การทำสมาธิแบบวิธีพุทธ ไม่ใช่แค่การพักสมอง แต่สามารถปรับโครงสร้างสมองได้
งานวิจัยในปี 2026 จาก Université de Montréal พบว่า การทำสมาธิ โดยเฉพาะในพระสงฆ์พุทธ ไม่ได้เป็นช่วงที่สมองหยุดพัก แต่สมองจะมีการทำกิจกรรมอย่างเข้มข้นและซับซ้อนสูง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของโครงข่ายอย่างมีนัยยะสำคัญ
ผลการสแกนสมอง (MEG) พบว่า สมาธิช่วยเปลี่ยนแปลงพลวัตของสมอง สร้างสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบกับความโกลาหล ส่งผลให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเครียดและความวิตกกังวล
ปกติแล้ว สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด โดยสมองที่ขาดความยืดหยุ่นจะปรับตัวได้ไม่ดี ขณะที่การอยู่ท่ามกลางความโกลาหลยุ่งเหยิงมากเกินไปอาจทำให้การทำงานผิดปกติ
หัวใจสำคัญที่การทำสมาธิช่วยให้สมองยืดหยุ่นขึ้น เพราะ ในขณะที่ทำสมาธิสมองจะเข้าใกล้ภาวะที่เรียกว่า "ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ" ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง ความเป็นระเบียบ และความโกลาหล และนี่คือสุดสมดุลที่เครือข่าวประสาททำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในงานวิจัยครั้งนี้ได้ศึกาากลไกของภาวะสมาธิ ของพระ 12 รูปจากสายวัดป่าไทย (Thai Forest Tradition) ที่วัด Santacittarama ใกล้กรุงโรม โดยแต่ละรูปมีประสบการณ์การทำสมาธิเฉลี่ยมากกว่า 15,000 ชั่วโมง และทำสมาธิ 2 รูแบบคือ สมถะ ซึ่งการเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และวิปัสสนา คือการรู้เท่าทันซึ่งที่เกิดในปัจจุบัน
แต่การทำสมาธิ เป็นวิธีที่ทำให้สมองอยู่ในจุดสมดุล เครือข่ายประสาทจะมีความเสถียรพอที่จะส่งข้อมูลได้อย่างแม่นยำ และยังยืดหยุ่นพอที่จะปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว สมดุลนี้ช่วยให้การประมวลผล การเรียนรู้ และการตอบสนองของสมองมีประสิทธิภาพสูงสุด
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ผลของการทำสมาธิในระยะยาว ช่วยทำให้อาการวิตกกังวล ความเครียด และภาวะซึมเศร้าดีขึ้น ความสามารถในการควบคุมความสนใจด้วยตนเองยังช่วยให้จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นด้วย ดังนั้น ประโยชน์ของการทำสมาธิ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลาที่ทำสมาธิเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกับการออกกำลังกายสมอง ที่คงอยู่ในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง