โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 04.24 น.

สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.)สำนัก 3 และภาคีเครือข่ายได้จัดเวทีบูรณาการสานพลังสร้างความปลอดภัยทางถนนหัวข้อ “4 สร้าง ทางรอด : สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบ สร้างคน สู่ถนนปลอดภัย” ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมีส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัคร เข้าร่วมเกือบ 500 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. อธิบายถึงแนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยชุมชนท้องถิ่น ว่า การขับเคลื่อนจำเป็นต้องบูรณาการพลังจากสามส่วนสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงและบูรณาการงบประมาณ แผนงาน และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และจัดการปัญหาความปลอดภัยทางถนนได้อย่างแม่นยำ

ดร.นิสา นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย” โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่วัยปฐมวัย ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการวางรากฐานทางความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็ก มิใช่อาศัยเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายหรือการรณรงค์ในระยะสั้น

ทั้งนี้ ประสิทธิผลของแนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านความยืดหยุ่นของระบบที่ชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น ดังตัวอย่างในพื้นที่อำเภอวังทอง ซึ่งสามารถนำโครงสร้างกลไกเดิมไปปรับใช้ในการรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งและมีกลไกการทำงานที่มั่นคง ระบบที่สร้างขึ้นย่อมสามารถต่อยอดและรองรับการจัดการปัญหาสุขภาวะอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น

นายวราวุฒิ สายเปลี่ยน นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ (ศปถ.อำเภอ) วังทองเริ่มต้นจากการใช้ฐานข้อมูลวิเคราะห์ “ต้นไม้ปัญหา” และใช้แผนที่เดินดินลงพื้นที่สำรวจพิกัดเสี่ยงจริง โดยมี ศปถ.อำเภอและตำบลเป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกู้ชีพ (EMS) ผ่านการซ้อมแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และใช้กลยุทธ์เชิงรุก “หาหมวกนิรภัยให้ครบก่อนกวดขัน” เพื่อสร้างความพร้อมให้ประชาชนก่อนบังคับใช้กฎ

เครื่องมือที่โดดเด่นคือการสร้าง “นิติธรรมชุมชน” ผ่านกติกาตำบลและธรรมนูญชุมชน เสริมด้วยระบบฐานข้อมูล RECAP/TCNAP แบบ Real-time และการระดมทุนทางสังคมผ่าน “ด่านครอบครัว” ที่ใช้ความสัมพันธ์เครือญาติเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก ขณะที่นวัตกรรมต้นทุนต่ำอย่าง “ธงแดง” แจ้งเตือนจุดเสี่ยง และมาตรการ “ตาส่อง ยาสอด” ที่ชวนชุมชนช่วยกันดูแลลูกหลานให้สวมหมวกนิรภัย ก็กลายเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ทรงพลังไม่แพ้มาตรการใด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าแนวทางนี้ได้ผล เพราะปัจจุบันวังทองมีอาสาสมัคร EMS รวม 959 คน จัดการจุดเสี่ยงบนเส้นทางหลักได้ครบ 100% ตัวเลขผู้บาดเจ็บลดลง 44 คน และในปี 2568 แม้จะเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ถึง 10 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ความสำเร็จนี้มาจากผู้บริหารทำตัวเป็น “ต้นแบบ” ในการปฏิบัติตามกฎจราจรและการใช้ทุนทางสังคม “บ้าน วัด โรงเรียน” เป็นกลไกเฝ้าระวังที่หยั่งรากลึกในชุมชน

อบต.หนองหนามเปลี่ยนจากรอคำสั่งสู่การใช้ทุนทางสังคม ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน คือพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดการความปลอดภัยทางถนนไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ “คน” โดย นายณัฐวุฒิ อุประโจง นายกอบต.หนองหนาม ยึดหลักว่าการบริหารงานท้องถิ่นทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากการบริหารคน และหัวใจของแนวคิดนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมจัดการ

“เราจะต้องดึงเขาให้มาเป็นผู้จัดการร่วมกับเรา ขณะเดียวกัน ผู้นำท้องถิ่นเองก็ต้องกล้าเปลี่ยน ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องกล้าอัดฉีดงบประมาณเข้ามาแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอย่างเต็มตัวและที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการหางบนั้นไม่ยาก แต่หาคนร่วมทำงานด้วยความยั่งยืนนั้นยากกว่า” นายกอบต. หนองหนามกล่าว

