โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กลิสต์ 4 พฤติกรรม บ่งบอกลูกเข้าข่ายลูกสมาธิสั้นเทียม

INN News

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 02.45 น. • INN News

ลูกสมาธิหลุด รอคอยไม่เป็น อาจไม่ใช่โรคทางสมองที่ต้องพึ่งพายาหรือเข้ากระบวนการบำบัดออทิสติกเสมอไป แต่อาจเป็นภาวะ "สมาธิสั้นเทียม" จากการติดจอ บทความนี้สรุป 4 เช็กลิสต์ให้พ่อแม่ประเมินอาการลูกได้ทันที พร้อมแจกทริค "รีเซ็ตสมอง" ดึงสมาธิและการควบคุมอารมณ์ให้กลับมาสมวัยได้จริงโดยไม่ต้องใช้ยา

ทำความรู้จัก "สมาธิสั้นเทียม" ภัยเงียบจากหน้าจอ

โรคสมาธิสั้นแท้ (ADHD) เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติแต่กำเนิด แต่ "สมาธิสั้นเทียม" (Pseudo-ADHD) เกิดจากพฤติกรรมและการเลี้ยงดู โดยเฉพาะการปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอนานเกินไป เมื่อเด็กจ้องจอที่มีภาพเคลื่อนไหวรวดเร็ว สมองจะหลั่งโดปามีน (Dopamine) ออกมาต่อเนื่องจนชินกับสิ่งเร้าที่ฉูดฉาด พอต้องกลับมาสู่โลกความจริงที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ เช่น นั่งกินข้าว หรือฟังครูสอน สมองจึงรู้สึกเบื่อหน่าย นำไปสู่อาการไม่นิ่ง วอกแวก และหงุดหงิดง่าย

4 เช็กลิสต์ สังเกตพฤติกรรมลูก เข้าข่าย "สมาธิสั้นเทียม" หรือไม่?

ลองสังเกตพฤติกรรมลูกจาก 4 เช็กลิสต์นี้ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้เกิน 3 ข้อ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสมองของเขากำลังต้องการการรีเซ็ต

1. ทนรอคอยไม่ได้ หงุดหงิดรุนแรงเมื่อถูกขัดใจ

เด็กที่มีภาวะนี้มักจะมีระดับความอดทนที่ต่ำมาก เนื่องจากสมองคุ้นชินกับการได้ทุกอย่างทันทีเพียงแค่ใช้นิ้วปัดหน้าจอ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องรอคอยในชีวิตจริง เช่น ต่อคิวซื้อของ รอแม่ทำกับข้าว หรือแม้แต่จังหวะที่ถูกสั่งให้ปิดทีวี พวกเขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจมีอาการร้องไห้โวยวาย กรีดร้อง หรือทำลายข้าวของ ซึ่งต่างจากการงอแงตามวัยทั่วไปที่สามารถปลอบให้สงบลงได้ในเวลาไม่นาน

2. วอกแวกง่าย จดจ่อกับกิจกรรมตรงหน้าได้สั้นลง

ลองสังเกตเวลาที่ลูกเล่นของเล่นที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การระบายสี หรือการต่อเลโก้ เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นเทียมจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นได้นานจนจบชิ้นงาน พวกเขามักจะเล่นสิ่งนี้ได้เพียง 1-2 นาที แล้วก็ทิ้งไปหาของเล่นชิ้นใหม่ เปลี่ยนความสนใจไปมาอย่างรวดเร็ว ดูลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลา และมักจะใจลอยหรือเหม่อเมื่อมีคนพูดด้วยยาวๆ

3. สื่อสารทางเดียว ไม่ค่อยโต้ตอบหรือสบตา

หน้าจอคือการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way communication) เด็กทำหน้าที่แค่เป็น "ผู้รับสาร" โดยไม่ต้องคิดโต้ตอบ หากเด็กคลุกคลีกับหน้าจอนานเกินไป จะส่งผลให้พัฒนาการด้านภาษาและสังคมล่าช้า สังเกตได้จากเวลาที่เราเรียกชื่อแล้วลูกไม่ค่อยหัน ไม่สบตาเวลาพูดคุย หรือบางครั้งอาจพูดเป็นภาษาต่างดาว พูดตามการ์ตูนใน YouTube แบบท่องจำโดยไม่เข้าใจความหมาย และไม่สามารถอธิบายความต้องการของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้

4. ขาดจินตนาการในการเล่นแบบอิสระ

เด็กในวัยปฐมวัยควรจะสนุกกับการเล่นบทบาทสมมติ (Role-play) เช่น เล่นขายของ เล่นเป็นหมอ หรือการหยิบจับสิ่งของรอบตัวมาจินตนาการเป็นของเล่น แต่เด็กที่ติดจอภาพยนตร์หรือแอนิเมชันที่ป้อนเรื่องราวสำเร็จรูปมาให้แล้ว จะขาดทักษะส่วนนี้ไป พวกเขาจะไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นเล่นด้วยตัวเองอย่างไร มักจะบ่นว่าเบื่อ และเรียกร้องหาแต่หน้าจอเพื่อให้ความบันเทิงกับตัวเอง

วิธีรีเซ็ตสมอง ให้ลูกกลับมาโฟกัสและควบคุมตัวเองได้อีกครั้ง

สมาธิสั้นเทียมไม่ได้เกิดจากโครงสร้างสมองบกพร่องถาวร หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถูกวิธี สมองของเด็กก็สามารถรีเซ็ตกลับมาเป็นปกติได้ นี่คือ 4 แนวทางที่นำไปใช้ได้ทันที

1. หักดิบหน้าจอและจัดระเบียบเวลาใหม่

สำหรับเด็กวัย 0-3 ปี องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ "งดหน้าจออย่างเด็ดขาด" ส่วนเด็กที่โตกว่านั้น ควรจำกัดเวลาไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และต้องเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพโดยมีผู้ปกครองดูอยู่ด้วย ช่วงแรกของการหักดิบ เด็กจะหงุดหงิดและงอแงอย่างหนัก พ่อแม่ต้องใจแข็ง ไม่ใจอ่อนยื่นสมาร์ตโฟนให้เพื่อตัดรำคาญ และควรสร้างตารางกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจนเพื่อให้เด็กคาดเดาได้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร ซึ่งจะช่วยลดความกังวลของเด็กได้

2. เพิ่มกิจกรรมที่ใช้พลังงานกาย

เมื่อเราเอาหน้าจอออกไป เราต้องหากิจกรรมอื่นมาทดแทน แนะนำให้พาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านที่ได้ออกแรงและสัมผัสกับธรรมชาติ เช่น การวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเล่นทราย การเคลื่อนไหวร่างกายเหล่านี้จะช่วยให้สมองหลั่งโดปามีนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ระบบประสาทที่ตึงเครียดผ่อนคลายลง และทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้น

3. ฝึกทักษะสมอง EF (Executive Functions) ผ่านงานบ้าน

ทักษะสมอง EF คือความสามารถในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย เราสามารถฝึกทักษะนี้ให้ลูกได้ง่ายๆ ผ่านการมอบหมายงานบ้านตามวัย เช่น ให้ช่วยเก็บของเล่นเข้ากล่อง นำเสื้อผ้าไปใส่ตะกร้า หรือช่วยจัดโต๊ะอาหาร การทำกิจกรรมที่ต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการวางแผน การจดจ่อใส่ใจ และความรับผิดชอบ

4. ปรับสมดุลคลื่นสมองด้วยเทคโนโลยีทางเลือก (Neurofeedback)

ในบางกรณีที่คุณพ่อคุณแม่พยายามปรับพฤติกรรมและลดหน้าจอแล้ว แต่ลูกยังมีอาการต่อต้านสูง หงุดหงิดรุนแรง และสมาธิยังไม่กลับมา อาจเป็นเพราะคลื่นไฟฟ้าในสมองยังคงค้างอยู่ในสภาวะตื่นตัวมากเกินไป

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางเลือกที่เรียกว่า Neurofeedback ซึ่งเป็นการฝึกสมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้สมองค่อยๆ เรียนรู้ที่จะลดคลื่นความวุ่นวายและเพิ่มคลื่นสมาธิ ถือเป็นตัวช่วยที่ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวด และไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีจากยา

สรุป

"สมาธิสั้นเทียม" รักษาให้หายขาดได้ ขอเพียงพ่อแม่มีความเข้าใจ อดทน และสม่ำเสมอในการปรับพฤติกรรม ลดหน้าจอ เพิ่มเวลาคุณภาพ เพียงเท่านี้สมองของลูกน้อยก็พร้อมกลับมาเปิดรับการเรียนรู้ มีสมาธิ และเติบโตสมวัยได้อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...