กรมพัฒนาฯลุยสแกนนอมินี ‘เกาะพะงัน-สมุย’
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุยสแกนทุนออกนอกสมุย-พะงัน พบ 11,426 บริษัท เสี่ยงบริษัท เสี่ยงนอมินียึดธุรกิจท่องเที่ยว เผยเกาะพะงัน อิสราเอล มากสุด เกาะสมุย ฝรั่งเศสมากสุด ยันเดินหน้าปราบต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่เพิ่งเซ็น MOU กันไป ให้ช่วยใช้กฎหมายที่มีอยู่ร่วมจัดการ เล็งตรวจสอบจังหวัดอื่น ๆ ต่อเนื่อง
8พ.ค.2569- นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เกาะพะงัน-เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังเกิดกระแสปากต่อปากต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินีเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้งมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้งคนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมพร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย ก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ
สำหรับข้อมูลที่กรมได้สแกนนิติบุคคลที่ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนถึง 11,649 ราย คิดเป็นสัดส่วน 53.6% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย สัดส่วน 20% 2.อังกฤษ 1,446 ราย สัดส่วน 12% 3.รัสเซีย 1,205 ราย สัดส่วน 10% 4.อิสราเอล 1,147 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 608 ราย สัดส่วน 5% 6.จีน 569 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 444 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 335 ราย สัดส่วน 3% 9.อิตาเลียน 258 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียน 222 ราย สัดส่วน 2%
หากแยกเฉพาะเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย สัดส่วน 67.48% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย สัดส่วน 22% 2.ฝรั่งเศส 426 ราย สัดส่วน 13% 3.อังกฤษ 359 ราย สัดส่วน 11% 4.รัสเซีย 306 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 194 ราย สัดส่วน 6% 6.อเมริกัน 144 ราย สัดส่วน 4% 7.อิตาเลียน 89 ราย สัดส่วน 3% 8.ยูเครน 69 ราย สัดส่วน 2% 9.ออสเตรเลียน 58 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียม 56 ราย สัดส่วน 2%
เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย สัดส่วน 68.16% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย สัดส่วน 24% 2.อังกฤษ 1,077 ราย สัดส่วน 13% 3.รัสเซีย 885 ราย สัดส่วน 11% 4.จีน 478 ราย สัดส่วน 6% 5.อิสราเอล 419 ราย สัดส่วน 5% 6.เยอรมัน 406 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 291 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 273 ราย สัดส่วน 3% 9.สวิส 173 ราย สัดส่วน 2% และ 10.อิตาเลียน 169 ราย สัดส่วน 2%
“จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย โดยจากการเจาะลึก พบว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรมขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุย โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเปลี่ยนจากการอำพรางให้กลายเป็นความโปร่งใส”นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมและหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี
2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี
ส่วนที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท โดยกรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดแล้ว
นอกจากนี้ กรมยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
โดยผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
อย่างไรก็ตาม กรมกำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1.ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2.ต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% ซึ่งกรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุก ๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจต่อไป.