โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สนธิญา ร้องรัฐบาลตรวจสอบข่าวกักตุนน้ำมัน หวั่นสร้างความตื่นตระหนก ย้ำไทยมีสต็อกกว่า 100 วัน

สยามนิวส์

เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 04.30 น. • Nick
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายสนธิญา สวัสดี เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ฝั่งสำนักงาน ก.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายสนธิญา สวัสดี เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ฝั่งสำนักงาน ก.พ. เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้สั่งการตรวจสอบกรณีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน และกระแสข่าวน้ำมันขาดแคลน ซึ่งเห็นว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จนอาจทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความแตกตื่น โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

นายสนธิญา กล่าวว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานสื่อมวลชนหลายแห่ง รวมถึงสถานีโทรทัศน์บางช่อง นำเสนอข่าวเกี่ยวกับราคาน้ำมันและสถานการณ์น้ำมันในลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและตื่นตระหนก คล้ายกับสถานการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการนำเสนอข่าวจนเกิดกระแสกักตุนหน้ากากอนามัย ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในสังคม

ทั้งนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตนเคยยื่นร้องเรียนต่อกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ดำเนินคดีกับดาราและนักแสดงบางรายที่เผยแพร่ข้อมูลจนสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ต่อมาตนถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง และตนได้ดำเนินการฟ้องกลับในเวลาต่อมา

นายสนธิญา ระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โลกที่ยังมีความตึงเครียด จึงต้องการให้รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง ตรวจสอบทั้งกรณีการกักตุนน้ำมัน รวมถึงการนำเสนอข่าวของบุคคลหรือสื่อบางราย เช่น นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ที่มีการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกตื่นในหมู่ประชาชน

ส่วนกรณีสต็อกน้ำมันของประเทศที่มีการระบุว่ามีสำรองมากกว่า 100 วัน นายสนธิญา กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นว่าน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ โดยรัฐบาลยืนยันว่ามีสต็อกน้ำมันประมาณ 101–102 วันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ของตนในช่วงเช้าวันเดียวกัน ขณะเดินทางจากพื้นที่ท่าฉลอม จ.สมุทรสาคร พบว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งมีการติดป้ายงดจำหน่ายชั่วคราว ซึ่งคาดว่าอาจเป็นผลจากการเตรียมปรับราคาน้ำมัน หลังจากรัฐบาลประกาศปรับราคาดีเซลขึ้นประมาณ 50 สตางค์ รวมถึงน้ำมันประเภทอื่นที่อาจมีการปรับตามโครงสร้างราคา ทำให้สถานีบริการบางแห่งต้องตรวจสอบปริมาณน้ำมันในสต็อก หรือรอการจัดส่งเพิ่มเติม

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ และคาดว่าหลังจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สถานการณ์น้ำมันในหลายพื้นที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับกรณีที่มีรายงานน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น อาจมีปัจจัยจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือ สปป.ลาว เดินทางเข้ามาเติมน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ คล้ายกับกรณีที่ประชาชนไทยบางส่วนเดินทางไปเติมน้ำมันในประเทศมาเลเซีย

นายสนธิญา ย้ำว่า ตนยังเชื่อมั่นว่าน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีเพียงพอ และหลังจากนี้การจัดหาน้ำมันไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากมีหลายประเทศที่พร้อมส่งน้ำมันดิบเข้ามายังประเทศไทย อีกทั้งมองว่าสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในต่างประเทศมีแนวโน้มผ่อนคลายลง และอาจมีการเจรจายุติสถานการณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นเหมือนในช่วงโควิด-19 ว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ และในช่วง 3–4 เดือนข้างหน้าไม่น่าจะเกิดปัญหาขาดแคลน โดยรัฐบาลน่าจะมีมาตรการดูแลราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นายสนธิญา กล่าว

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ โดยระบุว่า ในอดีตมีข้อเสนอการลงทุนก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย มูลค่าประมาณ 200,000 ล้านบาท ในช่วงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อยากทราบว่าทำไมกระทรวงพลังงานจึงไม่ได้ดำเนินการผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้น

หากประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่จากการลงทุนของต่างประเทศ แม้จะไม่ใช่โรงกลั่นของไทยโดยตรง แต่ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ และลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำมันในอนาคตได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...