‘เอกนิติ’ ชง “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้า ครม.นัดแรก-แจก “คนละครึ่ง” พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงข่าวมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” บรรเทาผลกระทบวิกฤติพลังงาน ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง
‘เอกนิติ’ ชงค้ำเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ 1.5 แสนล้าน-ดันโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้า ครม.นัดแรกก่อนสงกรานต์ คาดแจกคนละครึ่งภายใน พ.ค.นี้ – ปลัดคลังยันไม่กระทบหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังมี “Room” เหลือ 300,000 ล้านบาท
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายหลังการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ก็ได้มีการประเมินผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมายังสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ และได้กำชับผู้บริหารของกระทรวงการคลังที่ไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ และบริษัทน้ำมัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตที่ไปประจำอยู่ตามโรงกลั่นขอให้ช่วยกันตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเอาเปรียบประชาชน และได้มอบหมายอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมสรรพสามิตช่วยกันป้องกันและปราบปรามการลักลอบส่งออกน้ำมัน ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันของประเทศไทยตอนนี้มีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในลักษณะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เนื่องจากวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับราคาสูงขึ้นไป 300-400% จากราคา 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งรัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุน ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นช้ากว่าประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามวิกฤติพลังงานครั้งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงสั้นเหมือนกับที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้น ตนจึงมอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจัดเตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อเสนอที่ประชุม ครม.นัดแรกพิจารณาอนุมัติก่อนสงกรานต์
“มาตรการที่เตรียมไว้ก็จะมีหลายเรื่อง อาทิ การใช้กลไกกองทุนน้ำมันประสานกับการปรับลดภาษีสรรพสามิต ดูแลราคาน้ำมัน แต่จะลดมากขนาดไหนก็ต้องดูฐานะการคลังของประเทศด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติตามมา ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก็จะดูแลผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 13.4 ล้านคน รวมทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส วันนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังประสานไปยังสำนักงบประมาณจัดสรรงบกลางส่วนที่เหลือ เพื่อมาดูแลคนกลุ่มนี้ โดยจะเสนอที่ประชุม ครม.ชุดใหม่พิจารณาก่อนสงกรานต์ คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เราจะเอาร้านค้าของโครงการคนละครึ่ง พลัส และร้านค้าของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มารวมกัน จากเดิมใช้ได้เฉพาะร้านธงฟ้า ซึ่งจากนี้ไปผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็สามารถไปซื้อสินค้าผ่านร้านค้าของโครงการคนละครึ่ง พลัสได้ จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยกระทรวงการคลังจะเตรียม Ai มาใช้วิเคราะห์ยอดขายของร้านค้า และยังจะช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้อีกด้วย คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินกันได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้
“สำหรับการประเมินผลกระทบบต่อเศรษฐกิจ วันนี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่าวิกฤตโลกครั้งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไหร่ แต่ฉากทัศน์แรกที่คาดว่าสงครามจะจบเร็วภายใน 1 เดือน คงไม่ใช่แล้ว พอมาดูฉากทัศน์ที่ 2 ที่คาดว่าสงครามจะจบลงภายใน 3-4 เดือน ฉากทัศน์นี้น่าจะมีโอกาสที่เป็นไปได้สูง จึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไหร่ แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อม หากสงครามยืดเยื้อออกไปมากกว่านี้ ก็สามารถออกมาตรการมาเสริมเพิ่มเติมได้” ดร.เอกนิติ กล่าว
ถามว่าการปรับลดภาษีน้ำมันจะกระทบกับฐานะการคลังหรือไม่ และลดภาษีน้ำมันกี่เดือน ดร.เอกนิติ ตอบว่า การปรับลดภาษีน้ำมันก็ต้องดูฐานะการคลังควบคู่กันไป เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน ถึงแม้จะทุ่มเงินงบประมาณเข้าไปอุ้มราคาน้ำมัน ก็ไม่สามารถช่วยคนที่เดือดร้อนได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนมีรถยนต์ใช้ การแก้ปัญหาคงต้องเน้นช่วยคนเป็นหลัก ไม่ใช่ไปอุ้มราคาน้ำมัน และที่ถามว่าจะลดภาษีน้ำมันลงเท่าไหร่ อุ้มได้กี่เดือน ตอนนี้ขอดูฐานะการคลังก่อน ผลการจัดเก็บรายได้ที่ผ่านมายังเป็นไปตามเป้าหมาย ฐานะการคลังยังพอรับได้ แต่รายละเอียดต้องขอพิจารณาให้รอบครอบก่อน
“วันนี้เรามีกลไกหลักที่ใช้ดูแลราคาน้ำมัน คือ กองทุนน้ำมันฯ กับภาษีสรรพสามิต ทั้ง 2 กลไกนี้ให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน คือ ไปอุ้มที่ราคา ช่วยคนใช้รถ วันนี้ทั้งโลกยอมรับพลังงานราคาถูกอาจจะหายาก เพราะมีการทำลายแหล่งทรัพยากร ดังนั้นสิ่งที่เราคือ คือ พยายามจะช่วยคนให้ได้มากที่สุด เน้นช่วยคนเป็นหลัก” ดร. เอกนิติ กล่าว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตอนนี้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำเรื่องมาถึงกระทรวงการคลัง โดยขอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท ซึ่งในวันนี้กองทุนน้ำมันมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท ยังพอมี Room เหลือพอที่จะเข้าไปบริหารจัดการน้ำมันได้ ส่วนขั้นตอนในการค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯนั้น หลังจากที่กระทรวงพลังงานทำเรื่องเสนอมาที่กระทรวงการคลัง ก็จะมีการนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุเข้าไปอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติ จากนั้นสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็จะไปหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม โดยกองทุนน้ำมันฯจะมีเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกองทุน และกรอบวงเงินกู้ เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนกระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ให้กับกองทุนน้ำมันฯในระยะเวลา 1 ปี นับจาก พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้วงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท
ถามว่าถ้ากองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินจะกระทบกับยอดหนี้สาธารณะ จนต้องออกกฎหมายขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นหรือไม่
นายลวรณ ตอบว่า “วันนี้หนี้สาธารณะยังพอมี Room เหลือให้ทำได้อยู่ประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ถ้าดูจากเหตุการณ์ครั้งก่อนในช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย – ยูเครน กองทุนน้ำมันติดลบสูงสุดประมาณ 130,000 ล้านบาท แต่วันนี้กองทุนน้ำมันฯติดลบเกือบ 40,000 ล้านบาท และก็มีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มมากขึ้น หากสถานการณ์สงครามยังไม่ยุติโดยเร็ว ส่วนที่ถามว่าถ้ากู้เต็ม 1.5 แสนล้านบาท จะกระทบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เท่าไหร่ ตอนนี้ GDP ประมาณ 18 ล้านล้านบาท ถ้ากู้เต็มก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นไป 1% เท่านั้น”