โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เอกนิติ” เตือนวิกฤตพลังงาน หนักกว่าโควิด ชี้เลิกอุ้มน้ำมันถ้วนหน้า ปรับแผนช่วยคนเปราะบาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 09.38 น.

ดร.เอกนิติ ชี้วิกฤตพลังงานปี 2569 รุนแรงกว่าโควิด-19 ไทยต้องเปลี่ยนจากอุดหนุนราคาพลังงานแบบองค์รวม เป็น Target ช่วยเหลือตรงจุดเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ป้องกันวิกฤตซ้อนวิกฤต

31 มี.ค. 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ "Transforming Thailand for Resilient Growth" ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดย เครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่า จากสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับความผันผวนและมีความท้าทายอีกครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบหนักหนากว่าวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา

“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวิกฤตครั้งนี้อาจจะหนักกว่าตอนโควิด-19 เพราะเป็นวิกฤตที่พื้นฐานทางพลังงานที่ใช้มานานหลายสิบปีถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นจาก 90 เหรียญต่อบาร์เรล เป็น 240 เหรียญต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3-4 เท่า สถานการณ์นี้บีบให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆ ในการแก้ปัญหาได้อีกต่อไป เราต้องปรับตัวและมองให้ยาวเพื่อทำให้เราชนะ”

ดังนั้นภาครัฐได้แตรียมกลยุทธ์สำคัญที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามความท้าทายดังกล่าวภายใต้แนวคิด Winning Strategy ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Target, Transition และ Transform เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น (Resilient Growth)

กลยุทธ์ที่ 1 Target โดยอุดหนุน-ช่วยเหลือให้ถูกจุด

โดยวิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งโลกในด้านนโยบายการคลังประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบองค์รวมมาเป็นการอุดหนุนที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ที่เดือดร้อนจริง เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาพลังงานมาเป็นการอุดหนุนบุคคลจะทำให้เราเกิดอีกวิกฤต เพราะเรามีเงินจำกัด เราต้องยอมรับว่าไม่มีใครเอาชนะตลาดได้ หลายประเทศจึงเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคามาอุดหนุนที่คนที่ไม่มีความสามารถที่จะรองรับวิกฤตได้และต้องทำให้เขาปรับตัวได้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ ในด้านการลงทุน BOI ได้ตั้งเป้าส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยมีศักยภาพ (Target Industry) ได้แก่

(1)เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)เปลี่ยนจากการขายปริมาณมากราคาต่ำ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง

(2)อุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดความเป็นผู้นำด้าน Food Processing เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ไทยติดอันดับโลก

(3)ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ใช้โอกาสที่ฐานการผลิตเริ่มย้ายมาไทยและซัพพลายเชนเริ่มแข็งแกร่ง

(4)Wellness & Medical Tourism โดยเป็นการดึงดูดกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงและมีความสามารถเข้ามาทำงานในไทย

“เมื่อเช้าผมได้พบกับรองประธานไมโครซอฟต์โดขเขาตัดสินใจทุนเพิ่มในประเทศไทยอีกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพราะเขามองว่าเมืองไทยมีโอกาส ผมในฐานะประธานบีโอไอก็เห็นเม็ดเงินที่จะลงทุนอีกเยอะมากใน Target ที่เราเก่ง”

กลยุทธ์ที่ 2 Transition เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและตลาดทุนยุคใหม่

วิกฤตพลังงานเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่ Green Energy ไม่ใช่แค่เรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) อีกต่อไป แต่คือเรื่องของ ความมั่นคง (Security) โดยมีแนวทางสนับสนุนดังนี้

(1)เปิดเสรีพลังงาน เร่งเปิด Direct PPA เพื่อให้เอกชนและบุคคลสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง รวมถึงส่งเสริมการลงทุนใน Solar Farm และ Floating Solar

(2)บทบาทตลาดทุน สนับสนุนการระดมทุนผ่าน Infrastructure Fund เพื่อพัฒนาโครงข่ายสายส่ง เนื่องจากงบประมาณรัฐมีจำกัด

(3)Dual Listing ผ่าน BOI โดยมีนโยบายดึงบริษัทระดับโลกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยควบคู่กับการลงทุนจริง (Real Investment) ผ่าน Fast Track ให้บริษัทต่างๆ มาลงทุนในบริษัทไทยได้

“สภาพแวดล้อมตอนนี้บังคับให้เราอยู่กับโลกที่ราคาน้ำมันแพงไปอีกสักระยะใหญ่ ผมไม่คิดว่าราคาน้ำมันจะกลับมาถูกใหม่ เพราะโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปเยอะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู เราจึงต้อง Transition ไปสู่พลังงานสีเขียว ซึ่งเราทำได้เพราะเรามีแสงแดดที่หลายประเทศไม่มี ซึ่งเรื่องนี้จะทำมาสู่ความปลอดภัยในเรื่องพลังงานด้วย เราจึงต้องเร่งลงทุนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ประเทศไหนที่เปลี่ยนผ่านได้เร็วที่สุดประเทศนั้นจะชนะ”

กลยุทธ์ที่ 3 Transform ปฏิรูปคนด้วย AI และยกเครื่องภาครัฐ

โดยเป้าหมายสำคัญคือการ Transform คนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเป็นเครื่องทุนแรงให้คนไทยเก่งขึ้น ตั้งแต่ระดับฐานราก เช่น พ่อค้าแม่ค้าส้มตำหรือ SME ให้สามารถเข้าถึง AI เพื่อวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น

“ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มใช้ AI กันแล้ว แต่คนตัวเล็กอาจยังไม่มีโอกาสเข้าถึง ดังนั้นโครงการคนละครึ่งพลัสรอบใหม่จะใส่เรื่อง AI เข้าไปด้วย ตอนนี้เราออกแบบกันแล้ว เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ดูแลเรื่องการเงิน ให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้”

ในส่วนของภาครัฐ มีแผนนำร่องการใช้ Agentic AI ในกระทรวงการคลังและ BOI ภายใน 6 เดือน เพื่อเป็นต้นแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและให้บริการประชาชน ก่อนจะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป

“การยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วคือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากยังยึดติดกับการอุดหนุนแบบเดิมอาจสร้างวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราต้องใช้กลไกตลาดทุนเปลี่ยนคนตัวเล็กให้เขามีแหล่งเงินออมในระยะยาว TISA มาแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่กระตุ้นให้ตลาดทุนโตแต่เป็นการสร้างเงินออมในระยะยาวให้กับคนไทย เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและพร้อมรับแรงกระแทกจากความผันผวนของโลกในอนาคต”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...