โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อาร์ม ตั้งนิรันดร อ่านเกมข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน แรงกระแทกทุบ ”เอเชีย”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประชาคมโลกเดินทางมาถึงจุดสำคัญในสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานผันผวนสุดขั้ว เมื่อสหรัฐ-อิหร่านประกาศหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์ ถือเป็นพัฒนาการที่ดีแน่ แต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โลจิสติกส์ในช่องแคบฮอร์มุซใช้เวลาเยียวยาจากภาวะบอบช้ำค่อนข้างมากพอสมควร “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนอ่านสถานการณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเมินอย่างรอบด้าน ผ่านบทสัมภาษณ์ “ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร” ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความน่าเชื่อถือ “หยุดยิง”

ดร.อาร์มชวนโลกจับตาประเด็นหลักที่ยังเปราะบางของข้อตกลง 2 ข้อ 1) การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะมีการผ่อนคลายในระดับใด พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเล็กน้อยของถ้อยแถลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน คือถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าต้องมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ ไม่มีข้อจำกัด แต่ข้อแถลงอิหร่านอาจยังมีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อยว่าจะต้องประสานกับอิหร่าน หรืออาจมีข้อจำกัดเรื่องเทคนิคได้ในบางลักษณะ

ประเด็นการเดินเรือเข้าและออกช่องแคบฮอร์มุซ เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันภัยจะรับประกันเรือหรือไม่ด้วย ตอนนี้เกิดคำถามว่าเรือจะเข้าไปรับน้ำมันหรือไม่ ขึ้นกับบริษัทประกันภัยจะยอมรับการประกันภัยเรือหรือไม่ด้วยเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งขณะนี้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเหลือเพียงราว 5% ของจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบทั้งหมดในเวลาปกติก่อนสงคราม ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20-25% ของโลก โดยเฉพาะส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชีย

2) อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน โดยที่อิสราเอลบอกว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ขณะที่อิหร่านบอกว่าเลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง อิสราเอลต้องหยุดโจมตีเลบานอนด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ต้องติดตามดู จึงยังไม่มีอะไรที่ทำให้สบายใจได้เต็มที่

ตัวแปรสำคัญของข้อตกลง

ดร.อาร์มวิเคราะห์ถึงตัวแปรสำคัญในการบังคับข้อตกลงคือ 1) ความคาดเดาไม่ได้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแนวโน้มว่าสหรัฐจะยังปฏิบัติการทางทหารต่อหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์มีลักษณะที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ คาดเดาได้ค่อนข้างลำบาก เห็นได้จากที่ผ่านมาเขาส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว ยกตัวอย่าง ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ล้างอารยธรรมอิหร่าน แต่ต่อมาระบุว่าจะเข้าสู่ยุคทองของตะวันออกกลาง แต่อาจถือเป็นเทคนิคการเจรจา กลเกมการต่างประเทศของทรัมป์ ทั้งหมดสะท้อนถึงการตัดสินใจที่ค่อนข้างฉับพลัน ที่ปรึกษารอบตัวที่อาจมีความเห็นแตกต่างกัน ใครจะชักจูงเขาได้มากหรือน้อยแค่ไหนในแต่ละช่วงเวลา

2) อิทธิพล หรืออำนาจต่อรองของทรัมป์เหนืออิสราเอล ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในอิหร่านหยุดแล้ว แต่ในเลบานอนยังไม่หยุด จากนี้ไปจึงต้องจับตาท่าทีของทรัมป์ในการประสานงานกับอิสราเอล

3) ต้องดูว่าทรัมป์ให้สัญญาณกับทีมเจรจาข้อตกลงสงบศึกอย่างไร เพราะทีมเจรจาต้องรายงานตรงต่อเขาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ยกตัวอย่างทรัมป์บอกว่า การเจรจารอบนิวเคลียร์รอบที่แล้วไม่มีความคืบหน้าและไม่ได้รับความร่วมมือเลย มาจากข้อมูลของทีมเจรจา รวมถึงในส่วนของขอบเขตและเงื่อนไขการเจรจาที่ทรัมป์เป็นผู้มอบหมาย

ตัวทรัมป์เองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจนโยบายต่างประเทศและการทหารของสหรัฐในขณะนี้ ไม่ว่าการเข้าร่วม การขยายวง หรือการยุติสงคราม แม้ว่าจะมีที่ปรึกษาหรือคนที่พยายามมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา จึงทำให้การคาดเดาลำบาก เพราะทรัมป์ไม่ได้ตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่อาจตัดสินใจจากมุมผลประโยชน์ทางธุรกิจเกี่ยวข้องด้วย

