โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สร้างรายได้-คุมค่าใช้จ่ายด้วยประกัน ปลดล็อกกับดักอายุยืนแล้วเงินหมด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 เม.ย. เวลา 13.12 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. เวลา 06.08 น.

คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 (ฉบับที่ 528)

สังคมสูงวัยเร่งให้การวางแผนการเงินต้องเปลี่ยนแปลงเงินก้อนสู่กระแสเงินสดระยะยาว ผ่านประกันชีวิต สุขภาพ และวินาศภัย สร้างรายได้-คุมเสี่ยง-ล็อกค่าใช้จ่าย รับมือ Longevity อย่างครบมิติแก้เกมอายุยืนแล้วเงินหมด

เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค “Longevity” การอยู่รอดทางการเงินในยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องของโชค หากเป็นเรื่องของการวางแผน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่ใช้ชีวิตยืนยาวได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด แต่คือ คนที่เตรียมตัวได้ดีที่สุดตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้เปลี่ยนจาก สังคมวัยทำงานสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) เพราะมีจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของทั้งประเทศ และในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ไทยมีแนวโน้มก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society)ที่สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเกิน 28% ของประชากรทั้งหมด ควบคู่กับอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 77-79 ปี และมีแนวโน้มแตะระดับ 80 ปีในอนาคตอันใกล้

จากข้อมูลตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนไทยกำลังมีชีวิตยืนยาวขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับคำถามสำคัญคือ “ระบบการเงินส่วนบุคคลของคนไทย พร้อมรองรับชีวิตที่ยาวขึ้นแล้วหรือยัง” หากชีวิตหลังเกษียณ 20-30 ปี เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ประจำ เมื่ออายุยืนขึ้น คนไทยต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้นเฉลี่ย 20-25 ปี หรือบางกรณีอาจยาวถึง 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รายได้จากการทำงานหยุดลง แต่ค่าใช้จ่ายยังคงดำเนินต่อเนื่อง

จากการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจและสถาบันวิจัยในประเทศ พบว่า ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลักคือ ระดับพื้นฐาน 10,000-15,000 บาท/เดือน ระดับปานกลาง 15,000-25,000 บาท/เดือน ระดับคุณภาพชีวิตดี 25,000-40,000 บาท/เดือน ซึ่งหากพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่าย จะพบว่า ค่าอาหารและของใช้จำเป็น คิดเป็นสัดส่วน 30-40% ค่าที่อยู่อาศัย/สาธารณูปโภค 15-25% ค่าเดินทางและอื่นๆ 10-15% ค่ารักษาพยาบาล 20-35% โดยเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาล จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดเพราะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10%

Medical Inflation ตัวเร่งเงินหมดเร็ว

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แผนเกษียณของคนไทยพลาดเป้าหมายที่วางไว้ คือ Medical Inflation หรือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล โดยข้อมูลในปี 2569 ชี้ว่าอัตรา Medical Inflation ไทยอยู่ที่ 8-12% ต่อปี และมีโอกาสแตะ 15% ในบางช่วงซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นแบบ ทบต้นและเร็วกว่าเงินออมของคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น ค่ารักษา 1 ล้านบาทในวันนี้ อาจเพิ่มเป็น 2-3 ล้านบาท ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เงินเกษียณที่วางแผนไว้ ไม่พอใช้จริง

ถอดสมการเงินต้องมีหลังเกษียณ

หากคำนวณแบบง่าย โดยสมมติว่าจะเกษียณที่อายุ 60 ปี โดยมีชีวิตถึง 85 ปี (ใช้ชีวิต 25 ปีหลังเกษียณ) จะพบว่าเงินที่ต้องมีขั้นต่ำคือ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท ต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 4.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท ต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 7.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเดือนละ 35,000 บาท ต้องมีเงินออม 10.5 ล้านบาท (ข้อมูลนี้ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลในอนาคต) ซึ่งหากรวมสองปัจจัยนี้เข้าไปด้วยจะทำให้เงินออมที่ต้องมีอาจเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านบาท

