นายกฯ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48
วันที่ 8 พ.ค. 69 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Hall 2-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมมักตัน (Mactan Expo) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม
หลังจากนั้นเวลา 10.15 น. ณ Hall 1 ศูนย์การประชุมมักตัน นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary) โดยมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) ในฐานะแขกของประธานอาเซียนฯ เข้าร่วม ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของถ้อยแถลง ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อฟิลิปปินส์ในโอกาสการเป็นประธานอาเซียน และแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี เล มิญ ฮึง ของเวียดนาม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมขอบคุณผู้นำประเทศสมาชิกสำหรับการแสดงความยินดีในโอกาสการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยอีกครั้ง โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย และจัดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนเคยเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งสามารถก้าวผ่านและเติบโตอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อาเซียนจะสามารถรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องคงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า โดยหัวข้อการประชุม “Navigating Our Future, Together” มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเข้มแข็งของอาเซียนกำลังถูกทดสอบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีจึงเสนอแนวทางให้อาเซียนเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้
- ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความไม่ต่อเนื่องของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญ ได้สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า อาเซียนควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ อาทิ การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) การใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านความมั่นคงปิโตรเลียมอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement) ตลอดจนการเพิ่มการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ
- ด้านความมั่นคงทางอาหาร เป็นประเด็นที่ผู้นำอาเซียนทุกประเทศกล่าวถึงในถ้อยแถลง โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า อาเซียนจึงควรต่อยอดรูปแบบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ความตกลงการค้าข้าวระหว่างไทย–สิงคโปร์ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทานในช่วงวิกฤต และพิจารณาขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมร่วมกันของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก พร้อมมีบทบาทสนับสนุนและเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างเต็มที่
- การคุ้มครองคนชาติอาเซียน นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของอาเซียนคือการดูแลและคุ้มครองประชาชน โดยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการเพื่อประสานการอพยพคนไทยหลายพันคนกลับประเทศ แม้เป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือในอาเซียน
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์ อาเซียนจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการสร้างประชาคมให้สอดคล้องกับบริบทโลก
ทั้งนี้ แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศสมาชิกในการรับมือกับความท้าทายอย่างเป็นระบบ โดยประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้อาเซียนยังคงมีบทบาทสำคัญและมีความเข้มแข็งท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ ที่ประชุมได้ตกลงเอกสารพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงได้ (CEBU Protocol To Amend the Charter of the Association of Southeast Asian Nations) เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียนให้ตอบรับกับการเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต พร้อมร่วมกันรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ ได้แก่
- ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล (ASEAN Leaders' Declaration on Maritime Cooperation)
- แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการดำเนินการสำคัญ เพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภูมิภาค (ASEAN Leaders' Statement on Priority Actions for Regional Resilience in Response to the Implications of the Situation in the Middle East on the Region)
- แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติ: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์อาเซียนสำหรับการจัดการภาวะฉุกเฉิน และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน (ASEAN Leaders' Statement on the ASEAN Convergence on Disaster Response: The ASEAN Strategic Protocol for Emergency and Comprehensive Transformation (ASPECT) Framework
- ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างความเข้มแข็งด้านการรับมือภัยพิบัติ (The ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action and Disaster Resilience).