โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

2 ด่านร้อนจุดเสี่ยง “อนุทิน”

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ลอยลำด้วยเสถียรภาพแข็งโป๊ก สำหรับ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มี “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นบัลลังก์ไทยคู่ฟ้า เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่สอง ด้วยคะแนน 293 เสียง ทิ้งห่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้ 119 เสียง

โดยภาพรวมเป็นไปตามโผของพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคการเมือง ลอยลำด้วยเสถียรภาพแข็งโป๊ก สำหรับ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มี “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นบัลลังก์ไทยคู่ฟ้า เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่สอง ด้วยคะแนน 293 เสียง ทิ้งห่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ได้ 119 เสียง โดยภาพรวมเป็นไปตามโผของพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคการเมือง

ส่วนรายละเอียดของการลงคะแนนยังมีจุดที่ถูกจับตา กรณีของ พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียงที่แยกท่าที โดย ชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด งดออกเสียง ขณะที่ อุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อ ลงมติสนับสนุน รวมถึงยังมีเสียงจากฝ่ายค้าน 7 เสียงที่โหวตหนุน ซึ่งประกอบด้วย พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง และอีก 1 เสียงจาก สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน ที่โหวตสวนมติพรรค

ในทางกลับกัน พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่เลือกงดออกเสียงถึง 86 เสียง จาก พรรคกล้าธรรม 58 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง รวมถึงผู้ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่ง นายกฯ และ ประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ

จุดที่ถูกขยายความมากที่สุดคือ 2 กรณีที่ถูกเรียกว่า งูเห่า แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึก กลับถูกมองว่าเป็น การฝากเลี้ยง ทางการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะในบริบทของ สส.เขต ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจำนวนมากในการเลือกตั้ง ทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองไม่ได้ผูกอยู่กับพรรคเพียงอย่างเดียว

กระแสข่าวระบุว่า สส.บางรายได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองที่มีศักยภาพสูงด้านทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งในช่วงหาเสียงและหลังการเลือกตั้ง

การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจึงสะท้อน บารมี ของ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นสัญญาณว่ากลไกฝากเลี้ยงอาจมีมากกว่าที่ปรากฏ ซึ่งช่วยลดอำนาจต่อรองของกลุ่มบ้านใหญ่และพรรคร่วม หากคิดเล่นเกมการเมือง

ขณะเดียวกัน ยังถูกมองว่าเป็นการดิสเครดิต พรรคประชาชน ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส. แม้จะมีคำชี้แจงเรื่องการซื้อตัว 20ล้าน และค่าตอบแทน 4 แสนบาทต่อเดือน แต่ในเชิงความเป็นจริงกลับถูกตั้งข้อสงสัยว่า ด้วยเสียงรัฐบาลที่มีเกิน 300 เสียงแล้ว การลงทุนลักษณะดังกล่าวอาจไม่คุ้มความเสี่ยง

แม้ รัฐบาลอนุทิน จะได้เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่เส้นทางหลังจากนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังมี 2 ปมร้อน ที่อาจกลายเป็นจุดสะดุดสำคัญของรัฐบาล ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาแก้ปัญหาประเทศโดยเร็ว

ปมแรก คุณสมบัติและมาตรฐานจริยธรรมรัฐมนตรี พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเปิดเกมตรวจสอบเข้ม และมีแนวโน้มยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากพบว่ามีรัฐมนตรีรายใดขาดคุณสมบัติ หรือขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม

รังสิมันต์ โรม จาก พรรคส้ม และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคสีฟ้า ออกมาตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับคุณสมบัติของ อนุทิน ทั้งในประเด็นการใช้อำนาจช่วงเลือกตั้ง และกรณีคดีฮั้ว สว. ซึ่งถูกมองว่าอาจกระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตย

สอดรับกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่มีรายชื่อรัฐมนตรีบางส่วนทั้ง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคเพื่อไทย ที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. และดีเอสไอ ที่เพิ่งออกหมายเรียกสดๆร้อนๆ แม้บางกรณีจะเคยถูกยกคำร้องในชั้นอนุกรรมการชุด 36 ของกกต. มาแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความสนใจของฝ่ายตรวจสอบ และอาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางกฎหมายอีกครั้ง

ขณะที่ฝั่งรัฐบาล อนุทิน ย้ำว่า จะยึดแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสาน 18 หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด หากพบปัญหาจะส่งกลับไปยังต้นสังกัดของผู้เสนอชื่อทันที

ปมที่สอง เลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ อีกประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีการใช้คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ที่อาจกระทบต่อหลักการ การลงคะแนนลับ

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 3 รับคำร้องของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไว้พิจารณา ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญ หากสุดท้ายศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่ การเลือกตั้งโมฆะ และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

หากต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ ไม่เพียงแต่ใช้งบประมาณมหาศาล แต่ยังทำให้การแก้ปัญหาประเทศล่าช้าออกไปอีก และอาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากการเลือกตั้ง 2 เม.ย.49 และ การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ที่จบลงด้วยวิกฤติการเมืองรุนแรงอย่างการรัฐประหาร

ด้วยเหตุนี้ แม้รัฐบาลใหม่จะเริ่มต้นด้วยเสียงสนับสนุนทางการเมืองที่มั่นคง แต่ด่านจริยธรรมรัฐมนตรี และ ความเสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ยังคงเป็น 2 เงื่อนไขสำคัญที่ต้องจับตา เพราะอาจเป็นตัวกำหนดสถานะของรัฐบาลในจังหวะที่สังคมกำลังรอ ครม.ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาคลี่คลายปัญหาของประเทศอย่างเร่งด่วน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...