สำหรับหลักการในการวางแผนการเงินนั้น หากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขและไม่พบกับปัญหาสภาพคล่องส่วนตัวนั้น คนไทยควรมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 50-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ หรือคิดเป็นขั้นต่ำประมาณ 15,000-20,000 บาท/เดือน สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากมีรายได้เพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600-1,000 บาท/เดือน เงินออมส่วนตัวในระดับจำกัดหรือพึ่งพาบุตรหลาน ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง “Retirement Income Gap” หรือช่องว่างรายได้หลังเกษียณที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย

5 เช็กลิสต์ต้องทำก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ

  • ประเมินเงินออมว่าจะพอใช้ถึงอายุ 90 ปีหรือไม่
  • ตรวจสอบความคุ้มครองสุขภาพว่ายังเพียงพอหรือไม่
  • ปรับแผนประกันให้มี “รายได้สม่ำเสมอ”
  • ลดหนี้สินระยะยาวก่อนเกษียณ
  • วางแผนมรดกและผู้รับผลประโยชน์ให้ชัดเจน

Longevity Risk ความเสี่ยงเงียบ

ดังนั้น เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Longevity Risk” หรือความเสี่ยงที่มีชีวิตยืนยาวแต่เงินไม่พอใช้ โดยมี 4 กับดักสำคัญคือ กับดักที่ 1 อายุยืน แต่รายได้สั้น กับดักที่ 2 ค่ารักษาพุ่ง แต่เงินออมไม่พอ กับดักที่ 3 ไม่มีรายได้ต่อเนื่องหลังเกษียณ กับดักที่ 4 อายุยืนกว่าที่วางแผนไว้ โดยทั้ง 4 กับดักนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเฉพาะคนรายได้น้อยเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่ ชนชั้นกลาง มากขึ้น ทั้งนี้ หากจะหลุดพ้นจากทั้ง 4 กับดักนั้น ทางออกคือ การเปลี่ยนเงินก้อนให้เป็นรายได้ตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเสนอ ได้แนวทางรับมือ Longevity Risk อย่างเป็นระบบ โดยเน้น 3 แกนหลัก คือ

แกนที่ 1 สร้างกระแสเงินสด (Cashflow) แทนเงินก้อน ด้วยการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ การซื้อกองทุนรวมที่มีรายได้สม่ำเสมอ และการลงทุนที่สร้าง Passive Income

แกนที่ 2 บริหารความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล โดยการมีประกันสุขภาพวงเงินเพียงพอ ที่แยกเงินค่ารักษาออกจากเงินใช้ชีวิต พร้อมวางแผนรองรับ Medical Inflation ในระยะยาวด้วย

แกนที่ 3 วางแผนการเงินแบบยืดหยุ่น โดยทำการทบทวนแผนทุก 3-5 ปี ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเงินเฟ้อ กระจายแหล่งรายได้

“หากจะอยู่ยืนต้องมาพร้อมอยู่ดี ในอดีต อายุยืน คือสัญญาณของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในโลกปัจจุบันอายุยืนอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงิน หากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม ดังนั้น โจทย์ของคนไทยวันนี้จึงไม่ใช่ จะมีเงินเกษียณเท่าไร แต่คือเงินจะอยู่กับเราได้นานเท่าชีวิตหรือไม่”