บนรากฐานแนวคิดนี้ อบต.หนองหนาม จึงออกแบบการทำงานผ่านยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมี ศปถ. อปท. เป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก โดยใช้กลยุท์ ที่เน้นการพัฒนาระบบกู้ชีพ 24 ชั่วโมง และพัฒนาด่านชุมชนเพื่อเฝ้าระวัง ตลอดจนรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% ควบคุ่ไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

จากการดำเนินงานทำให้เกิดนวัตกรรม “กองทุนขยะฮอมบุญ” ที่แปลงขยะเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ระบบดูแลคุณภาพชีวิตไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ อบต. เพียงแหล่งเดียว รวมถึง “ม่วงน้อยโมเดล” ที่ใช้บอร์ดเกมสร้างยุวทูตความปลอดภัยในโรงเรียน และเครือข่ายอาสาสายตรวจชุมชน “ป้อง ปก ปิ๊ก” ที่เฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแม้แต่รายเดียว จำนวนอุบัติเหตุลดลงจาก 200-300 ครั้ง เหลือเพียงราว 152 ครั้ง สถิติผู้เสียชีวิตลดลงถึง 75% จากปี 2566 และเกิดอาสาสมัครที่เชี่ยวชาญ CPR ถึง 607 คน

“ทต.น้ำซึม” ใช้ยุทธศาสตร์ S-I-I สร้างนวัตกรรมสังคม ที่เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ท้องถิ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับนโยบายมาปฏิบัติ แต่ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้จัดการความปลอดภัยเชิงพื้นที่” ที่ทำงานแบบไร้รอยต่อข้ามพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยมีแกนขับเคลื่อนหลักคือยุทธศาสตร์ S-I-I หรือแนวทางการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ที่มุ่งเน้นการพึ่งตนเองและสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยผสานระบบการจัดการข้อมูล การสร้างนวัตกรรม และการบูรณาการความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานหลักการ “บวร 2 อ” ที่หลอมรวมบ้าน (บ) วัด (ว) หน่วยงานราชการ (ร) ภาคเอกชน (อ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อ) เข้าเป็นหนึ่งเดียว

ในมิติของการจัดการข้อมูลเชิงระบบนั้น ทต.น้ำซึม ชี้ชวนให้ทุกภาคส่วนมาวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกัน เพราะแม้แต่ละหน่วยงานจะเรียกภารกิจเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมีเป้าหมายร่วมคือการลดการสูญเสียบนท้องถนน จากนั้นวิเคราะห์จุดเสี่ยงให้แหลมคม จัดลำดับความสำคัญ และกระจายความรับผิดชอบตามบริบทของแต่ละองค์กร ปัญหาใดที่เกินกว่าศักยภาพของระดับตำบลที่จะจัดการได้ ก็จะยกระดับขึ้นสู่เวทีระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นำไปสู่การลดความสูญเสียบนท้องถนนอย่างยั่งยืน

ในมิติของนวัตกรรมสังคม ทต.น้ำซึมยึดหลักว่า “สิ่งใดที่ทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากเดิม” จึงสร้างเครื่องมือที่หลากหลายและเหมาะกับบริบทพื้นที่ ทั้งกติกา “4 ห้าม 3 ต้อง” ที่ชุมชนร่วมกันกำหนด ธรรมนูญชุมชนปลอดเหล้าและเขตสวมหมวก มี “กองทุนหมวกกันน็อคในเด็กปฐมวัย” ที่ใช้แรงกดดันทางสังคมให้ผู้ใหญ่ปรับพฤติกรรม นอกจากนี้ โครงการ 3 ส. (สร้างพลัง สร้างโอกาส สร้างอาชีพ) ยังทำหน้าที่คืนศักดิ์ศรีและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ผู้พิการจากอุบัติเหตุ

ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนสะท้อนได้ชัดเจนจาก สถิติการเสียชีวิตลดลงถึง 66.67% จากปี 2566 อัตราการสวมหมวกนิรภัยใน ศพด. 100% งบประมาณที่จัดสรรลงแผนงานความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ อบต.หนองไผ่แบนในเครือข่าย บรรลุ Zero Death 2 ปีซ้อน ในภาพรวมของอำเภอเมืองอุทัยธานี อัตราตายจากอุบัติเหตุจราจร ลดลงจาก 36.3 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2565 เป็น 16.4 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2568

ด้าน นางสาวชมชน ฉัตรไชยภาพ กรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคเหนือ และรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยระบุว่า อปท. เปรียบเสมือน “หัวเรือใหญ่” ของการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ และเป็นหน่วยงานหลักที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและพึ่งพาเป็นลำดับแรก ดังนั้น การบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...