โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลัง ดันพ.ร.ก.กู้ 4 แสนลบ. เข้าครม.วันนี้ เร่งอัดเงินรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต

PostToday

อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 06.21 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 23.00 น.

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (5 พฤษภาคม 2569) มีวาระสำคัญที่ต้องติดตาม เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบประมาณสำรองในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากวิกฤตการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ

เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มองเห็นสัญญาณอันตรายจากความผันผวนของโลก ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ ขณะที่เงินในกระเป๋าเดิมอย่างงบประมาณปี 2569 งบกลาง หรือเงินสำรองจ่าย ถูกบริหารจัดการจนไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระดับวิกฤต การกู้เงินจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

หัวใจหลักของการใช้เงินกู้ก้อนนี้คือโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่งพลัส” ที่ตั้งเป้าช่วยคนไทยมากกว่า 30 ล้านคน เริ่มคิกออฟวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

• กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

จำนวน 13.4 ล้านคน จะได้รับการเติมเงินให้คนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงิน 4,000 บาท ใช้งบประมาณราว 5.2 หมื่นล้านบาท

• กลุ่มประชาชนทั่วไป

ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ” รัฐจะช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เช่น ซื้อของ 100 บาท รัฐจ่าย 60 บาท ให้สิทธิเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 2569) รวม 4,000 บาทเช่นกัน

คำถามที่หลายคนกังวลคือเรื่อง "เพดานหนี้สาธารณะ" ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66.38% ของ GDP (ณ มี.ค. 2569) ซึ่งยังไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ 70% การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จะทำให้หนี้พุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 70% มากขึ้น แต่คลังยืนยันว่า ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะใช้กลยุทธ์ "ทยอยกู้ตามความจำเป็น" ไม่กู้มากองไว้ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน เหมือนช่วงโควิด-19

นอกจากประเด็นการกู้เงินแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตาคือ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ซึ่งเดิมรัฐบาลตั้งเป้าดึงงบจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะงบที่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน เช่น งบลงทุนล่าช้าและงบสัมมนา มาใช้ในวงเงินราว 8 หมื่นล้านถึง 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี ล่าสุดยังไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้พร้อมกันในวันนี้ เนื่องจาก สำนักงบประมาณ และ กรมบัญชีกลาง ยังสรุปตัวเลขงบที่โอนได้จริงไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ หลังรัฐกำหนดเส้นตายให้เร่งก่อหนี้ผูกพันงบลงทุนและงบสัมมนาภายในวันที่ 30 เม.ย. หากหน่วยงานใดดำเนินการไม่ทัน วงเงินจะถูกริบกลับเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

เบื้องต้นรัฐบาล ประเมินว่า วงเงินโอนงบที่ทำได้จริงอาจต่ำกว่ากรอบเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท

ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และที่สำคัญคือกระบวนการทางสภาฯ ของ พ.ร.บ. โอนงบฯ นั้นล่าช้า ไม่ทันการเริ่มโครงการไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ รัฐบาลจึงต้องเลือกใช้ทางลัดอย่าง พ.ร.ก. กู้เงิน เป็นตัวนำไปก่อน แล้วค่อยนำเงินจากการโอนงบฯ มาเติมในภายหลัง

หาก ครม. เห็นชอบในวันนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการคัดกรองโครงการเพื่อพิจารณาความคุ้มค่า และต้องเร่งส่งตรวจร่างกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ทันการเปิดลงทะเบียนในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...