เปิดสูตรรับมือ Longevity

เมื่ออายุยืนขึ้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ถ้าอายุยืนแบบไม่มีเงินพอ คือความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ดังนั้น เพื่อช่วยในการวางแผนรับมือ Longevity อย่างมีคุณภาพ หนึ่งในเครื่องมือที่นำเสนอคือ การใช้แผนประกัน เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินแบบ 3 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1 การใช้ประกันชีวิตสร้างรายได้ในช่วงที่ไม่มีรายได้ เพราะประกันชีวิตไม่ใช่แค่เครื่องมือคุ้มครองการเสียชีวิต แต่เป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดระยะยาว ในรูปแบบที่ตอบโจทย์ Longevity ได้แก่ แบบบำนาญ (Annuity) เพื่อรับเงินรายปีหลังเกษียณ ลดความเสี่ยงเงินหมดก่อนเสียชีวิต แบบสะสมทรัพย์ สร้างเงินก้อนในอนาคต และแบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) การทำประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตของเงินระยะยาว ภายใต้แนวคิดสำคัญ คือ ควรมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 50-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ วางแผนให้มีกระแสเงินสดตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เงินก้อน

มิติที่ 2 ประกันสุขภาพ ปิดความเสี่ยง ค่ารักษาพุ่ง เพราะหนึ่งในกับดักใหญ่ของ Longevity คือ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ โดยควรทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (IPD + OPD) ความคุ้มครองโรคร้ายแรง (Critical Illness)โดยควรเลือกแผนที่ต่ออายุได้ถึงอายุ 80-90 ปีขึ้นไป เลือกวงเงินที่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน ตรวจสอบเงื่อนไข Copayment / Deductible ให้เหมาะกับกำลังจ่ายเบี้ยประกัน

มิติที่ 3 ประกันวินาศภัย ลดค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด เพราะหลายคนมองข้ามประกันวินาศภัย แต่ในวัยสูงอายุ ความเสี่ยงเล็กๆ อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ โดยแผนประกันที่ควรต้องทำไว้ อาทิ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) คุ้มครองการล้ม กระดูกหัก ซึ่งพบมากในผู้สูงวัย ประกันบ้าน/ทรัพย์สิน: ป้องกันความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม ประกันรถยนต์ ลดภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุ ประกันความรับผิด (Liability): เช่น ทำทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย

“สำหรับการวางแผนรับมือกับ Longevity เพื่อช่วยล็อกค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ไม่ให้กระทบเงินเกษียณที่สะสมมา การจัดพอร์ตประกันให้สมดุล เพราะการวางแผน Longevity ที่ดี ไม่ใช่การซื้อประกันจำนวนมากแต่ต้องจัดพอร์ตประกันให้สมดุลด้วย”

ตัวอย่างการจัดพอร์ตให้สมดุล

  • ประกันชีวิต - สร้างรายได้ระยะยาว 40%
  • ประกันสุขภาพ - คุมความเสี่ยงค่ารักษา 40%
  • ประกันวินาศภัย - ลดความเสี่ยงเหตุไม่คาดคิด 20%

ทั้งนี้ ต้องปรับตามช่วงวัย เช่น

  • วัยทำงาน : เน้นสะสม + คุ้มครองสูง
  • ก่อนเกษียณ : เพิ่มสุขภาพ + ลดความเสี่ยงลงทุน
  • หลังเกษียณ : เน้นรายได้ประจำ + คุมค่าใช้จ่าย

ดันแผนมรดกรับวัยเกษียณ

นางศิริพร ศิริวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท ซัมซุงประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแนวโน้มผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในปัจจุบันกำลังปรับตัวจากความคุ้มครองอย่างเดียว ไปสู่การเป็นเครื่องมือวางแผนการเงินครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการมีเงินใช้ต่อเนื่องหลังเกษียณ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดังนั้น บริษัทจึงได้นำเสนอแบบประกันเลกาซี่ พรีเมียร์ 99/9 ชำระเบี้ย 9 ปี คุ้มครองชีวิตถึงอายุ 99 ปี สูงสุด 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยจะเริ่มได้รับเงินคืนตั้งแต่อายุครบ 60 ปี ในอัตราเริ่มต้น 12% และเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี ครั้งละ 2% ตั้งแต่อายุ 66 ปี สูงสุด 26%

