โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทรัมป์ตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบโกงงบรัฐ” ดึง เจดี แวนซ์ นำทีม ขยายตรวจสอบทั่วสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 02.53 น.

สหรัฐเปิดฉากสงครามปราบโกงระดับชาติ ทรัมป์ตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบโกงงบรัฐ” นำโดย เจดี แวนซ์ ขยายตรวจสอบงบสวัสดิการทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าอาจเป็นเกมการเมืองกดดันรัฐฝ่ายตรงข้าม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 16.11 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามการทุจริตสวัสดิการภาครัฐ” (Federal Benefits Fraud Task Force) โดยมอบหมายให้รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เป็นผู้นำทีม ถือเป็นการยกระดับการตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะในรัฐที่พรรคเดโมแครตเป็นผู้บริหาร

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายขยายการตรวจสอบจากกรณีเฉพาะพื้นที่ เช่น รัฐมินนิโซตา ไปสู่ระดับประเทศ หลังทรัมป์และพันธมิตรพยายามชี้ให้เห็นปัญหาการทุจริตในรัฐที่เรียกว่า “blue states” โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพชาวโซมาเลีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงงบประมาณ

ทรัมป์กล่าวขณะลงนามว่า การปราบโกงไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง แต่เกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ แม้จะระบุว่า “ส่วนใหญ่มักเกิดในรัฐเดโมแครต” พร้อมย้ำว่าหากพบในรัฐรีพับลิกันก็จะดำเนินการเช่นกัน

ตามรายงานระบุว่า ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐ (FTC) แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน จะดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย ขณะที่ สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาว จะมีบทบาทให้คำแนะนำด้านนโยบาย

ด้านแวนซ์ระบุว่า หน่วยเฉพาะกิจนี้จะใช้แนวทางบูรณาการทั้งรัฐบาลเพื่อจัดการปัญหาการฉ้อโกง พร้อมยกตัวอย่างกรณีโครงการช่วยเหลือเด็กออทิสติกที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทุจริต โดยย้ำว่ามาตรการนี้จะทำให้สวัสดิการไปถึงพลเมืองอเมริกันตัวจริง ไม่ใช่ผู้ฉ้อโกง

คดีทุจริต 300 ล้านดอลลาร์ จุดชนวนการเข้มงวด

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า องค์กรไม่แสวงหากำไรแห่งหนึ่งในรัฐมินนิโซตาอยู่เบื้องหลังการฉ้อโกงงบช่วยเหลือช่วงโควิด-19 มูลค่าสูงถึง 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นคดีทุจริตขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โครงการเยียวยาของสหรัฐ โดยมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากถูกตัดสินว่ามีความผิด

ผลกระทบจากคดีดังกล่าวทำให้ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่ารัฐต่าง ๆ ควรมีบทบาทมากขึ้นในการบริหารบริการสาธารณะ เช่น สถานดูแลผู้สูงอายุ แทนที่รัฐบาลกลางจะเข้ามาดูแลโดยตรง

ขยายแรงกดดันรัฐเดโมแครต เสี่ยงถูกมองแทรกแซงการเมือง

นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงต้าน หลังการบังคับใช้กฎหมายด้านผู้อพยพในมินนิโซตานำไปสู่เหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลยิงเสียชีวิตพลเมืองสหรัฐ 2 ราย ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับยุทธศาสตร์ไปใช้มาตรการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตามรัฐบาลทรัมป์ยังคงส่งสัญญาณว่าจะเพิ่มการตรวจสอบในรัฐเดโมแครตอื่น ๆ เช่น แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์ก โดยกล่าวหาว่ามีการบริหารจัดการนโยบายผู้อพยพและโครงการของรัฐบาลกลางอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่า แม้จะมีกรณีทุจริตจริง แต่รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นก็มีการตรวจสอบอยู่แล้ว และการดำเนินการของทรัมป์อาจเป็นความพยายามขยายอำนาจในพื้นที่ที่คู่แข่งทางการเมืองควบคุม

“สงครามปราบโกง” ระดับชาติ และบทบาทใหม่ของรองปธน.

ทรัมป์ประกาศสงครามต่อต้านการทุจริตในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และมอบหมายให้แวนซ์เป็นหัวหน้าทีมระดับประเทศ หลังจากนั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง รัฐบาลประกาศระงับงบ Medicaid เกือบ 260 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากข้อกังวลเรื่องการทุจริต

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเสนอชื่อ โคลิน แมคโดนัลด์ เพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่ในกระทรวงยุติธรรมที่มุ่งเน้นการปราบโกง โดยแวนซ์ระบุว่าเขาและทรัมป์จะกำกับดูแลหน่วยงานนี้โดยตรง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่แตกต่างจากธรรมเนียมเดิมที่ประธานาธิบดีมักเว้นระยะจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการแทรกแซงทางการเมือง

แวนซ์กลับสู่เวทีการเมือง ท่ามกลางกระแสสงครามอิหร่าน

การปรากฏตัวร่วมกันของทรัมป์และแวนซ์ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในช่วงหลัง หลังรองประธานาธิบดีมีบทบาทลดลงนับตั้งแต่เกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

แวนซ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2571 ยังคงจุดยืนเดิมว่า อิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมชื่นชมการบริหารสถานการณ์สงครามของทรัมป์

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...