โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'ปลัดพลังงาน' จะตรึงดีเซล 33 บาทให้นานที่สุด ตอบไม่ได้จะยื้อได้นานแค่ไหน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 09.14 น.

“ประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน เผยจะตรึงดีเซล 33 บาทให้ได้นานที่สุด ยังตอบไม่ได้ยืนได้นานแค่ไหน รับปัจจัยโลกผันผวนรุนแรง เร่งบาลานซ์พลังงาน-ค่าไฟ รับดีมานด์ Data Center ลุยเดินหน้าปรับสัดส่วนก่อนคลอดแผน PDP 2026

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลัง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ถึงสถานการณ์ราคาพลังงานว่า

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จำเป็นต้องขยับดีเซลแตะ 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมันฯ หลังราคาตลาดโลกพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 24 มี.ค. ปั๊มน้ำมันประกาศปรับราคาดีเซลขึ้น 1.80 บาท ดีเซลพรีเมี่ยม และเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ขึ้นพรวดเดียว 2 บาท

“ต้องขยับได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจำเป็นต้องขยับเพดานหรือไม่ เพื่อป้องกันการกักตุนและการลักลอบ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งอาจจะไปถึงระดับหนึ่งได้ แต่ในตอนนี้พยายามจะยืนไว้ก่อน คือยืนที่ระดับ 33 บาท พยายามตรึงให้นิ่งที่สุด ยืนให้แน่นที่ 33 บาท ส่วนจะยืนได้นานแค่ไหน ยังไม่สามารถตอบได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพราคาพลังงานโลก และเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องพิจารณาการตรึงราคาอย่างรอบคอบในด้านความมั่นคงพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้มีการเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งกำลังผลิตหลัก และการรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับการบริหารจัดการด้านราคา รัฐพยายามดำเนินการให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการลดการปล่อยคาร์บอน โดยยอมรับว่ายังต้องรอความชัดเจนของแผนพลังงานในระยะต่อไปว่าจะสามารถสร้างสมดุลได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ราคาพลังงานบางประเภท เช่น ถ่านหิน ยังมีความผันผวน สะวิงน้อยกว่าน้ำมัน

อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งจากการศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินขนาดกำลังผลิตไว้ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอาจช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัย กฎระเบียบ และการกำกับดูแล รวมถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด

สำหรับแผน PDP ใหม่นั้น หากมองย้อนในช่วงปี 2024 พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ยืนยันแล้วประมาณ 16 แห่ง และมีผู้ได้รับอนุญาตอีกกว่า 450 ราย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

บวกกับประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายจาก Carbon Neutrality ในปี 2050 ไปสู่ Net Zero Emissions ภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้การวางแผนพลังงานต้องเพิ่มความเข้มข้น ด้านการอนุรักษ์พลังงานควบคู่กันไป

ส่วนโครงสร้างเชื้อเพลิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีแนวทางกระจายความเสี่ยงโดยใช้พลังงานทดแทนที่หลากหลาย พร้อมทั้งมองว่า SMR อาจเข้ามามีบทบาทเสริมในอนาคต สำหรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่มากกว่า 50% ซึ่งต้องดูความมั่นคงเนื่องจากพลังงานบางประเภท เช่น โซลาร์เซลล์ แม้มีต้นทุนต่ำ แต่จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งหมดล้วนมีต้นทุน

อย่างไรก็ตาม พลังงานสะอาดจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังจำเป็นต้องมีระบบสำรอง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยธรรมชาติได้ เช่น ช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน แนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการคือการให้พลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทช่วยเสริมกัน เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องมีระบบสำรองรองรับ (Back up)

ดังนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงาน แต่ละประเภทและระบบสำรอง ยังไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถคาดการณ์ได้เพียงระยะสั้นประมาณ 2 ปี

กรณีค่าไฟฟ้า มองว่าปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่มีมาตรการช่วยเหลือทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นส่วนที่นำเงิน Claw Back กว่า 9,000 ล้านบาทมาช่วย ซึ่งยังไม่รวมภาระหนี้ กฟผ. และ ปตท. หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เช่น การช่วยกลุ่มเปราะบาง

ดังนั้น การใช้กลไกผ่านภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านฐานะการเงินด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้เงินและต้นทุนในอนาคต

ทั้งนี้ การบริหารราคาพลังงานจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น กับความยั่งยืนในระยะยาว เพราะหากมีการบิดเบือนราคามากเกินไปอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปลัดพลังงาน’ จะตรึงดีเซล 33 บาทให้นานที่สุด ตอบไม่ได้จะยื้อได้นานแค่ไหน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...