สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น
สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.)สำนัก 3 และภาคีเครือข่ายได้จัดเวทีบูรณาการสานพลังสร้างความปลอดภัยทางถนนหัวข้อ “4 สร้าง ทางรอด : สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบ สร้างคน สู่ถนนปลอดภัย” ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมีส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัคร เข้าร่วมเกือบ 500 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. อธิบายถึงแนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยชุมชนท้องถิ่น ว่า การขับเคลื่อนจำเป็นต้องบูรณาการพลังจากสามส่วนสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงและบูรณาการงบประมาณ แผนงาน และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และจัดการปัญหาความปลอดภัยทางถนนได้อย่างแม่นยำ
ดร.นิสา นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย” โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่วัยปฐมวัย ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการวางรากฐานทางความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็ก มิใช่อาศัยเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายหรือการรณรงค์ในระยะสั้น
ทั้งนี้ ประสิทธิผลของแนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านความยืดหยุ่นของระบบที่ชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น ดังตัวอย่างในพื้นที่อำเภอวังทอง ซึ่งสามารถนำโครงสร้างกลไกเดิมไปปรับใช้ในการรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งและมีกลไกการทำงานที่มั่นคง ระบบที่สร้างขึ้นย่อมสามารถต่อยอดและรองรับการจัดการปัญหาสุขภาวะอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น
นายวราวุฒิ สายเปลี่ยน นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ (ศปถ.อำเภอ) วังทองเริ่มต้นจากการใช้ฐานข้อมูลวิเคราะห์ “ต้นไม้ปัญหา” และใช้แผนที่เดินดินลงพื้นที่สำรวจพิกัดเสี่ยงจริง โดยมี ศปถ.อำเภอและตำบลเป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกู้ชีพ (EMS) ผ่านการซ้อมแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และใช้กลยุทธ์เชิงรุก “หาหมวกนิรภัยให้ครบก่อนกวดขัน” เพื่อสร้างความพร้อมให้ประชาชนก่อนบังคับใช้กฎ
เครื่องมือที่โดดเด่นคือการสร้าง “นิติธรรมชุมชน” ผ่านกติกาตำบลและธรรมนูญชุมชน เสริมด้วยระบบฐานข้อมูล RECAP/TCNAP แบบ Real-time และการระดมทุนทางสังคมผ่าน “ด่านครอบครัว” ที่ใช้ความสัมพันธ์เครือญาติเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก ขณะที่นวัตกรรมต้นทุนต่ำอย่าง “ธงแดง” แจ้งเตือนจุดเสี่ยง และมาตรการ “ตาส่อง ยาสอด” ที่ชวนชุมชนช่วยกันดูแลลูกหลานให้สวมหมวกนิรภัย ก็กลายเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ทรงพลังไม่แพ้มาตรการใด
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าแนวทางนี้ได้ผล เพราะปัจจุบันวังทองมีอาสาสมัคร EMS รวม 959 คน จัดการจุดเสี่ยงบนเส้นทางหลักได้ครบ 100% ตัวเลขผู้บาดเจ็บลดลง 44 คน และในปี 2568 แม้จะเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ถึง 10 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ความสำเร็จนี้มาจากผู้บริหารทำตัวเป็น “ต้นแบบ” ในการปฏิบัติตามกฎจราจรและการใช้ทุนทางสังคม “บ้าน วัด โรงเรียน” เป็นกลไกเฝ้าระวังที่หยั่งรากลึกในชุมชน
อบต.หนองหนามเปลี่ยนจากรอคำสั่งสู่การใช้ทุนทางสังคม ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน คือพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดการความปลอดภัยทางถนนไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ “คน” โดย นายณัฐวุฒิ อุประโจง นายกอบต.หนองหนาม ยึดหลักว่าการบริหารงานท้องถิ่นทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากการบริหารคน และหัวใจของแนวคิดนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมจัดการ
“เราจะต้องดึงเขาให้มาเป็นผู้จัดการร่วมกับเรา ขณะเดียวกัน ผู้นำท้องถิ่นเองก็ต้องกล้าเปลี่ยน ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องกล้าอัดฉีดงบประมาณเข้ามาแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอย่างเต็มตัวและที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการหางบนั้นไม่ยาก แต่หาคนร่วมทำงานด้วยความยั่งยืนนั้นยากกว่า” นายกอบต. หนองหนามกล่าว
