชาคมโลกเดินทางมาถึงจุดสำคัญในสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานผันผวนสุดขั้ว เมื่อสหรัฐ-อิหร่านประกาศหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์ ถือเป็นพัฒนาการที่ดีแน่ แต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โลจิสติกส์ในช่องแคบฮอร์มุซใช้เวลาเยียวยาจากภาวะบอบช้ำค่อนข้างมากพอสมควร “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนอ่านสถานการณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเมินอย่างรอบด้าน ผ่านบทสัมภาษณ์ “ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร” ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความน่าเชื่อถือ “หยุดยิง”
ดร.อาร์มชวนโลกจับตาประเด็นหลักที่ยังเปราะบางของข้อตกลง 2 ข้อ 1) การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะมีการผ่อนคลายในระดับใด พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเล็กน้อยของถ้อยแถลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน คือถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าต้องมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ ไม่มีข้อจำกัด แต่ข้อแถลงอิหร่านอาจยังมีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อยว่าจะต้องประสานกับอิหร่าน หรืออาจมีข้อจำกัดเรื่องเทคนิคได้ในบางลักษณะ
ประเด็นการเดินเรือเข้าและออกช่องแคบฮอร์มุซ เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันภัยจะรับประกันเรือหรือไม่ด้วย ตอนนี้เกิดคำถามว่าเรือจะเข้าไปรับน้ำมันหรือไม่ ขึ้นกับบริษัทประกันภัยจะยอมรับการประกันภัยเรือหรือไม่ด้วยเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเหลือเพียงราว 5% ของจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบทั้งหมดในเวลาปกติก่อนสงคราม ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20-25% ของโลก โดยเฉพาะส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชีย
2) อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน โดยที่อิสราเอลบอกว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ขณะที่อิหร่านบอกว่าเลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง อิสราเอลต้องหยุดโจมตีเลบานอนด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต้องติดตามดู จึงยังไม่มีอะไรที่ทำให้สบายใจได้เต็มที่
ตัวแปรสำคัญของข้อตกลง
ดร.อาร์มวิเคราะห์ถึงตัวแปรสำคัญในการบังคับข้อตกลงคือ 1) ความคาดเดาไม่ได้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแนวโน้มว่าสหรัฐจะยังปฏิบัติการทางทหารต่อหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์มีลักษณะที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ คาดเดาได้ค่อนข้างลำบาก เห็นได้จากที่ผ่านมาเขาส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว ยกตัวอย่าง ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ล้างอารยธรรมอิหร่าน แต่ต่อมาระบุว่าจะเข้าสู่ยุคทองของตะวันออกกลาง แต่อาจถือเป็นเทคนิคการเจรจา กลเกมการต่างประเทศของทรัมป์ ทั้งหมดสะท้อนถึงการตัดสินใจที่ค่อนข้างฉับพลัน ที่ปรึกษารอบตัวที่อาจมีความเห็นแตกต่างกัน ใครจะชักจูงเขาได้มากหรือน้อยแค่ไหนในแต่ละช่วงเวลา
2) อิทธิพล หรืออำนาจต่อรองของทรัมป์เหนืออิสราเอล ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในอิหร่านหยุดแล้ว แต่ในเลบานอนยังไม่หยุด จากนี้ไปจึงต้องจับตาท่าทีของทรัมป์ในการประสานงานกับอิสราเอล
3) ต้องดูว่าทรัมป์ให้สัญญาณกับทีมเจรจาข้อตกลงสงบศึกอย่างไร เพราะทีมเจรจาต้องรายงานตรงต่อเขาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยกตัวอย่างทรัมป์บอกว่า การเจรจารอบนิวเคลียร์รอบที่แล้วไม่มีความคืบหน้าและไม่ได้รับความร่วมมือเลย มาจากข้อมูลของทีมเจรจา รวมถึงในส่วนของขอบเขตและเงื่อนไขการเจรจาที่ทรัมป์เป็นผู้มอบหมาย
