โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KGI เปิดลิสต์ 5 หุ้นเด่นพ.ค. เน้น Selective Buy มีสตอรี่

ทันหุ้น

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ มองในเดือนพฤษภาคม คาดว่าดัชนี SET น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบดยในประการแรก จากสถิติในอดีตพบว่าหุ้นไทยมักจะอ่อนแอในช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายนหลังผ่านฤดูของการจ่ายเงินปันผลไปแล้ว ประการที่สอง นักลงทุนเป็นกังวลเกี่ยวกับการปรับดัชนี MSCI ซึ่งอาจจะมีการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI GSI

ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเลือกหุ้นให้ดี และ เน้นธีมการลงทุน อย่างเช่น ตลาดพลังงานที่ตึงตัวขึ้น, กลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภค และ กลุ่มก่อสร้าง, แนวโน้ม FDI ที่แข็งแกร่ง และ กลุ่ม hospitality ที่อาจจะดีดตัวขึ้นถ้าหากสหรัฐ และ อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ในเดือนนี้

หุ้นแนะนำ พ.ค. 2569: เลือกสตอรี่รายตัว ภาพรวมอยู่ในโลว์ซีซั่น

พอร์ตหุ้นแนะนำเดือนเมษายนขยับขึ้น 2.1% ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นในโหมด sideways up ในเดือนเมษายน แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดพบว่าดัชนี SET ขึ้นได้เพราะแรงหนุนจากกลุ่มปิโตรเคมี (ซึ่งได้อานิสงส์จากการที่ตลาดน้ำมันตึงตัว และ spread ของผลิตภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น) และ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (จากกระแส megatrend ที่ต่อเนื่องของ AI และ data center) เท่านั้น ส่วนหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ยังทรงตัว หรือ ลดลงเนื่องจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ถึงแม้จะมีข่าวออกมาเรื่อย ๆ เกี่ยวกับการเจรจาสันติดภาพ และ การยืดระยะเวลาหยุดยิง แต่จนถึงปลายเดือนเมษายนยังคงไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการยุติสงคราม ในขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนก็แผ่วลงเพราะนักลงทุนเป็นกังวลเกี่ยวกับการปรับดัชนี MSCI ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าอาจจะมีการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Global Standard

มุมมอง SET เดือนพฤษภาคม: เข้าสู่ฤดูตลาดชะลอตัว แนะซื้อสะสมช่วงตลาดอ่อนตัว สำหรับแนวโน้มในเดือนพฤษภาคม เราคาดว่าดัชนี SET น่าจะเคลื่อนไหวแบบ sideways จากประเด็นการลงทุนดังต่อไปนี้ ประเด็นแรก เมื่ออิงจากสถิติ 10 ปีย้อนหลัง พบว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายนจะค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากผ่านช่วงที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ประเด็นที่สอง นักลงทุนเป็นกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความผันผวนของกระแสเงินทุนจากต่างชาติก่อนการปรับดัชนี MSCI รอบครึ่งปีในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งมีความเสี่ยงที่น้ำหนักหุ้นไทยในตะกร้าของดัชนี MSCI Global Standard จะถูกปรับลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากในประเทศอยู่บ้าง จากการที่รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นการบริโภคในวันนี้

หุ้นเด่นเดือนพฤษภาคม: PTTGC, KTB, WHA, CK และ BH*

PTTGC*: ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรสุทธิใน Q1/69 จะอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท ฟื้นตัวขึ้นจากที่ขาดทุนสุทธิ 2.6 พันล้านบาทใน Q1/68 และ 5.5 พันล้านบาทใน Q4/68 เนื่องจาก i) กำไรจากสต็อกสูงขึ้น และ ii) market GRM แข็งแกร่งขึ้น ฝ่ายวิจัยยังคงมองบวกกับธีมปิโตรเคมี เพราะ spread ของ polyolefins น่าจะทรงตัวในระดับที่แข็งแกร่งในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

KTB*: ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569F/2570F ขึ้นอีก 6% เพื่อสะท้อนถึงประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.7%/13% ในปี 2569F/2570F (จากเดิม +9%/+8%) และ การปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการลงทุนเป็นปีละ 1.5 พันล้านบาท/500 ล้านบาท นอกจากนี้ KTB จะได้อานิสงส์เต็ม ๆ จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่กำลังจะออกมา ซึ่งตามปกติแล้วจะใช้ KTB เป็นเครื่องมือ

WHA*: บริษัททำยอดขายได้น่าประทับใจที่ 900-1,000 ไร่ใน Q1/69 (35-40% ของประมาณการยอดขายทั้งปี) แต่ยอดโอนที่ดินลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากฐานที่สูงมาอยู่ที่ประมาณ 300 ไร่ โดย WHA คาดว่าโมเมนตัมของยอดขาย/ยอดโอนที่ดินจะดีขึ้นใน Q2-Q3 เพราะได้แรงหนุนจาก backlog 770 ไร่คิดเป็นมูลค่า 3.7 พันล้านบาท และ ยังมีที่ดินที่อยู่ระหว่างการเจรจา (LOI/MOU) อีก 1,632 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท

CK*: กำไรสุทธิของ CK ใน Q4/68 อยู่ที่ 444 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยและ consensus ของตลาด โดยกำไรสุทธิในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3.33 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อมองไปข้างหน้า ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งรวมถึง CK ด้วย น่าจะได้อานิสงส์จากการที่รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะในรูปแบบ PPP

BH*: ใน Q1/69 รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.2% YoY คิดเป็น 66% ของรายได้รวม โดยตลาดตะวันออกกลางเติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นถึง 21.3% YoY ฝ่ายวิจัยคิดว่าราคาหุ้น BH สะท้อนปัจจัยลบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่านไปเรียบร้อยแล้ว และฝ่ายวิจัยเชื่อว่าอุปสงค์การรักษาพยาบาลจากตะวันออกกลางจะพุ่งสูงขึ้นจากกรณีความขัดแย้งในภูมิภาค

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...