โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คดีสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ เมื่อ กอ.รมน. มีส่วน? โอกาสรัฐบาลอนุทิน 2 แก้ไฟใต้กว่า 20 ปี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. เวลา 13.14 น.

บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางการแถลงนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ชูสโลแกน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อดับไฟใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ทศวรรษ สังคมกลับต้องเผชิญกับคำถามที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

เมื่อคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ ปรากฏหลักฐานสำคัญว่า “รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ” เป็นรถในสังกัด กอ.รมน.นราธิวาส และผู้ต้องหาบางส่วนคืออดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงคดีพยายามฆ่าธรรมดา แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลจะกล้าเผชิญหน้ากับ “รอยร้าว” ภายในหน่วยงานความมั่นคงหรือไม่

คดีนี้ฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นเพียงเรื่อง “ส่วนบุคคล” ตามที่หน่วยงานรัฐพยายามชี้แจง ผ่าน 3 ประเด็นหลัก :

* ช่องโหว่การบริหารทรัพยากรรัฐ : การที่นายทหารระดับ น.อ. ให้เบิกรถหลวงไปให้ “มือปืน” ยืมใช้ โดยอ้างความสนิทสนม สะท้อนถึงความหละหลวมอย่างร้ายแรงในการควบคุมยุทโธปกรณ์ หากทรัพย์สินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรงได้โดยง่าย “พื้นที่ปลอดภัย” ที่รัฐสัญญาไว้ก็เป็นเพียงวาทกรรม

* เครือข่าย “คนมีสี” และวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล : เมื่อผู้ก่อเหตุมีทักษะระดับ RECON และมีการชำแหละรถทำลายหลักฐานอย่างเป็นระบบในเขตพื้นที่ความมั่นคง สังคมจึงเกิดความกังขาว่ามี “ผู้บงการ” หรือ “ขบวนการอำนาจมืด” หนุนหลังหรือไม่ การที่ผลสอบวินัยมักจบลงด้วยความเงียบ ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล (Impunity) ที่เป็นเงื่อนไขหลักของความขัดแย้งมาตลอด 21 ปี

* นวัตกรรมที่บอดสนิท : งบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับกล้อง CCTV และระบบเฝ้าระวัง กลับไร้ประสิทธิภาพในการพิสูจน์ความจริงในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกสงสัย

นำมาสู่ข้อเสนอจากภาคประชาสังคมให้ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หรือ Blockchain เข้ามาสร้างความโปร่งใส แทนการใช้ “กำลังทหาร” นำทาง

คดี ส.ส.กมลศักดิ์คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะชี้วัดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. จะกล้าใช้อำนาจที่มี “ปฏิรูป” โครงสร้างความมั่นคงให้โปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนได้จริงหรือไม่

ข้อเสนอจากภาคประชาชนในการ “ใช้การเมืองนำการทหาร”, “ตั้งรองนายกฯ รับผิดชอบโดยตรง” และ “ค้นหาความจริงผ่านคณะกรรมการอิสระ” ไม่ใช่เพียงทางเลือก

แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะเปลี่ยนผ่านจากความสงบแบบฉาบฉวย ไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

หากคดีนี้จบลงด้วยความคลุมเครือ นโยบาย 9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ก็จะเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่ไร้ความหมายในสายตาชาวใต้ตลอดไป

หนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถทำได้ทันทีผ่าน “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อเป็นกลไกกลางในการเชื่อมต่อภาครัฐกับประชาชนให้สอดรับกับหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และนโยบายข้อ 9.3 ของรัฐบาลได้คือ ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำการทหาร” และการปฏิรูปโครงสร้างสภาที่ปรึกษาฯ

หลักการคือ ใช้สภาที่ปรึกษาฯ เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายรัฐกับความต้องการของประชาชน

เพราะสภาที่ปรึกษาฯ ตาม พ.ร.บ. 2553 มีความยืดหยุ่นและมีตัวแทนจากหลากหลายสาขาอาชีพ การดึงศักยภาพของสภานี้มาใช้อย่างเต็มที่ จะช่วยลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรัฐกับท้องถิ่นได้ โดยยึดแนวทาง “เข้าใจ-เข้าถึง”

และยกระดับบทบาทสภาที่ปรึกษาฯ โดยให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สภาที่ปรึกษาฯ เป็นกลไกหลักในการ “กลั่นกรองยุทธศาสตร์” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายรัฐบาลสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง

และเชื่อมโยงสภาที่ปรึกษาฯ เข้ากับ “คณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ” เพื่อให้เสียงของคนในพื้นที่สะท้อนถึงโต๊ะเจรจาสันติสุขโดยตรง

รวมทั้งขอให้รัฐบาลบรรจุการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภา 9-10 เมษายนนี้

ใน 3 ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา คือ

1. ยึดแนวทางสันติวิธี และการเมืองนำการทหาร

2. ตั้งรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง

3. ตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คดีสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ เมื่อ กอ.รมน. มีส่วน? โอกาสรัฐบาลอนุทิน 2 แก้ไฟใต้กว่า 20 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...