อีกทั้งยังมีเงินคืนพิเศษ 9% ทุก 10 ปี ในช่วงอายุ 60, 70, 80 และ 90 ปี ส่งผลให้ผลประโยชน์รวมตลอดสัญญาสูงถึง 856% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เพื่อตอบโจทย์การวางแผนทางการเงินระยะยาวในสังคมอายุยืน เน้นคุ้มครองชีวิต การสร้างกระแสเงินสด และการวางแผนมรดกไว้ในกรมธรรม์เดียว โดยสามารถเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพ เช่น H&S Prime หรือ H&S Plus เพื่อเพิ่มความครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว ทำให้กรมธรรม์ฉบับเดียวสามารถรองรับทั้งความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพได้อย่างครบวงจร

“ดังนั้น แบบประกันลักษณะจ่ายสั้น-คุ้มยาว พร้อมเงินคืนระหว่างสัญญา จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของผู้ที่ต้องการบริหารความเสี่ยง ที่ช่วยส่งต่อความมั่งคั่งให้ครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังตอบโจทย์ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการมีรายได้เสริมในวัยเกษียณ เพื่อนำไปบริหารค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามอายุ”

เจาะเทรนด์สุขภาพ 100 ปี

นางสาวอลิสา อารีพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ชับบ์ ไลฟ์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอายุยืนของประเทศไทย ซึ่งประชากรมีอายุยืนขึ้นต่อเนื่อง จาก Pain Point ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องการเพียงความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย สู่ความต้องการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนป่วย ระหว่างรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู รองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ประกันสุขภาพไม่ใช่เพียงเครื่องมือรองรับการรักษา แต่สามารถตอบโจทย์การดูแลชีวิตในระยะยาวแบบองค์รวมได้

ดังนั้น บริษัทจึงได้นำเสนอประกันสุขภาพ 3D Health Excellence แนวคิดดูแลครบทุกมิติชีวิต ตั้งแต่ป้องกัน-รักษา-ฟื้นฟู รองรับไลฟ์สไตล์ยุค Longevity และค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงต่อเนื่อง

สำหรับประกันสุขภาพใหม่ 3 ดี เฮลท์ เอ็กซ์เซลเลนซ์ (3D Health Excellence) ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ทำถึงทุกความคุ้มครอง ครอบคลุมทุกมิติสุขภาพ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกแผนความคุ้มครองได้เองตามไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ระดับ Core, Extra และ Advance รับประกันตั้งแต่อายุ 11 ปีถึง 75 ปี ระยะเวลาความคุ้มครองถึงอายุครบ 100 ปี คุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD), ผู้ป่วยนอก (OPD) โดยขยายวงเงินผู้ป่วยนอกเพื่อการตรวจวินิจฉัย, ตรวจสุขภาพและวัคซีน, การดูแลด้านทันตกรรม

โดยให้ความคุ้มครองค่าห้องสูงสุด 30,000 บาท พร้อมวงเงินสูงสุด 240 ล้านบาท สำหรับ 10 โรคร้ายแรง คุ้มครองการตั้งครรภ์ การคลอดบุตร และภาวะแทรกซ้อน คุ้มครองโรคร้ายแรงและอุบัติเหตุร้ายแรง ด้วยความคุ้มครองศัลยกรรมตกแต่งเสริมสร้างเพื่อแก้ไข เช่น เสริมเต้านม ปลูกผม วิก ตาเทียม เป็นต้น การเก็บรักษาเซลล์ไข่และอสุจิ พยาบาลดูแลที่บ้าน และ ความคุ้มครองด้านสุขภาพจิตจาก PTSD การรักษาด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานใหม่ เป็นต้น

“บริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงิน เพราะในมุมมองของบริษัท พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงประกันเพื่อเคลม แต่ต้องการการดูแลที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ป่วย และหากเจ็บป่วยก็ต้องเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพสูง”

