โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หั่นเป้า ส่งออกอาหาร ปี 69 เหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หลังเผชิญปัจจัยลบรอบทิศ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 03.16 น.

ส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกปี 69 ทรุดร้อยละ 10.5 เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางและนโยบายกีดกันทางการค้า สอท.-หอการค้า-สถาบันอาหาร ผนึกกำลังเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง "บาทแข็ง-ต้นทุนพลังงาน-ความขัดแย้งชายแดน" ชูกลุ่ม Future Food เป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม แม้โครงสร้างตลาดยังกระจุกตัวสูง

2 เมษายน 2569 - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เปิดเผยดัชนีชี้วัดสถานการณ์ส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กุมภาพันธ์) พบมูลค่ารวมอยู่ที่ 202,100 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าจากสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคแล้ว อุตสาหกรรมอาหารไทยยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรหลัก อาทิ ข้าว ข้าวโพด และน้ำตาล เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ขณะที่ปัจจัยภายในภูมิภาคอย่างความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าชายแดนหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของประเทศ

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ระบุว่า "การส่งออกอาหารไทยในช่วงต้นปี 2569 ต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้"

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 3 องค์กรเศรษฐกิจได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท หดตัวร้อยละ 7.3 โดยประเมินว่าในไตรมาสแรกจะยังคงเห็นตัวเลขติดลบอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งจะกดดันราคาพลังงานและต้นทุนค่าขนส่งให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระบุว่า กลุ่ม "อาหารแห่งอนาคต" (Future Food) ยังคงเป็นจุดแข็งที่น่าจับตา โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.1 ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีสัดส่วนในโครงสร้างการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 ในปี 2568 แต่พบข้อสังเกตว่าการเติบโตดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) ถึงร้อยละ 90.3 ขณะที่กลุ่มโปรตีนทางเลือกและอาหารอินทรีย์กลับชะลอตัวลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิต

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นต่อทิศทางตลาดว่า"โครงสร้างการส่งออกอาหารไทยกำลังเปลี่ยนไป จีนยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนร้อยละ 22.3 แต่เราต้องเฝ้าระวังเรื่องความเปราะบางของตลาดหลักที่หดตัว ทั้งอาเซียนเดิม สหรัฐฯ และญี่ปุ่น"

ในด้านการผลิต กลุ่มผู้ประกอบการยังคงพยายามรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้จะมีความกังวลเรื่องความตึงตัวของวัตถุดิบพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุภัณฑ์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความไม่สงบยืดเยื้อจนถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 ภาคอุตสาหกรรมอาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริงในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...