ลูกไม่เชื่อฟังแม่ : เหตุผลว่าทำไมลูกถึงเชื่อฟังพ่อมากกว่า
คุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมหลายครั้งที่คุณแม่พูดกับลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ลูกกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่ตอบสนอง และไม่เชื่อฟังอะไรเลย แต่พอคุณพ่อเอ่ยปากเพียงคำเดียว ลูกกลับเชื่อฟังและยอมทำตามแต่โดยดี ความจริงแล้วปัญหา ลูกไม่เชื่อฟังแม่ มีคำอธิบายที่น่าสนใจในทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยทางจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กหลายฉบับระบุว่า สมองของเด็กมีการตอบสนองต่อโทนเสียงที่แตกต่างกัน โดยธรรมชาติแล้วเสียงของคุณแม่มักจะมีคลื่นความถี่สูงและมีความอ่อนโยนกว่า สมองของเด็กจะจัดกลุ่มเสียงนี้ไว้ในหมวดหมู่ เสียงที่ปลอดภัยและคุ้นเคย จนบางครั้งกลายเป็นความเคยชินและเลือกที่จะปิดสวิตช์การรับรู้ไปโดยปริยาย แตกต่างจากเสียงของคุณพ่อที่มีความทุ้มต่ำและมีความถี่สม่ำเสมอ ซึ่งสมองจะประมวลผลว่าเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงอำนาจ หรือการอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตั้งใจฟังมากกว่านั่นเองนอกจากปัจจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว การที่ ลูกไม่เชื่อฟังแม่ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นรวมอยู่ เพื่อไม่ให้คุณแม่รู้สึกน้อยใจว่าลูกรักและเชื่อฟังคุณพ่อมากกว่า เรามาทำความเข้าใจ 4 เหตุผลสำคัญและ 3 แนวทางการปรับการสื่อสารที่จะช่วยให้คำพูดของคุณแม่ทรงพลังในใจลูกมากขึ้น4 สาเหตุที่ลูกมักฟังคุณพ่อมากกว่าคุณแม่1. ความถี่และความคุ้นชิน
คุณแม่มักเป็นคนที่อยู่กับลูกมากกว่า จึงพูดคุยกับลูกมากกว่าคุณพ่อ การที่ลูกได้ยินเสียงคุณแม่คอยสอน คอยเตือนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สมองของลูกเกิดความคุ้นชิน และเข้าใจว่าเป็นเสียงพื้นฐานที่จะได้ยินเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ในขณะที่คุณพ่อพูดคุยกับลูกน้อยกว่า เมื่อพูดออกมาแต่ละครั้งจึงดูมีความสำคัญและแปลกใหม่กว่าสำหรับลูก2. ความชัดเจนและขอบเขตของบทลงโทษ
โดยส่วนใหญ่คุณพ่อมักจะมีความชัดเจนในเรื่องกฎเกณฑ์ เมื่อคุณพ่อบอกว่า หยุดหรือไม่ได้ มักจะเอ่ยพร้อมกับท่าทีที่นิ่งขรึมและดูมั่นคง คุณแม่มักมีความยืดหยุ่นกว่า เช่น เมื่อลูกทำบ้านรก คุณแม่อาจดุไปด้วย เก็บบ้านแทนลูกไปด้วย ทำให้ลูกสับสนในขอบเขตการลงโทษและคิดว่าคำสั่งของคุณแม่สามารถต่อรองได้3. แม่คือพื้นที่ปลอดภัยของลูก
เด็กเล็กมักมองว่าคนที่อ่อนโยนและอยู่ด้วยบ่อยๆ คือพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแสดงอารมณ์งอแงหรือดื้อใส่ได้เต็มที่ เพราะเชื่อว่าคุณแม่รักโดยไม่มีเงื่อนไขและจะอยู่ข้างๆ เสมอ จึงกล้าละเลยคำพูดของคุณแม่ ในขณะที่คุณพ่อมักถูกวางบทบาทเป็นผู้นำที่ลูกอาจรู้สึกมีระยะห่างเล็กน้อย จึงต้องรักษากฎระเบียบเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณพ่อ4. การพูดซ้ำบ่มเพาะนิสัยโอ้เอ้
หากคุณแม่มีพฤติกรรมชอบพูดซ้ำ 3-4 รอบ แล้วค่อยลงมือทำโทษจริงๆ ลูกจะเกิดการเรียนรู้ว่ายังไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้ ลูกจะรอจนกว่าคุณแม่จะถึงจุดเดือดหรืออดทนจนถึงที่สุดก่อน แต่คุณพ่อส่วนใหญ่มักมีนิสัยพูดครั้งเดียวแล้วลงมือจัดการทันที ลูกจึงเรียนรู้ว่าต้องฟังคุณพ่อตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมา3 แนวทางสำหรับคุณแม่ เพื่อให้ลูกฟังมากขึ้น1. ใช้กฎ The Power of Silence
แทนที่จะส่งเสียงดัง ให้คุณแม่ลองเดินเข้าไปหาลูกในระยะประชิด ย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากัน สบตาและพูดกับลูกอย่างสั้น กระชับ และชัดเจนเพียงครั้งเดียว หากลูกไม่ทำตามให้คุณแม่คงความเงียบและท่าทีที่จริงจัง จะช่วยกระตุ้นให้ลูกรับรู้ว่านี่คือเรื่องสำคัญที่ต้องทำตามทันที2. เปลี่ยนแนวทางการสื่อสาร
หากคุณแม่พร่ำบ่นเรื่องเดิมซ้ำๆ ลูกจะยิ่งปิดกั้น คุณแม่ลองเลือกพูดเฉพาะเรื่องที่สำคัญจริงๆ และใช้ประโยคบอกเล่าอย่างชัดเจน แทนการถามคำถามปลายเปิด เช่น เปลี่ยนจาก “เมื่อไหร่ลูกจะเก็บของเล่น?” เป็น “ได้เวลาเก็บของเล่นลงกล่องแล้วค่ะ แม่จะรอนะ” วิธีนี้จะช่วยลดความสับสนและทำให้คำพูดของคุณแม่ดูมีน้ำหนักมากขึ้น3. สื่อสารเป็นทีมเดียวกับคุณพ่อ
คุณพ่อควรสื่อสารให้ลูกเห็นว่าคำพูดของแม่ ก็คือคำขาดของพ่อด้วยเช่นกัน หากคุณแม่สั่งให้ไปอาบน้ำแล้วลูกวิ่งไปหาคุณพ่อ คุณพ่อต้องยืนยันให้ลูกฟังคุณแม่ เมื่อลูกเห็นว่าไม่มีช่องว่างให้หลบเลี่ยง และทั้งสองคนมีเกณฑ์เดียวกัน ลูกจะเริ่มให้ความสำคัญกับคำพูดของคุณแม่ไม่ต่างจากคุณพ่ออ้างอิงPMCMedium