ตัวทรัมป์เองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจนโยบายต่างประเทศและการทหารของสหรัฐในขณะนี้ ไม่ว่าการเข้าร่วม การขยายวง หรือการยุติสงคราม แม้ว่าจะมีที่ปรึกษาหรือคนที่พยายามมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา จึงทำให้การคาดเดาลำบาก เพราะทรัมป์ไม่ได้ตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่อาจตัดสินใจจากมุมผลประโยชน์ทางธุรกิจเกี่ยวข้องด้วย
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาพร้อมเปลี่ยนกลับไปกลับมาตลอด ขึ้นกับผลประโยชน์ หรือการคาดการณ์ของเขา ยกตัวอย่างเช่น ในตอนแรกเขาอาจไม่คิดทำสงครามกับอิหร่าน แต่ในท้ายที่สุดก็เลือกทำสงครามกับอิหร่าน เนื่องจากประเมินว่าอิหร่านอยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด แต่ตอนนี้มีทีท่าว่าทรัมป์อาจเริ่มเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจกับอิหร่าน เช่น นักข่าวถามทรัมป์เรื่องฮอร์มุซ เขาบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ด้วยซ้ำในการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่าน
ภาวะหยุดชะงักของพลังงาน
ดร.อาร์มอธิบายว่า ราคาพลังงานแกว่งขึ้นลงอย่างมาก ปัจจัยที่มีส่วนค่อนข้างมากคือความคาดหมายต่ออนาคตของผู้คน ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือจบเร็ว แต่ปริมาณน้ำมันในขณะนี้ยังไม่วิกฤต เนื่องจากมีการใช้น้ำมันสำรองเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานจะไม่ได้ฟื้นกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เพราะโครงสร้างพลังงานถูกทำลายลงไปไม่น้อย โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุงระบบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินกันว่า สิ่งก่อสร้างทางพลังงานบางอย่างใช้เวลาเป็นปี ๆ จึงจะกลับมาเป็นปกติ
อีกประเด็นคอขวดสุดท้ายสำคัญที่สุดในมุมมองอาจารย์อาร์มคือ “โลจิสติกส์”ซึ่งคือการขนส่งพลังงานออกมาผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ช่วงเกิดสงครามเกิดภาวะหยุดชะงักลดลงเหลือราว 5% ของปริมาณเดิมที่เคยขนส่งได้ และกว่าโลจิสติกส์ทั้งจำนวนเรือหรือการประกันภัยจะกลับมาในภาวะปกติก็ต้องใช้เวลาและความมั่นใจ
“แม้ในกรณีที่สงครามจบแล้ว แม้ช่องแคบเปิดแล้ว ผมคิดว่ายังมีช่วงเวลาที่ต้องปรับตัว รอการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ถูกทำลายไป” ดร.อาร์มกล่าว
เกมทรัมป์เปิดไพ่เจรจา
“ข้อตกลงหยุดยิงถือเป็นพัฒนาการที่ดี และดีกว่าฉากทัศน์ที่ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซาก มีนักวิเคราะห์ในสหรัฐมองด้วยซ้ำว่า จริง ๆ นัยยะของทรัมป์ รวมถึง เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐเป็นการขู่กลาย ๆ ด้วยซ้ำ ต่อการใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน แม้ไม่ได้พูดตรงไปตรงมา เนื่องจากสำหรับทรัมป์แล้วไม่ได้มีทางเลือกใดที่ทรัมป์เห็นว่าใช้ไม่ได้ หรือเกินขีดจำกัด”
เป็นพัฒนาการณ์ที่ดี แต่ยังไม่ได้จบสงคราม ขณะเดียวกันเขากำลังไปเจรจากันอยู่ โดยขณะนี้ (ช่วงเช้าวันที่ 9 เม.ย. ตามเวลาไทย) ยังชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องว่างระหว่างกันค่อนข้างมากในเรื่องจุดยืนการเจรจา
เงื่อนไขของฝ่ายสหรัฐต้องการให้อิหร่านเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์โดยถาวร เปิดช่องแคบฮอร์มุซแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรของสหรัฐ แต่อิหร่านต้องการสิทธิดูแลช่องแคบฮอร์มุซเอง เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม ดังนั้นจะเห็นว่าจุดยืน 2 ฝ่ายค่อนข้างห่างกันพอสมควร
“วิธีการเจรจาของทรัมป์คือ การใช้การขู่ที่รุนแรงเพื่อเป็นไพ่ในการเจรจา ดังนั้นไม่ต้องตกใจ เพราะจะมีขึ้นมีลงอีกเป็นระยะ” อาจารย์อาร์มระบุ
3 ฉากทัศน์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้ ดร.อาร์มระบุว่า ความไม่แน่นอนยังมีสูง สามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้ 1) ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยังดำเนินต่อไป และยกระดับรุนแรงทั้งสองฝ่าย
2) ฉากทัศน์กลาง สถานการณ์ที่เรือผ่านช่องแคบออกมาได้บ้าง แต่ก็ต้องถามว่าเมื่อเทียบกับระดับเดิม มันอยู่ระดับไหน ซึ่งขณะนี้เรือผ่านได้ลดเหลือ 5% เมื่อเทียบกับก่อนสงคราม สมมติเรือผ่านได้ 50% สงครามเกิดประปราย โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิดหน่อย แต่ไม่ได้รุนแรงขยายวง หรือเป็นการโจมตีที่กว้างขวาง ประมาณกลาง ๆ ถือว่าเป็นความเสียหายที่ค่อนข้างมากอยู่ดี ซึ่งขณะนี้ถือว่าสถานการณ์อยู่ในระดับนี้ ระดับกลาง ๆ กล่าวคือมีความตั้งใจจะเปิดช่องแคบให้มากขึ้น แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเรือจะกล้าแล่นผ่านหรือไม่ เรือคงไม่ได้กลับมา 100% สงครามไม่ได้หยุดยิงถาวร
และ 3) ฉากทัศน์ดีที่สุด สงครามจบได้ ถึงแม้ในฉากทัศน์ที่ดีที่สุดก็ต้องใช้เวลาสักระยะในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายไป หรือการทำให้โลจิสติกส์การเดินเรือกลับมาได้ปกติ
จุดยืน “จีน” ในเรื่องนี้
ตามข่าวที่ออกมาจีนร่วมมือประสานงานกับทางปากีสถาน ช่วยประสานการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ และมีรายงานผ่านทางเดอะนิวยอร์กไทม์ส อ้างแหล่งข่าวจากอิหร่านว่า ทางจีนพยายามชักจูงโน้มน้าวให้อิหร่านผ่อนคลายเงื่อนไขลงรวมถึงผ่อนคลายสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
ผู้เชี่ยวชาญจีนระบุอีกว่า จีนไม่ต้องการให้ความขัดแย้งบานปลาย เพราะจีนพึ่งพาพลังงานน้ำมันจากช่องแคบค่อนข้างมาก ฉะนั้นถ้าไปถึงขั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าของจีนด้วย ขณะเดียวกันจีนมีผลประโยชน์อย่างมากในตะวันออกกลาง ในส่วนประเทศรอบ ๆ อิหร่าน จีนไม่ต้องการให้การทำลายโครงสร้างพลังงานบานปลายหรือลุกลามไปประเทศโดยรอบ ดังนั้น จีนจึงพยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดระดับความขัดแย้งลง
จีนVSสหรัฐใครเจ็บกว่ากัน
ผู้เชี่ยวชาญสงครามการค้าสหรัฐ-จีนระบุว่า เป็นไปได้ว่าสหรัฐมองว่าเขาเจ็บน้อยที่สุด เขาพูดทุกครั้งว่าสหรัฐไม่ได้ใช้น้ำมันที่ผ่านช่องแคบเลย แต่จริง ๆ สหรัฐก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากราคาในตลาดโลก อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น สหรัฐไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน แต่ประเทศอื่นไม่ใช่แค่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการขาดแคลนน้ำมันอีกด้วยหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย
ดังนั้นในภาวะที่ทุกคนแย่กันหมดจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ สหรัฐอาจจะมองว่าคนที่จะเจ็บหนักสุดคือ “จีน” และชาติอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง
แต่ในขณะเดียวกัน “จีน” ก็อาจมีมุมมองว่าตนเจ็บน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เพราะจีนมีน้ำมันสำรองค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจเริ่มหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จึงมีความสามารถในการดูดซับภาวะพลังงานช็อกได้พอสมควร ไม่ได้ถึงจุดที่วิกฤต ขณะเดียวกันจีนจะส่งออกรถยนต์ EV และโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น สหรัฐเองคลังอาวุธก็จะร่อยหรอจากการทำสงครามและการผลิตอาวุธของสหรัฐมาเติมเต็มก็ต้องพึ่งพาแรร์เอิร์ทจากจีน
ข้อสรุปอาจเป็นว่า เมื่อมองภาพเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐและจีนอาจรับแรงกระแทกจากภาวะพลังงานช็อกได้มากกว่าประเทศอื่น ๆ และประเทศที่โดนแรงกระแทกอย่างมากคือชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายในเอเชีย หากความขัดแย้งบานปลายลุกลามก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกค่อนข้างแน่นอนด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาร์ม ตั้งนิรันดร อ่านเกมข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน แรงกระแทกทุบ ”เอเชีย”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net