เปิดกลยุทธ์ Sell in May ตามหาหุ้น Laggard ราคายังไม่แพง
The Bangkok Insight
อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 03.23 น. • The Bangkok Insightเปิดกลยุทธ์ Sell in May ตามหาหุ้น Laggard ที่ราคายังไม่แพง และได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่จะปรับลง
“Sell in May and go away” เป็นสุภาษิตในตลาดหุ้น ที่แนะนำว่าให้ขายหุ้นช่วงเดือนพ.ค. แล้วค่อยกลับมาลงทุนอีกทีช่วงปลายปี แนวคิดนี้มาจากพฤติกรรมตลาดในอดีต โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่พบว่า ผลตอบแทนช่วงพ.ย.-เม.ย. มักดีกว่าเมื่อเทียบกับช่วงพ.ค. -ต.ค. ที่ภาพรวมตลาดมักซบเซา
แก่นของแนวคิดนี้เป็นเหมือน Seasonality ของตลาด แต่ไม่ใช่กฎตายตัว แค่คือความน่าจะเป็นทางสถิติ สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนและสภาพคล่องในตลาด แน่นอนว่าใช้ได้ในเชิงสถิติระยะยาว แต่ไม่ได้แม่นทุกปี บางปีตลาดสวนทางก็เป็นไปได้เช่นกัน
เหตุผลที่ถูกอธิบายบ่อย คือ การเข้าสู่ฤดูกาลวันหยุด (Summer Effect) ของนักลงทุนฝั่งยุโรปและอเมริกาี่เข้าสู่ช่วงพักผ่อน ทำให้ Volume บางลง บวกกับการขาด Catalyst ใหม่ๆ หลังงบไตรมาสแรกผ่านไป ทำให้ตลาดมักไม่มีปัจจัยบวกชัดเจน นักลงทุนสถาบันจึงทยอยลดความเสี่ยงหลังทำกำไรต้นปี
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย แม้สถิตินี้จะเริ่มเบาบางลงเรื่อย ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนพ.ค.ของทุกปี ก็มักเกิดคำถามเกี่ยวกับ Sell in May อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ หากเปิดสถิติย้อนหลัง 15 ปี พบว่าเป็นลบไปแล้วถึง 10 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย -1.3%
อีกทั้งเมื่อพิจารณาสถานะปัจจุบันถือว่าค่อนข้างมีความเสี่ยง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% จากจุดต่ำสุด และ Price In ปัจจัยหนุนเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐ กับตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว ประกอบกับ Valuation ที่เริ่มค่อนข้างสูง
ทว่ามุมมองการลงทุนของ บล. พาย เปิดเผยว่า แม้ SET เดือนพ.ค. จะมีโอกาสติดลบสูง แต่ยังมีโอกาสซ่อยอยู่ด้วยกลยุทธ์การค้นหาหุ้น Laggard ที่ราคายังไม่แพง เพราะ SET Index ที่ไม่รวม DELTA อยู่ที่เพียง 1,180 จุด ถือว่ายังไม่แพง กลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับช่วงนี้ คือการตามหาหุ้นที่ยังปรับขึ้นน้อยและได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่จะปรับลง เช่น
1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แก่
SCB: บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 140 บาทต่อหุ้น
2. กลุ่มการท่องเที่ยว ได้แก่
MINT: บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 32.60 บาทต่อหุ้น
3. กลุ่มศูนย์การค้า ได้แก่
CPN: บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 78 บาทต่อหุ้น
4. กลุ่มการเงิน ได้แก่
MTC: บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 48 บาทต่อหุ้น และ SAWAD: บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 32 บาทต่อหุ้น
สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนเม.ย. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% หนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เช่น KCE, HANA และ CCET อย่างไรก็ดี ในเดือนพ.ค. มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่จะทยอยรายงานในเดือนเม.ย. เป็นต้นไป หากรายงานกำไรต่ำกว่าคาดการณ์หุ้นก็เผชิญแรงขายได้
ทั้งนี้ แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่าเดือนพฤษภาคมมักเป็นช่วงที่ตลาดอ่อนแรง แต่ “Sell in May” ไม่ได้แปลว่าต้องขายทุกอย่างแล้วออกจากตลาด หากแต่เป็นสัญญาณให้ปรับเกมมากกว่า โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันที่ Valuation เริ่มตึงตัว และปัจจัยบวกถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว การเลือกถือเงินสดบางส่วน ลดความเสี่ยง และคัดเลือกหุ้นเชิงคุณภาพ จึงเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล
ในอีกมุมหนึ่ง ช่วงที่ตลาดไม่สดใส กลับเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองลึกกว่า Index ผ่านกลยุทธ์ Selective Buy โดยเน้นหุ้น Laggard ที่ยังไม่ถูก Re-rate และมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ การลงทุนในจังหวะแบบนี้จึงไม่ใช่การหนีตลาด แต่คือการเปลี่ยนวิธีเล่น เพื่อรักษาผลตอบแทนและเตรียมพร้อมสำหรับรอบถัดไปของตลาดอย่างมีวินัย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘โกลเบล็ก’ คัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจเดือด! ดีเซลพุ่ง-ค่าไฟแพง
- เปิด 2 ฉากทัศน์รับมือวิกฤติพลังงาน เลือกหุ้นอย่างไรในวันที่น้ำมันแพง!!
- ‘โกลเบล็ก’ จับตาหุ้นไทยฝ่าดงสงครามตะวันออกกลาง แนะลงทุน 5 หุ้นเด่นหลบภัย
ติดตามเราได้ที่