ปั้นประกันภัยรับอายุยืน

นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อคนไทยอายุยืนขึ้นแต่ความเสี่ยงเพิ่มรอบด้าน บริษัทประกันภัยจึงออกแบบความคุ้มครองใหม่ ตั้งแต่รถ บ้าน สุขภาพ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยง ตอบโจทย์ชีวิตยุค Longevity ที่ต้องวางแผนให้ครบตั้งแต่วันนี้ เพราะการมีอายุยืน ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีชีวิตยาวขึ้นอีกต่อไป แต่คือโจทย์ใหญ่ของการใช้ชีวิตให้อยู่รอดอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ความเสี่ยงรอบด้าน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภายใต้แนวคิด Lifestyle Insurance โดยเน้นการออกแบบความคุ้มครองที่สอดรับกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ บริษัทจึงได้นำเสนอ 4 แผนประกันภัยที่จะช่วยตอบโจทย์การมีชีวิตยืนยาว ประกอบด้วย

1.แผนประกันภัยรถยนต์ เน้นความคุ้มค่า-คุ้มครองพอดีในยุคต้องคุมค่าใช้จ่าย โดยบริษัทได้พัฒนาแผน ประกันรถยนต์ 3+ Super Special เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มครองจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้ โดยให้ความคุ้มครองชนกับยานพาหนะทางบก พร้อมเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วม และโจรกรรมทรัพย์สินในรถ คุ้มครองกรณีรถพลิกคว่ำหรือเสียหายสิ้นเชิง ทุนประกันสูงสุด 100,000 บาท เบี้ยเริ่มต้น 6,180 บาท สะท้อนถึงแนวโน้มจากการที่คนไทยมีความต้องการในการใช้รถนานขึ้น แต่ต้องการบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่า

2. ประกันเดินทาง โดยในปี 2568 จากตลาดประกันเดินทางยังขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากการที่บริษัทมีอัตราเติบโตถึง 42% โดยบริษัทได้เพิ่มความคุ้มครองใหม่ที่สอดรับพฤติกรรมยุคใหม่ เช่น คุ้มครองสัตว์เลี้ยง (สุนัข-แมว) ระหว่างเดินทางต่างประเทศ ค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงจากอุบัติเหตุ ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากสัตว์เลี้ยง ค่าใช้จ่ายส่งกลับหรือจัดการศพสัตว์เลี้ยง รวมถึงความคุ้มครองใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว เช่น ค่าที่พักเพิ่มจากภัยธรรมชาติ เงินชดเชยพลาดกิจกรรม (เช่น คอนเสิร์ต ทัวร์) ความเสียหายของอุปกรณ์กีฬา เช่น กอล์ฟ เป็นต้น สะท้อนถึงเทรนด์เที่ยวจริงจัง โดยการวางแผนบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

3.ประกันโรคร้ายแรง เพื่อรับมือค่ารักษาพุ่งในยุคอายุยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของสังคม Longevity คือ อยู่ยืนแต่ป่วยนาน โดยบริษัทได้พัฒนาแผนประกันโรคร้ายแรง ครอบคลุม 11 โรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง, ไตวายเรื้อรัง, พาร์กินสัน, อัลไซเมอร์, เบาหวาน เป็นต้น รับประกันอายุ 1-60 ปี ต่ออายุได้ถึง 70 ปี ให้ความคุ้มครองกรณีเจอจ่ายจบ รับเงิน 100% ของทุนประกัน ทุนเริ่ม 300,000-1,000,000 บาท สามารถเพิ่มทุนประกันได้ปีละ 100,000 บาท สูงสุด 2 ปี รับเงินชดเชยรายวันเมื่อเป็นผู้ป่วยใน 1,000 บาท เพื่อตอบโจทย์ ค่ารักษาแพงขึ้น และโรคเรื้อรังมาเร็วขึ้น

