เซ็นทรัล แลนด์ฯ กางสูตร ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ เจาะบิ๊กดีมานด์พรีเมียม เชิญทะเล-วงศ์อมาตย์
กลุ่มเซ็นทรัลชี้ช่องว่างตลาดบน (Prime Area) เปิดตัว 2 โปรเจกต์ยักษ์ "POP Phuket" และ "Tops Wongamat" เจาะทำเลทองเชิงทะเล-หาดวงศ์อมาตย์ โชว์ความสำเร็จ "ปอร์โต เดอ ภูเก็ต" รายได้พุ่ง 70-100 ล้านต่อเดือน มั่นใจศักยภาพ "ภูเก็ต-พัทยา" แข็งแกร่งสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน มุ่งกลยุทธ์ "Quality over Quantity" เน้นทราฟฟิกคุณภาพระดับพรีเมียม เลี่ยงสงครามราคาในตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ที่เริ่มอิ่มตัว
14 พฤษภาคม 2569 - ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวน แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกในทำเล "หัวกะทิ" ของประเทศไทย กลับกลายเป็นหลุมหลบภัยและโอกาสในการเติบโตที่สำคัญ ล่าสุดเซ็นทรัล แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศยุทธศาสตร์รุกคืบตลาด Lifestyle Investment ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 730 ล้านบาท ปั้นคอมมูนิตี้มอลล์ระดับพรีเมียม 2 แห่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ตและพัทยา เพื่อรองรับคลื่นนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Expat ที่มีพฤติกรรมการจ่ายสูง
"อัญมณีท่องเที่ยวไทย" ศักยภาพที่ปฏิเสธไม่ได้
คุณพงศ์ ศกุนตนาค กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มเซ็นทรัล ให้มุมมองต่อศักยภาพของ 2 ทำเลทองไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราปฏิเสธศักยภาพของ 2 ทำเลนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ แม้โลเคชั่นจะต่างกันบ้าง แต่ Concept ของเราชัดเจน คือการทำมอลล์ขนาดกะทัดรัดที่เน้น 'Lifestyle' ทั้งเรื่องกิน เรื่องช้อป และบริการที่ครบวงจร โดยหัวใจสำคัญคือต้องเป็น Premium Location เท่านั้น”
สำหรับภูเก็ต ตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน โดยราคาที่ดินเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นถึง 10.7% ต่อปี ขณะที่อุปสงค์จากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวรัสเซียยังคงหนาแน่น ปัจจุบันภูเก็ตมีประชากรกว่า 3.8 แสนคน และมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 14.1 ล้านคนต่อปี
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.4 - 5.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะย่านเชิงทะเล-บางเทา ซึ่งกลายเป็นย่านลักซ์ชัวรีที่มีโครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์สะสมกว่า 20,000 ยูนิต และมีอัตราการขาย (Sold Rate) ในกลุ่มวิลล่าสูงถึง 83%
"POP Phuket" ต่อยอดความสำเร็จรายได้ 100 ล้าน/เดือน
กลุ่มเซ็นทรัลใช้เงินลงทุน 300 ล้านบาท สำหรับโครงการ "POP Phuket" ในย่านเชิงทะเล โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ Porto de Phuket ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าและประสบความสำเร็จอย่างสูง
ซึ่งคุณพงศ์ย้ำว่าเหตุผลที่กล้าเดินหน้าต่อ เพราะมีบทพิสูจน์ความสำเร็จที่ชัดเจนจากรายได้ของ Porto de Phuket ที่ทำได้สูงถึง 70-100 ล้านบาทต่อเดือน จนเห็นโอกาสว่าการพัฒนาในทิศทางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ จะช่วยให้ไม่ต้องลงไปแข่งขันในน่านน้ำเดียวกับใคร
โครงการ "POP Phuket" ถูกพัฒนาบนพื้นที่โครงการรวม 5,490 ตารางเมตร เพื่อเป็น Life Ecosystem ที่เข้ามายกระดับประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ โดยวาง Position ให้มีความเป็น Exclusive และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง คาดการณ์สัดส่วนลูกค้าเป็นชาวต่างชาติหรือ Expat สูงถึง 80% ตั้งเป้าดึงดูดผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี
"Tops Wongamat" ปักธงราชพรีเมียมพัทยา
ในฝั่งของพัทยา กลุ่มเซ็นทรัลทุ่มงบ 430 ล้านบาท พัฒนา "Tops Wongamat" บนพื้นที่รวมกว่า 4,700 ตารางเมตร ในย่านหาดวงศ์อมาตย์ ซึ่งถือเป็น Prime Area ระดับ "ราชพรีเมียม" ที่หาที่ดินได้ยากมากในปัจจุบัน
จุดยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่หน้าโรงแรม Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่า 90% ทำให้โครงการรายล้อมด้วยกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวและผู้เข้าพักคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อหมุนเวียนตลอดเวลา
ข้อมูลจากแผนภาพระบุว่า ทำเลโดยรอบวงศ์อมาตย์มีความหนาแน่นของที่พักอาศัยระดับบนกว่า 13,018 ยูนิต และมีโรงแรมระดับ Luxury รวม 3,771 ห้อง โดยมีปริมาณคนสัญจรผ่านหน้าโครงการสูงถึง 18,000 คนต่อวัน ตัวโครงการจะเน้นโซนร้านอาหารและคาเฟ่กว่า 80% เพื่อสร้างประสบการณ์ Neighborhood Lifestyle Open Mall ที่สมบูรณ์แบบ
หนี "ตลาดอิ่มตัว" และสงครามราคา
ท่ามกลางการขยายตัวของคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็กในไทยที่ลงทุนต่ำและแข่งขันสูงจนเสี่ยงต่อภาวะตลาดอิ่มตัว เซ็นทรัล แลนด์ฯ เลือกใช้กลยุทธ์ "Quality over Quantity" โดยเน้นไปที่โครงการขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งคุณพงศ์มองว่าหากทำเหมือนคนอื่น สุดท้ายจะหนีไม่พ้นสงครามราคาที่ทำให้ธุรกิจต้องเผชิญภาวะถดถอย
โครงการใหม่ทั้งสองแห่งนี้แม้จะมีขนาดพื้นที่เล็กกว่าเดิม 3-4 เท่า และคาดการณ์ทราฟฟิกไว้ที่ประมาณ 700 คนต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของโครงการ Porto de Phuket แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน แต่อยู่ที่ "คุณภาพ" ของลูกค้าพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะเข้ามาสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่าการเน้นปริมาณทราฟฟิกเพียงอย่างเดียว โดยทั้ง 2 โครงการมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2569 เพื่อเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป