“จีน” ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า “สหรัฐ” ที่ยังเน้นพัฒนา
"จีน" ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สู่ตลาดจริงในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ขณะที่บริษัทสหรัฐยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าในอนาคต
วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 19.01 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนกำลังเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาดจริง ทั้งในโรงงานและศูนย์การค้า ขณะที่คู่แข่งในสหรัฐยังอยู่ในช่วงพัฒนาเทคโนโลยีเป็นหลัก แม้จะมีมูลค่าบริษัทสูงกว่ามาก สะท้อนช่องว่างเชิงกลยุทธ์ที่เริ่มชัดเจนขึ้นระหว่างสองประเทศ
ในฝั่งสหรัฐ บริษัทอย่าง Figure AI มีมูลค่าประเมินสูงถึง 39,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Apptronik อยู่ที่ราว 5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสตาร์ทอัพจีนอย่าง Galbot ที่มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ แม้จีนจะมีสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้มากกว่า 100 ราย โดยบริษัทอย่าง AI2 Robotics มีมูลค่าราว 2.93 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริงในสนามบิน โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมสุขภาพแล้ว
ผู้บริหารของ AI2 Robotics ระบุว่า “การทำตลาดจริงและความสามารถทางเทคโนโลยีสามารถเดินไปพร้อมกันได้” และเชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกจะเริ่มให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริงในไม่ช้า ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบ
ข้อมูลจาก Omdia ยังระบุว่า สตาร์ทอัพจีนครองอันดับ 1-6 ของโลกด้านการจัดส่งหุ่นยนต์ในปี 2568 ขณะที่บริษัทจากสหรัฐอย่าง Figure และ Tesla ติดอันดับเพียงบางส่วน และยังเน้นพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์
ความแตกต่างด้านมูลค่าบริษัทยังสะท้อนมุมมองของนักลงทุน โดยสตาร์ทอัพสหรัฐ ถูกมองเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่มีศักยภาพขยายตัวสูง ขณะที่บริษัทจีนถูกมองเป็นธุรกิจฮาร์ดแวร์อุตสาหกรรม ทำให้มูลค่าประเมินต่ำกว่า แม้จะมีการใช้งานจริงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้การลงทุนข้ามประเทศลดลง เปิดโอกาสให้กองทุนจากตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการลงทุนในสตาร์ทอัพจีนและการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริงในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า จีนมีความได้เปรียบจากประสบการณ์ด้านการผลิตขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและโดรน ซึ่งกำลังถูกนำมาต่อยอดสู่การผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ขณะที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองเห็นโอกาสใหม่ โดยมีแนวโน้มที่นักพัฒนาจากสหรัฐ จะหันมาใช้ชิ้นส่วนจากจีนผสานกับซอฟต์แวร์ของตนเอง
อ้างอิง : cnbc.com