4.ประกันอัคคีภัย 599 บาท ให้ความคุ้มครองไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด รวมภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ คุ้มครองโจรกรรม 10,000 บาท ชดเชยอุบัติเหตุในบ้าน 100,000 บาท เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับประชาชนที่ต้องการเริ่มต้นบริหารความเสี่ยงในงบจำกัด
“ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวเร็ว การวางแผนความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องของคนวัยเกษียณเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มตั้งแต่วัยทำงาน แนวโน้มสำคัญคือ ความคุ้มครองต้อง ยืดหยุ่นตามชีวิต ต้องครอบคลุมทั้งสุขภาพ การเงิน และไลฟ์สไตล์ และต้องเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม”

เปิดสูตรเลือกประกันยุค Longevity

เมื่อการทำประกันชีวิตยุคใหม่ต้องยืดหยุ่นตามชีวิต สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ เช่น สามารถเพิ่ม/ลดความคุ้มครองตามช่วงวัย,เชื่อมต่อแอปสุขภาพ เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม การทำประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงิน สะท้อนว่า ประกันยุคใหม่ ไม่ได้เป็นภาระ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนชีวิตแบบยืดหยุ่น เพราะค่าใช้จ่ายจริง ไม่ได้มีแค่ค่าหมอ แต่ยังมีอีก 3 ความเสี่ยงการเงินของคนอายุยืน อย่างเงินออมหมดก่อนชีวิตจริง ค่ารักษาพุ่งเร็วกว่ารายได้ ไม่มีรายได้ประจำหลังเกษียณ โดยสามารถเลือกแบบประกันชีวิตให้เหมาะสม กับ 3 สูตรเลือกแบบประกัน ดังนี้

  • หากต้องการมี “รายได้ต่อเนื่อง” หลังเกษียณ ควรเลือกประกันชีวิตแบบบำนาญ / มีเงินคืน เพื่อช่วยสร้างกระแสเงินสดรายเดือนหรือรายปี ลดความเสี่ยงเงินหมดก่อนชีวิต เหมาะกับคนที่ไม่มีรายได้ประจำหลังเกษียณ ที่ไม่ใช่แค่การมีเงินก้อน แต่ต้องมีเงินไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ
  • คุมค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งเร็ว ควรทำประกันสุขภาพวงเงินสูง ประกันสุขภาพเหมาจ่าย เพื่อรองรับค่ารักษาโรคซับซ้อนและโรคเรื้อรัง โดยเลือกความคุ้มครองยาวถึงอายุ 80-99 ปี มีเครือข่ายโรงพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อลดภาระการสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะยิ่งอายุยืน ความเสี่ยงใช้เงินก้อนใหญ่ยิ่งสูง ดังนั้น จึงควรมีประกันสุขภาพไว้บริหารความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว
  • ป้องกันรายได้สะดุด จากโรคร้ายแรง โดยควรทำประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness) เพื่อรับเงินก้อนทันทีเมื่อวินิจฉัยโรค เพื่อใช้ชดเชยรายได้ หรือค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่ารักษาเหมาะกับทั้งวัยทำงานและก่อนเกษียณ

ทั้งนี้ เพื่อให้การทำประกันให้คุ้มค่า ไม่จ่ายเบี้ยเกินความจำเป็น มีเทคนิคง่าย คือ

  • เลือกความคุ้มครองให้พอดี โดยไม่จำเป็นต้องซื้อวงเงินสูงสุดเสมอ แต่ต้องพอรองรับค่าใช้จ่ายจริงในอนาคต
  • กระจายความเสี่ยงหลายแบบประกัน โดยไม่ควรพึ่งประกันตัวเดียว ควรมีทั้งชีวิต สุขภาพ และโรคร้ายแรง
  • เริ่มเร็ว เบี้ยถูกกว่า เห็นผลระยะยาว โดยการเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุน้อย ช่วยล็อกต้นทุนและลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธความคุ้มครอง

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉบับที่ 528 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...