คดีสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ เมื่อ กอ.รมน. มีส่วน? โอกาสรัฐบาลอนุทิน 2 แก้ไฟใต้กว่า 20 ปี
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
ท่ามกลางการแถลงนโยบายของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ชูสโลแกน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อดับไฟใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ทศวรรษ สังคมกลับต้องเผชิญกับคำถามที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
เมื่อคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ ปรากฏหลักฐานสำคัญว่า “รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ” เป็นรถในสังกัด กอ.รมน.นราธิวาส และผู้ต้องหาบางส่วนคืออดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงคดีพยายามฆ่าธรรมดา แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลจะกล้าเผชิญหน้ากับ “รอยร้าว” ภายในหน่วยงานความมั่นคงหรือไม่
คดีนี้ฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นเพียงเรื่อง “ส่วนบุคคล” ตามที่หน่วยงานรัฐพยายามชี้แจง ผ่าน 3 ประเด็นหลัก :
* ช่องโหว่การบริหารทรัพยากรรัฐ : การที่นายทหารระดับ น.อ. ให้เบิกรถหลวงไปให้ “มือปืน” ยืมใช้ โดยอ้างความสนิทสนม สะท้อนถึงความหละหลวมอย่างร้ายแรงในการควบคุมยุทโธปกรณ์ หากทรัพย์สินภาษีประชาชนถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรงได้โดยง่าย “พื้นที่ปลอดภัย” ที่รัฐสัญญาไว้ก็เป็นเพียงวาทกรรม
* เครือข่าย “คนมีสี” และวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล : เมื่อผู้ก่อเหตุมีทักษะระดับ RECON และมีการชำแหละรถทำลายหลักฐานอย่างเป็นระบบในเขตพื้นที่ความมั่นคง สังคมจึงเกิดความกังขาว่ามี “ผู้บงการ” หรือ “ขบวนการอำนาจมืด” หนุนหลังหรือไม่ การที่ผลสอบวินัยมักจบลงด้วยความเงียบ ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล (Impunity) ที่เป็นเงื่อนไขหลักของความขัดแย้งมาตลอด 21 ปี
* นวัตกรรมที่บอดสนิท : งบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไปกับกล้อง CCTV และระบบเฝ้าระวัง กลับไร้ประสิทธิภาพในการพิสูจน์ความจริงในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกสงสัย
นำมาสู่ข้อเสนอจากภาคประชาสังคมให้ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI หรือ Blockchain เข้ามาสร้างความโปร่งใส แทนการใช้ “กำลังทหาร” นำทาง
คดี ส.ส.กมลศักดิ์คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะชี้วัดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. จะกล้าใช้อำนาจที่มี “ปฏิรูป” โครงสร้างความมั่นคงให้โปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนได้จริงหรือไม่
ข้อเสนอจากภาคประชาชนในการ “ใช้การเมืองนำการทหาร”, “ตั้งรองนายกฯ รับผิดชอบโดยตรง” และ “ค้นหาความจริงผ่านคณะกรรมการอิสระ” ไม่ใช่เพียงทางเลือก
แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะเปลี่ยนผ่านจากความสงบแบบฉาบฉวย ไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
หากคดีนี้จบลงด้วยความคลุมเครือ นโยบาย 9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ก็จะเป็นเพียงกระดาษเปล่าที่ไร้ความหมายในสายตาชาวใต้ตลอดไป
หนึ่งในข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถทำได้ทันทีผ่าน “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อเป็นกลไกกลางในการเชื่อมต่อภาครัฐกับประชาชนให้สอดรับกับหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และนโยบายข้อ 9.3 ของรัฐบาลได้คือ ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำการทหาร” และการปฏิรูปโครงสร้างสภาที่ปรึกษาฯ
หลักการคือ ใช้สภาที่ปรึกษาฯ เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายรัฐกับความต้องการของประชาชน
เพราะสภาที่ปรึกษาฯ ตาม พ.ร.บ. 2553 มีความยืดหยุ่นและมีตัวแทนจากหลากหลายสาขาอาชีพ การดึงศักยภาพของสภานี้มาใช้อย่างเต็มที่ จะช่วยลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างรัฐกับท้องถิ่นได้ โดยยึดแนวทาง “เข้าใจ-เข้าถึง”
และยกระดับบทบาทสภาที่ปรึกษาฯ โดยให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สภาที่ปรึกษาฯ เป็นกลไกหลักในการ “กลั่นกรองยุทธศาสตร์” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายรัฐบาลสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง
และเชื่อมโยงสภาที่ปรึกษาฯ เข้ากับ “คณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ” เพื่อให้เสียงของคนในพื้นที่สะท้อนถึงโต๊ะเจรจาสันติสุขโดยตรง
รวมทั้งขอให้รัฐบาลบรรจุการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภา 9-10 เมษายนนี้
ใน 3 ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา คือ
1. ยึดแนวทางสันติวิธี และการเมืองนำการทหาร
2. ตั้งรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง
3. ตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คดีสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์ เมื่อ กอ.รมน. มีส่วน? โอกาสรัฐบาลอนุทิน 2 แก้ไฟใต้กว่า 20 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly