ทรัมป์ตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบโกงงบรัฐ” ดึง เจดี แวนซ์ นำทีม ขยายตรวจสอบทั่วสหรัฐ
สหรัฐเปิดฉากสงครามปราบโกงระดับชาติ ทรัมป์ตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบโกงงบรัฐ” นำโดย เจดี แวนซ์ ขยายตรวจสอบงบสวัสดิการทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าอาจเป็นเกมการเมืองกดดันรัฐฝ่ายตรงข้าม
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 16.11 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามการทุจริตสวัสดิการภาครัฐ” (Federal Benefits Fraud Task Force) โดยมอบหมายให้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เป็นผู้นำทีม ถือเป็นการยกระดับการตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะในรัฐที่พรรคเดโมแครตเป็นผู้บริหาร
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายขยายการตรวจสอบจากกรณีเฉพาะพื้นที่ เช่น รัฐมินนิโซตา ไปสู่ระดับประเทศ หลังทรัมป์และพันธมิตรพยายามชี้ให้เห็นปัญหาการทุจริตในรัฐที่เรียกว่า “blue states” โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพชาวโซมาเลีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงงบประมาณ
ทรัมป์กล่าวขณะลงนามว่า การปราบโกงไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง แต่เกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ แม้จะระบุว่า “ส่วนใหญ่มักเกิดในรัฐเดโมแครต” พร้อมย้ำว่าหากพบในรัฐรีพับลิกันก็จะดำเนินการเช่นกัน
ตามรายงานระบุว่า ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ (FTC) แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน จะดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย ขณะที่ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาว จะมีบทบาทให้คำแนะนำด้านนโยบาย
ด้านแวนซ์ระบุว่า หน่วยเฉพาะกิจนี้จะใช้แนวทางบูรณาการทั้งรัฐบาลเพื่อจัดการปัญหาการฉ้อโกง พร้อมยกตัวอย่างกรณีโครงการช่วยเหลือเด็กออทิสติกที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทุจริต โดยย้ำว่ามาตรการนี้จะทำให้สวัสดิการไปถึงพลเมืองอเมริกันตัวจริง ไม่ใช่ผู้ฉ้อโกง
คดีทุจริต 300 ล้านดอลลาร์ จุดชนวนการเข้มงวด
เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่งในรัฐมินนิโซตาอยู่เบื้องหลังการฉ้อโกงงบช่วยเหลือช่วงโควิด-19 มูลค่าสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นคดีทุจริตขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โครงการเยียวยาของสหรัฐ โดยมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากถูกตัดสินว่ามีความผิด
ผลกระทบจากคดีดังกล่าวทำให้ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่ารัฐต่าง ๆ ควรมีบทบาทมากขึ้นในการบริหารบริการสาธารณะ เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ แทนที่รัฐบาลกลางจะเข้ามาดูแลโดยตรง
ขยายแรงกดดันรัฐเดโมแครต เสี่ยงถูกมองแทรกแซงการเมือง
นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงต้าน หลังการบังคับใช้กฎหมายด้านผู้อพยพในมินนิโซตานำไปสู่เหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลยิงเสียชีวิตพลเมืองสหรัฐ 2 ราย ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับยุทธศาสตร์ไปใช้มาตรการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตามรัฐบาลทรัมป์ยังคงส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มการตรวจสอบในรัฐเดโมแครตอื่น ๆ เช่น แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์ก โดยกล่าวหาว่ามีการบริหารจัดการนโยบายผู้อพยพและโครงการของรัฐบาลกลางอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า แม้จะมีกรณีทุจริตจริง แต่รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นก็มีการตรวจสอบอยู่แล้ว และการดำเนินการของทรัมป์อาจเป็นความพยายามขยายอำนาจในพื้นที่ที่คู่แข่งทางการเมืองควบคุม
“สงครามปราบโกง” ระดับชาติ และบทบาทใหม่ของรองปธน.
ทรัมป์ประกาศสงครามต่อต้านการทุจริตในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และมอบหมายให้แวนซ์เป็นหัวหน้าทีมระดับประเทศ หลังจากนั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง รัฐบาลประกาศระงับงบ Medicaid เกือบ 260 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการทุจริต
นอกจากนี้ทรัมป์ยังเสนอชื่อ โคลิน แมคโดนัลด์ เพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่ในกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการปราบโกง โดยแวนซ์ระบุว่าเขาและทรัมป์จะกำกับดูแลหน่วยงานนี้โดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่แตกต่างจากธรรมเนียมเดิมที่ประธานาธิบดีมักเว้นระยะจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการแทรกแซงทางการเมือง
แวนซ์กลับสู่เวทีการเมือง ท่ามกลางกระแสสงครามอิหร่าน
การปรากฏตัวร่วมกันของทรัมป์และแวนซ์ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในช่วงหลัง หลังรองประธานาธิบดีมีบทบาทลดลงนับตั้งแต่เกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
แวนซ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2571 ยังคงจุดยืนเดิมว่า อิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมชื่นชมการบริหารสถานการณ์สงครามของทรัมป์
อ้างอิง : bloomberg.com