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาพร้อมเปลี่ยนกลับไปกลับมาตลอด ขึ้นกับผลประโยชน์ หรือการคาดการณ์ของเขา ยกตัวอย่างเช่น ในตอนแรกเขาอาจไม่คิดทำสงครามกับอิหร่าน แต่ในท้ายที่สุดก็เลือกทำสงครามกับอิหร่าน เนื่องจากประเมินว่าอิหร่านอยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด แต่ตอนนี้มีทีท่าว่าทรัมป์อาจเริ่มเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจกับอิหร่าน เช่น นักข่าวถามทรัมป์เรื่องฮอร์มุซ เขาบอกเป็นนัยถึงความเป็นไปได้ด้วยซ้ำในการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่าน

ภาวะหยุดชะงักของพลังงาน

ดร.อาร์มอธิบายว่า ราคาพลังงานแกว่งขึ้นลงอย่างมาก ปัจจัยที่มีส่วนค่อนข้างมากคือความคาดหมายต่ออนาคตของผู้คน ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือจบเร็ว แต่ปริมาณน้ำมันในขณะนี้ยังไม่วิกฤต เนื่องจากมีการใช้น้ำมันสำรองเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานจะไม่ได้ฟื้นกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เพราะโครงสร้างพลังงานถูกทำลายลงไปไม่น้อย โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายต้องใช้เวลาในการซ่อมบำรุงระบบให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินกันว่า สิ่งก่อสร้างทางพลังงานบางอย่างใช้เวลาเป็นปี ๆ จึงจะกลับมาเป็นปกติ

อีกประเด็นคอขวดสุดท้ายสำคัญที่สุดในมุมมองอาจารย์อาร์มคือ “โลจิสติกส์”ซึ่งคือการขนส่งพลังงานออกมาผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ช่วงเกิดสงครามเกิดภาวะหยุดชะงักลดลงเหลือราว 5% ของปริมาณเดิมที่เคยขนส่งได้ และกว่าโลจิสติกส์ทั้งจำนวนเรือหรือการประกันภัยจะกลับมาในภาวะปกติก็ต้องใช้เวลาและความมั่นใจ

“แม้ในกรณีที่สงครามจบแล้ว แม้ช่องแคบเปิดแล้ว ผมคิดว่ายังมีช่วงเวลาที่ต้องปรับตัว รอการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่ถูกทำลายไป” ดร.อาร์มกล่าว

เกมทรัมป์เปิดไพ่เจรจา

“ข้อตกลงหยุดยิงถือเป็นพัฒนาการที่ดี และดีกว่าฉากทัศน์ที่ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซาก มีนักวิเคราะห์ในสหรัฐมองด้วยซ้ำว่า จริง ๆ นัยยะของทรัมป์ รวมถึง เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐเป็นการขู่กลาย ๆ ด้วยซ้ำ ต่อการใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน แม้ไม่ได้พูดตรงไปตรงมา เนื่องจากสำหรับทรัมป์แล้วไม่ได้มีทางเลือกใดที่ทรัมป์เห็นว่าใช้ไม่ได้ หรือเกินขีดจำกัด”

เป็นพัฒนาการณ์ที่ดี แต่ยังไม่ได้จบสงคราม ขณะเดียวกันเขากำลังไปเจรจากันอยู่ โดยขณะนี้ (ช่วงเช้าวันที่ 9 เม.ย. ตามเวลาไทย) ยังชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีช่องว่างระหว่างกันค่อนข้างมากในเรื่องจุดยืนการเจรจา

เงื่อนไขของฝ่ายสหรัฐต้องการให้อิหร่านเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์โดยถาวร เปิดช่องแคบฮอร์มุซแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรของสหรัฐ แต่อิหร่านต้องการสิทธิดูแลช่องแคบฮอร์มุซเอง เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม ดังนั้นจะเห็นว่าจุดยืน 2 ฝ่ายค่อนข้างห่างกันพอสมควร

“วิธีการเจรจาของทรัมป์คือ การใช้การขู่ที่รุนแรงเพื่อเป็นไพ่ในการเจรจา ดังนั้นไม่ต้องตกใจ เพราะจะมีขึ้นมีลงอีกเป็นระยะ” อาจารย์อาร์มระบุ

3 ฉากทัศน์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้ ดร.อาร์มระบุว่า ความไม่แน่นอนยังมีสูง สามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้ 1) ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยังดำเนินต่อไป และยกระดับรุนแรงทั้งสองฝ่าย

2) ฉากทัศน์กลาง สถานการณ์ที่เรือผ่านช่องแคบออกมาได้บ้าง แต่ก็ต้องถามว่าเมื่อเทียบกับระดับเดิม มันอยู่ระดับไหน ซึ่งขณะนี้เรือผ่านได้ลดเหลือ 5% เมื่อเทียบกับก่อนสงคราม สมมติเรือผ่านได้ 50% สงครามเกิดประปราย โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิดหน่อย แต่ไม่ได้รุนแรงขยายวง หรือเป็นการโจมตีที่กว้างขวาง ประมาณกลาง ๆ ถือว่าเป็นความเสียหายที่ค่อนข้างมากอยู่ดี ซึ่งขณะนี้ถือว่าสถานการณ์อยู่ในระดับนี้ ระดับกลาง ๆ กล่าวคือมีความตั้งใจจะเปิดช่องแคบให้มากขึ้น แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเรือจะกล้าแล่นผ่านหรือไม่ เรือคงไม่ได้กลับมา 100% สงครามไม่ได้หยุดยิงถาวร

และ 3) ฉากทัศน์ดีที่สุด สงครามจบได้ ถึงแม้ในฉากทัศน์ที่ดีที่สุดก็ต้องใช้เวลาสักระยะในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายไป หรือการทำให้โลจิสติกส์การเดินเรือกลับมาได้ปกติ

จุดยืน “จีน” ในเรื่องนี้

ตามข่าวที่ออกมาจีนร่วมมือประสานงานกับทางปากีสถาน ช่วยประสานการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ และมีรายงานผ่านทางเดอะนิวยอร์กไทม์ส อ้างแหล่งข่าวจากอิหร่านว่า ทางจีนพยายามชักจูงโน้มน้าวให้อิหร่านผ่อนคลายเงื่อนไขลงรวมถึงผ่อนคลายสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้เชี่ยวชาญจีนระบุอีกว่า จีนไม่ต้องการให้ความขัดแย้งบานปลาย เพราะจีนพึ่งพาพลังงานน้ำมันจากช่องแคบค่อนข้างมาก ฉะนั้นถ้าไปถึงขั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าของจีนด้วย ขณะเดียวกันจีนมีผลประโยชน์อย่างมากในตะวันออกกลาง ในส่วนประเทศรอบ ๆ อิหร่าน จีนไม่ต้องการให้การทำลายโครงสร้างพลังงานบานปลายหรือลุกลามไปประเทศโดยรอบ ดังนั้น จีนจึงพยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดระดับความขัดแย้งลง

จีนVSสหรัฐใครเจ็บกว่ากัน

ผู้เชี่ยวชาญสงครามการค้าสหรัฐ-จีนระบุว่า เป็นไปได้ว่าสหรัฐมองว่าเขาเจ็บน้อยที่สุด เขาพูดทุกครั้งว่าสหรัฐไม่ได้ใช้น้ำมันที่ผ่านช่องแคบเลย แต่จริง ๆ สหรัฐก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากราคาในตลาดโลก อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น สหรัฐไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน แต่ประเทศอื่นไม่ใช่แค่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงการขาดแคลนน้ำมันอีกด้วยหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย

ดังนั้นในภาวะที่ทุกคนแย่กันหมดจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ สหรัฐอาจจะมองว่าคนที่จะเจ็บหนักสุดคือ “จีน” และชาติอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง

แต่ในขณะเดียวกัน “จีน” ก็อาจมีมุมมองว่าตนเจ็บน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เพราะจีนมีน้ำมันสำรองค่อนข้างมาก และเศรษฐกิจเริ่มหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จึงมีความสามารถในการดูดซับภาวะพลังงานช็อกได้พอสมควร ไม่ได้ถึงจุดที่วิกฤต ขณะเดียวกันจีนจะส่งออกรถยนต์ EV และโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น สหรัฐเองคลังอาวุธก็จะร่อยหรอจากการทำสงครามและการผลิตอาวุธของสหรัฐมาเติมเต็มก็ต้องพึ่งพาแรร์เอิร์ทจากจีน

ข้อสรุปอาจเป็นว่า เมื่อมองภาพเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐและจีนอาจรับแรงกระแทกจากภาวะพลังงานช็อกได้มากกว่าประเทศอื่น ๆ และประเทศที่โดนแรงกระแทกอย่างมากคือชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายในเอเชีย หากความขัดแย้งบานปลายลุกลามก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกค่อนข้างแน่นอนด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาร์ม ตั้งนิรันดร อ่านเกมข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน แรงกระแทกทุบ ”เอเชีย”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...