บนรากฐานแนวคิดนี้ อบต.หนองหนาม จึงออกแบบการทำงานผ่านยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมี ศปถ. อปท. เป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก โดยใช้กลยุท์ ที่เน้นการพัฒนาระบบกู้ชีพ 24 ชั่วโมง และพัฒนาด่านชุมชนเพื่อเฝ้าระวัง ตลอดจนรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% ควบคุ่ไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
จากการดำเนินงานทำให้เกิดนวัตกรรม “กองทุนขยะฮอมบุญ” ที่แปลงขยะเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ระบบดูแลคุณภาพชีวิตไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ อบต. เพียงแหล่งเดียว รวมถึง “ม่วงน้อยโมเดล” ที่ใช้บอร์ดเกมสร้างยุวทูตความปลอดภัยในโรงเรียน และเครือข่ายอาสาสายตรวจชุมชน “ป้อง ปก ปิ๊ก” ที่เฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแม้แต่รายเดียว จำนวนอุบัติเหตุลดลงจาก 200-300 ครั้ง เหลือเพียงราว 152 ครั้ง สถิติผู้เสียชีวิตลดลงถึง 75% จากปี 2566 และเกิดอาสาสมัครที่เชี่ยวชาญ CPR ถึง 607 คน
“ทต.น้ำซึม” ใช้ยุทธศาสตร์ S-I-I สร้างนวัตกรรมสังคม ที่เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ท้องถิ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับนโยบายมาปฏิบัติ แต่ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้จัดการความปลอดภัยเชิงพื้นที่” ที่ทำงานแบบไร้รอยต่อข้ามพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยมีแกนขับเคลื่อนหลักคือยุทธศาสตร์ S-I-I หรือแนวทางการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ที่มุ่งเน้นการพึ่งตนเองและสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยผสานระบบการจัดการข้อมูล การสร้างนวัตกรรม และการบูรณาการความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานหลักการ “บวร 2 อ” ที่หลอมรวมบ้าน (บ) วัด (ว) หน่วยงานราชการ (ร) ภาคเอกชน (อ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อ) เข้าเป็นหนึ่งเดียว
ในมิติของการจัดการข้อมูลเชิงระบบนั้น ทต.น้ำซึม ชี้ชวนให้ทุกภาคส่วนมาวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกัน เพราะแม้แต่ละหน่วยงานจะเรียกภารกิจเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมีเป้าหมายร่วมคือการลดการสูญเสียบนท้องถนน จากนั้นวิเคราะห์จุดเสี่ยงให้แหลมคม จัดลำดับความสำคัญ และกระจายความรับผิดชอบตามบริบทของแต่ละองค์กร ปัญหาใดที่เกินกว่าศักยภาพของระดับตำบลที่จะจัดการได้ ก็จะยกระดับขึ้นสู่เวทีระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นำไปสู่การลดความสูญเสียบนท้องถนนอย่างยั่งยืน
ในมิติของนวัตกรรมสังคม ทต.น้ำซึมยึดหลักว่า “สิ่งใดที่ทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากเดิม” จึงสร้างเครื่องมือที่หลากหลายและเหมาะกับบริบทพื้นที่ ทั้งกติกา “4 ห้าม 3 ต้อง” ที่ชุมชนร่วมกันกำหนด ธรรมนูญชุมชนปลอดเหล้าและเขตสวมหมวก มี “กองทุนหมวกกันน็อคในเด็กปฐมวัย” ที่ใช้แรงกดดันทางสังคมให้ผู้ใหญ่ปรับพฤติกรรม นอกจากนี้ โครงการ 3 ส. (สร้างพลัง สร้างโอกาส สร้างอาชีพ) ยังทำหน้าที่คืนศักดิ์ศรีและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ผู้พิการจากอุบัติเหตุ
ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนสะท้อนได้ชัดเจนจาก สถิติการเสียชีวิตลดลงถึง 66.67% จากปี 2566 อัตราการสวมหมวกนิรภัยใน ศพด. 100% งบประมาณที่จัดสรรลงแผนงานความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ อบต.หนองไผ่แบนในเครือข่าย บรรลุ Zero Death 2 ปีซ้อน ในภาพรวมของอำเภอเมืองอุทัยธานี อัตราตายจากอุบัติเหตุจราจร ลดลงจาก 36.3 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2565 เป็น 16.4 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2568
ด้าน นางสาวชมชน ฉัตรไชยภาพ กรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคเหนือ และรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยระบุว่า อปท. เปรียบเสมือน “หัวเรือใหญ่” ของการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ และเป็นหน่วยงานหลักที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและพึ่งพาเป็นลำดับแรก ดังนั้น การบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สสส.ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th