โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘พิพัฒน์’ ปักธงยกเครื่อง รฟท. ดันระบบรางไทยสู่ความยั่งยืน

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • The Bangkok Insight

"พิพัฒน์" ปักธงยกเครื่อง รฟท. ดันระบบรางไทยสู่ความยั่งยืน แก้หนี้สะสมด้วยทรัพย์สินแปลงงาม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เดินทางไปตรวจเยี่ยม พร้อมมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านระบบรางแก่การรถฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยมีคณะกรรมการ รฟท. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รฟท. รักษาการผู้ว่าการ รฟท. คณะผู้บริหารและพนักงาน รฟท. ให้การต้อนรับ ในวันที่ 29 เม.ย. ณ การรถไฟแห่งประเทศไทย

พิพัฒน์

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กล่าวว่า รฟท. เป็นหน่วยงานหลักด้านระบบรางของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกประชาชน รวมถึงสนับสนุนภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมอบหมายให้ รฟท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การช่วยลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับความปลอดภัยในระบบขนส่งทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน

สำหรับโครงการสำคัญที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งผลักดัน ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา – ชุมทางถนนจิระ การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางราง ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2. ดำเนินการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา - หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช - ตลิ่งชัน - ศาลายา

3. เดินหน้าเสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี - หาดใหญ่ - สงขลา และช่วงหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

พิพัฒน์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้ รฟท. ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งทางราง เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันการนำหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งานรวมถึงมอบนโยบายเชิงรุกให้ รฟท. เร่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยมอบหมายให้บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRT Asset) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง ให้แก่ SRT Asset เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่อไป พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่พร้อมดำเนินการในระยะแรก ประกอบด้วย แปลงที่ดินสถานีแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง และส่งผลกระทบต่อการเดินรถน้อยที่สุด

รวมถึงพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และย่านมักกะสัน โดยตั้งเป้าหมายให้ รฟท. ยกระดับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% - 4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล จากเดิมที่มีรายได้อยู่เพียงประมาณ 1% โดยเชื่อมั่นว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสมของ รฟท. ทั้งหมดได้อย่างยั่งยืน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง กล่าวว่า รฟท. พร้อมรับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และได้มีการรายงานความคืบหน้าที่ รฟท. ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลแล้วในหลายมิติ อาทิ นโยบายรถไฟสายสีแดงเหมาจ่าย 40 บาท มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รฟท. สามารถลดการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐลงได้ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดจุดจอดรถฟรี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และสถานีหัวลำโพง การยกระดับบริการ เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลฮัจญ์

โดยเป็นครั้งแรกที่ รฟท. จัดเตรียม "ห้องละหมาดบนขบวนรถ" รวมถึงได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารและพนักงานบนขบวนรถวงเงินสูงสุด 500,000 บาท อีกทั้งได้ขับเคลื่อนตั๋วร่วมและพลังงานสะอาด โดยนำร่องการใช้บัตร EMV เชื่อมต่อการเดินทางข้ามระบบกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว และเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ณ สถานีหลัก ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้กว่า 8 ล้านบาทต่อปี พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างเทียบเท่ามาตรฐานกรมทางหลวง โดยติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้า 800 เมตร และมีมาตรการหยุดกิจกรรมก่อสร้างทุกชนิดเมื่อขบวนรถวิ่งผ่าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

พิพัฒน์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...