หั่นเป้า ส่งออกอาหาร ปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หลังเผชิญปัจจัยลบรอบทิศ
ส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกปี 69 ทรุดร้อยละ 10.5 เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางและนโยบายกีดกันทางการค้า สอท.-หอการค้า-สถาบันอาหาร ผนึกกำลังเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง "บาทแข็ง-ต้นทุนพลังงาน-ความขัดแย้งชายแดน" ชูกลุ่ม Future Food เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม แม้โครงสร้างตลาดยังกระจุกตัวสูง
2 เมษายน 2569 - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เปิดเผยดัชนีชี้วัดสถานการณ์ส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) พบมูลค่ารวมอยู่ที่ 202,100 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าจากสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคแล้ว อุตสาหกรรมอาหารไทยยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรหลัก อาทิ ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ขณะที่ปัจจัยภายในภูมิภาคอย่างความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าชายแดนหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของประเทศ
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ระบุว่า "การส่งออกอาหารไทยในช่วงต้นปี 2569 ต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้"
สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 3 องค์กรเศรษฐกิจได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัวร้อยละ 7.3 โดยประเมินว่าในไตรมาสแรกจะยังคงเห็นตัวเลขติดลบอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งจะกดดันราคาพลังงานและต้นทุนค่าขนส่งให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระบุว่า กลุ่ม "อาหารแห่งอนาคต" (Future Food) ยังคงเป็นจุดแข็งที่น่าจับตา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.1 ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีสัดส่วนในโครงสร้างการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 ในปี 2568 แต่พบข้อสังเกตว่าการเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) ถึงร้อยละ 90.3 ขณะที่กลุ่มโปรตีนทางเลือกและอาหารอินทรีย์กลับชะลอตัวลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิต
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นต่อทิศทางตลาดว่า"โครงสร้างการส่งออกอาหารไทยกำลังเปลี่ยนไป จีนยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนร้อยละ 22.3 แต่เราต้องเฝ้าระวังเรื่องความเปราะบางของตลาดหลักที่หดตัว ทั้งอาเซียนเดิม สหรัฐฯ และญี่ปุ่น"
ในด้านการผลิต กลุ่มผู้ประกอบการยังคงพยายามรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้จะมีความกังวลเรื่องความตึงตัวของวัตถุดิบพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความไม่สงบยืดเยื้อจนถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 ภาคอุตสาหกรรมอาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริงในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน