เกมใหม่! “สหรัฐ” เดินหน้าตั้งพันธมิตรใหม่ ฟื้นเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ
เกมใหม่! "สหรัฐ" ดันประเทศพันธมิตรตั้งกรอบความร่วมมือใหม่ Maritime Freedom Construct เพื่อฟื้นเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 11.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผลักดันให้ประเทศพันธมิตรเข้าร่วมจัดตั้งพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ตามเอกสารทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
เอกสารดังกล่าวระบุว่าMarco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้อนุมัติการจัดตั้งกรอบความร่วมมือใหม่ชื่อ “Maritime Freedom Construct” (MFC) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม เพื่อวางรากฐานด้านความมั่นคงทางทะเลในตะวันออกกลางหลังความขัดแย้ง
MFC มีเป้าหมายหลักในการรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล และรักษาสิทธิในการเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานทางการทูตกับประเทศพันธมิตรและภาคธุรกิจขนส่ง ขณะที่กระทรวงกลาโหมผ่านกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) จะดูแลการประสานงานการจราจรทางทะเลแบบเรียลไทม์ และติดต่อโดยตรงกับเรือที่ผ่านช่องแคบ
ทั้งนี้ สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกได้รับคำสั่งให้แจ้งแนวคิดดังกล่าวแก่ประเทศพันธมิตรภายในวันที่ 1 พฤษภาคม ยกเว้นประเทศอย่างรัสเซีย จีน เบลารุส และคิวบา รวมถึงชาติที่สหรัฐมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม โดยรูปแบบการมีส่วนร่วมสามารถครอบคลุมตั้งแต่ความร่วมมือทางการทูต การแบ่งปันข้อมูล การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร ไปจนถึงการสนับสนุนกำลังทางเรือ
สหรัฐระบุเพิ่มเติมว่า MFC เป็นกรอบความร่วมมือที่แยกจากนโยบาย “Maximum Pressure” ต่ออิหร่าน และไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 20% ของโลก ลดลงอย่างมาก ภายหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดล้อมเส้นทางดังกล่าว
การผลักดันตั้งพันธมิตรครั้งนี้ยังสะท้อนความพยายามของสหรัฐ ในการกดดันการส่งออกน้ำมันของอิหร่านผ่านมาตรการปิดล้อมทางทะเล ท่ามกลางภาวะชะงักงันของความพยายามทางการทูตในการยุติความขัดแย้ง
อ้างอิง : reuters.com