ข่าวกรองเผย “ซาอุดีอาระเบีย” เร่งสหรัฐเพิ่มการโจมตีอิหร่าน ชั่งใจเข้าร่วมสงครามโดยตรง
แหล่งข่าวกรองเผย ซาอุดีอาระเบียเรียกร้องสหรัฐเพิ่มความรุนแรงโจมตีอิหร่าน มองสงครามครั้งนี้เป็นโอกาสเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง พร้อมพิจารณาเข้าร่วมสงครามโดยตรง
วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 15.20 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียได้เรียกร้องให้สหรัฐเพิ่มความรุนแรงของการโจมตีอิหร่าน ขณะที่กำลังพิจารณาว่าจะเข้าร่วมสงครามโดยตรงหรือไม่ โดยแหล่งข่าวด้านข่าวกรองของซาอุดีอาระเบียยืนยันข้อมูลดังกล่าว
แหล่งข่าวระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ได้เรียกร้องต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ยุติสงครามกับอิหร่านเร็วเกินไป และมองว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ ในการปรับโครงสร้างตะวันออกกลางใหม่
แหล่งข่าวยังระบุว่า ซาอุดีอาระเบียไม่ได้เพียงต้องการให้การโจมตีดำเนินต่อไป แต่ต้องการให้เพิ่มความรุนแรงขึ้นด้วย โดยทรัมป์ดูเหมือนจะยืนยันบทบาทของมกุฎราชกุมาร โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ใช่ เขาเป็นนักสู้ เขากำลังสู้เคียงข้างเรา”
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารโดยตรงในสงครามที่ดำเนินมานานเกือบ 4 สัปดาห์ แต่มีนักวิเคราะห์การเมืองซาอุดีอาระเบียระบุว่า หากความพยายามเจรจาสันติภาพที่นำโดยปากีสถานล้มเหลว ซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มจะเข้าร่วมสงคราม
นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โมฮัมเหม็ด อัลฮาเหม็ด กล่าวว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการตัดสินใจของอิหร่าน หากอิหร่านเจรจาอย่างจริงจัง ก็ยังมีโอกาสควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง แต่หากอิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขและยังโจมตีต่อ เกณฑ์ที่จะทำให้ซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมสงครามจะถูกข้ามไป
เขายังกล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ตอบโต้แบบหุนหันพลันแล่น แต่กำลังคำนวณและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ความขัดแย้งจะยกระดับอย่างมีแบบแผนและเด็ดขาด โดยซาอุดีอาระเบียพยายามหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่สงคราม แต่ก็ยังคงเปิดทุกทางเลือกไว้
ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียถูกโดรนอิหร่านโจมตี เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยโดรนได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองยันบู บริเวณชายฝั่งทะเลแดงเมื่อสัปดาห์ก่อน
อย่างไรก็ตามซาอุดีอาระเบียยังสามารถส่งออกน้ำมันผ่านท่อส่งไปยังทะเลแดงได้ ทำให้ไม่เปราะบางต่อการที่อิหร่านปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน การโจมตีที่ยันบูจึงถือเป็นสัญญาณเตือนจากอิหร่านว่า อิหร่านสามารถโจมตีเส้นทางส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียได้เช่นกัน
ความเสี่ยงดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มขึ้น หากพันธมิตรของอิหร่านในเยเมน คือกลุ่มฮูตี เข้าร่วมสงครามด้วยขีปนาวุธของตน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมของซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า ซาอุดีอาระเบียยังคงวางตัวเป็นกลางอย่างระมัดระวังในสงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐ แต่หากกลุ่มฮูตีโจมตีทรัพย์สินของซาอุดีอาระเบีย ริยาดอาจเข้าร่วมสนับสนุนกองกำลังพันธมิตรในเชิงป้องกัน หรืออาจตอบโต้ทางทหารในวงจำกัด
ทั้งนี้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์มายาวนาน โดยซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำโลกมุสลิมสุหนี่ ขณะที่อิหร่านเป็นผู้นำโลกมุสลิมชีอะห์ เอกสารทางการทูตสหรัฐที่รั่วไหลระบุว่า ในปี 2008 กษัตริย์อับดุลลาห์ของซาอุดีอาระเบียเคยเรียกร้องให้สหรัฐ “ตัดหัวงู” ซึ่งหมายถึงรัฐบาลอิหร่าน
อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับอิหร่านผ่านการเจรจา โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่สงครามกลับเริ่มต้นขึ้นระหว่างที่การเจรจายังดำเนินอยู่
นักวิเคราะห์ซาอุดีอาระเบียที่ลี้ภัยในต่างประเทศ กล่าวว่า นโยบายเดิมของซาอุดีอาระเบียคือไม่ต้องการให้เกิดสงคราม แต่หากสงครามเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องทำให้จบ
ความสัมพันธ์ระหว่างมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียกับทรัมป์นั้นใกล้ชิดมาก แต่สถานการณ์สงครามครั้งนี้อาจทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องทบทวนการพึ่งพาสหรัฐด้านความมั่นคง
นักวิเคราะห์จาก European Council on Foreign Relations กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียลงทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจจำนวนมากกับทรัมป์ แต่ท้ายที่สุดมุมมองของซาอุดีอาระเบียและประเทศอ่าวอาหรับกลับถูกกลบด้วยนโยบายของอิสราเอล
หลังจากสหรัฐไม่ตอบโต้การโจมตีโรงงานน้ำมันซาอุดีอาระเบียในปี 2562 ซาอุดีอาระเบียจึงหันไปฟื้นความสัมพันธ์กับอิหร่าน566 โดยจีนเป็นคนกลาง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียพยายามปรับตัวเข้าหาอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี แต่เมื่อสงครามเริ่มขึ้นและอิหร่านตอบโต้ ซาอุดีอาระเบียจึงต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากว่าจะเข้าร่วมสงครามมากขึ้นหรือไม่
ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งการส่งออกน้ำมันถูกปิดกั้นอย่างหนัก ได้เรียกร้องให้มีการเอาชนะอิหร่านทางทหารอย่างเด็ดขาด โดยเอกอัครราชทูต UAE ประจำวอชิงตันเขียนใน Wall Street Journal ว่า “การหยุดยิงอย่างเดียวไม่พอ เราต้องการผลลัพธ์ที่เด็ดขาดที่จัดการภัยคุกคามของอิหร่านทั้งหมด”
ซาอุดีอาระเบียซึ่งยังสามารถส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงได้ จึงยังมีสิ่งที่ต้องสูญเสีย และยังไม่ได้เรียกร้องให้เพิ่มการทิ้งระเบิดอย่างเปิดเผย เพราะหากเข้าร่วมสงครามโดยตรง อิหร่านอาจโจมตีท่อส่งน้ำมันทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจทำร่วมกับกลุ่มฮูตี
นักวิเคราะห์กล่าวว่า เมื่อสงครามสิ้นสุด ซาอุดีอาระเบียจะต้องคิดใหม่เรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคง ไม่ใช่การห่างจากสหรัฐ แต่ต้องมีทางเลือกมากขึ้น
อ้างอิง : theguardian.com