โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์

อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 18.51 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 17.01 น.

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานี้ แม้จะยังมีแรงกระเพื่อมในหลายมิติ แต่ประเด็นที่ถูกจับตาหนักกลับหนีไม่พ้น ปากท้องประชาชน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จำเป็นต้องเร่งออกมาตรการขนาดใหญ่เพื่อประคองสถานการณ์ โดยเฉพาะการเตรียมเสนอพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คาดว่าในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นหมากสำคัญในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในระยะเร่งด่วน

แม้ตัวเลขสุดท้ายจะชัดเจนว่าอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่ 5 แสนล้านบาทตามที่มีกระแสก่อนหน้า แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “วิธีการ” และ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ในการใช้อำนาจออก พ.ร.ก. ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษของฝ่ายบริหารที่สามารถข้ามขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาในเบื้องต้นได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นกรณีจำเป็น รีบด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีนโยบาย “คนละครึ่ง” ที่รัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชน 40% รวมถึงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะเดียวกัน ยังมีแผนใช้เงินบางส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งสะท้อนความพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตอย่างมีนัยสำคัญต่อการออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ โดยมองว่าอาจเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจกู้เงินก้อนใหญ่โดยที่รายละเอียดโครงการยังไม่ชัดเจนเพียงพอ อีกทั้งยังตั้งคำถามว่ามาตรการบางส่วน เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว อาจไม่เข้าเกณฑ์ความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่กำหนดไว้ชัดเจน

ข้อกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการกู้เงินระดับหลายแสนล้านบาท ย่อมผูกพันกับภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งสุดท้ายต้องใช้ภาษีของประชาชนเป็นผู้ชำระคืน หากการใช้เงินไม่ตรงเป้าหรือขาดประสิทธิภาพ ก็อาจกลายเป็นภาระซ้ำเติมในอนาคต ขณะเดียวกัน การเลือกใช้ พ.ร.ก. แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของสภา ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ

ในอีกมุมหนึ่ง แม้รัฐบาลจะเร่งเครื่องทางเศรษฐกิจ แต่เกมการเมืองระดับพื้นที่ก็เริ่มขยับ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงปลายวาระผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งยังคง “แทงกั๊ก” ไม่ประกาศชัดว่าจะลงสมัครอีกสมัยหรือไม่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติแทบไม่มีใครสงสัยว่าเขาจะลงแข่งขันอีกครั้ง และยังถูกประเมินว่ามีโอกาสชนะสูงจากกระแสนิยมที่ยังคงแข็งแรง

คำถามคือ เหตุใดจึงยังไม่ประกาศให้ชัดเจน คำตอบอาจไม่ใช่เพียงเรื่องจังหวะเวลา แต่เป็นการ “รักษาพื้นที่ทางการเมือง” ให้ตัวเองยังคงอยู่ในสถานะผู้ว่าฯ ที่เป็นกลาง ไม่ผูกพันกับกลุ่มการเมืองใด และสามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้อย่างคล่องตัว และยังมีเวลาดูหน้าตาคู่แข่ง และการประกาศเร็วเกินไปอาจทำให้ตกเป็นเป้าทางการเมือง หรือถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมแข่งขันก่อนเวลาอันควร

ขณะเดียวกัน ความนิยมของ ชัชชาติ กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” เมื่อมีผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) บางกลุ่มพยายามอาศัยภาพลักษณ์และชื่อเสียงไปใช้ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาพถ่ายร่วม หรือหยิบยืมนโยบายและสโลแกนที่คล้ายคลึงกัน เช่น “Better Bangkok” จนเสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าได้รับการสนับสนุน

ชัชชาติ ออกมาชี้แจงชัดว่าไม่ได้สนับสนุนผู้สมัครรายใดเป็นพิเศษ และย้ำจุดยืนการเป็นผู้ว่าฯ ที่ต้องวางตัวเป็นกลาง การสื่อสารในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจึงไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น แม้จะเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายนำนโยบายไปต่อยอดได้ แต่การ “แอบอ้าง” หรือสร้างภาพว่ามีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ย่อมกระทบต่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองท้องถิ่นเองก็มีความเข้มข้นไม่แพ้ระดับชาติ และประชาชนจำเป็นต้อง “รู้เท่าทัน” กลยุทธ์หาเสียงที่อาจใช้ความนิยมของบุคคลเป็นเครื่องมือ การตัดสินใจเลือก สก. จึงควรพิจารณาจากผลงานและนโยบายเป็นหลัก มากกว่าพวกห้อยโหน.

คางดำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...