โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เร่งนายกฯ สางปัญหา ชี้โพรงแก้โลจิสติกส์

ทันหุ้น

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 20.00 น.

#นายกฯ #ทันหุ้น – นักวิชาการแนะรัฐบาลแก้ให้ไทยพ้นการเป็นคนป่วยเอเชีย ต้องเคลียร์โครงการขนส่ง ชี้ปัญหาพลังงานทำต้นทุนสูง ห่วงเงินเฟ้อ ด้านนักวิเคราะห์ลั่นต้องรีบจัดการปัญหาโลจิสติกส์ ให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก ก่อนอัมพาตขาดแคลนสินค้า ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ชี้ช่องรัฐระดมทุนผ่านตลาดทุน

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า หลังจากได้นายกรัฐมนตรีใหม่ ต้องติดตามความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่และงบประมาณ ซึ่งหากล่าช้าจะเป็นข้อจำกัด ทั้งนี้ไทยถูกมองว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย จากปัญหาโครงสร้าง ซึ่งสังเกตได้จากหลังวิกฤติโควิดไทยฟื้นตัวได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของคนไทยยังถูกจีนแซงหน้าไปแล้วเมื่อปี 2563 และกำลังจะถูกเวียดนามแซงในเร็วๆ นี้ ต่างจากสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรแต่เน้นลงทุนใน “ทุนมนุษย์” จนก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับโลก

ปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังคือความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นทางออกน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ราคาพลังงานและแก๊สพุ่งสูง จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไทยเองยังยึดติดอยู่กับการขนส่งผ่านถนนถึง 85% น้ำ 12% และรางเพียง 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทำให้ต้นทุนสูง ขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนการใช้ถนน 60% น้ำ 20% และราง 20% ส่วนกลไกกองทุนน้ำมันของไทยปัจจุบันก็มีภาระหนักจากการอุดหนุน และมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการกู้ยืมช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

นอกจากนี้ยังกังวลอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาต้นทุนสินค้า เหมือนในปี 2566 ช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เงินเฟ้อพุ่ง จนธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัด โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5.25% เพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 2% โดยต้องติดตามการส่งออกซึ่งเป็นหัวใจทุกการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 4% จะช่วยดันจีดีพีได้ 1% แต่กังวลว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่คาดไว้เดิม 1-2% ขณะเดียวกันในส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เองก็ยังรอดูความชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน

@ระวังโลจิกติกส์อัมพาต

นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดจากการโจมตีโรงกลั่นในคูเวตและแหล่งก๊าซในกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงถึง 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยเซอร์ไพรส์ที่ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดจะดูแข็งแกร่งกว่าภูมิภาคก็ตาม

ซึ่งปัญหาวิกฤติซัพพลายน้ำมันและก๊าซในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยกลุ่มโลจิสติกส์และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นทันที ดังนั้นนายกรัฐมนตรีควรให้ความสำคัญกับการจัดการระบบโลจิสติกส์ไม่ให้เกิดอัมพาต

โดยอาจนำมาตรการในช่วงวิกฤติโควิดมาปรับใช้ เช่น การประกาศจัดระเบียบให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันปัญหาการชะงักงันของการผลิตและการกักตุนสินค้า พร้อมเสนอให้รัฐพิจารณาเดินหน้าโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช่ก๊าซเพิ่มขึ้นเต็มกำลัง รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน

กลยุทธ์มอง “Wait & See” เนื่องจากตลาดมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดที่ไม่รู้ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นตามมา หรืออาจรอจังหวะเข้าลงทุนในวันอังคารหน้า แม้จะเห็นสัญญาณบวกจากนักลงทุนต่างชาติที่พร้อมกลับมาซื้อหุ้นไทยในกลุ่มแบงก์และพลังงานหากสถานการณ์คลี่คลาย แต่ในระยะสั้นความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องเฝ้าระวัง

@แนะรัฐใช้ตลาดระดมทุน

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แม้สถานการณ์ของเม็ดเงินต่างชาติในช่วงเดือนมีนาคมจะยังคงไม่แน่นอน หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ธ.ค.-ก.พ.) มีการไหลเข้าไทยชัดเจนกว่า 50,000 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้มีปัจจัยลบจากสถานการณ์สงครามที่กระทบราคาน้ำมันและความเสี่ยงต่างๆ ทำให้มีการขายออกมา อย่างไรก็ตาม การที่ไทยมีปัจจัยบวกสำคัญคือการได้นายกรัฐมนตรี และความชัดเจนของรัฐบาลที่มีนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ให้ความสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่หนุนหุ้นไทยในช่วงต้นปี ดังนั้นจึงมองว่าความผันผวนของหุ้นไทยที่เกิดขึ้นยังเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยที่ดึงดูดนักลงทุนได้ดีคือ “หุ้นปันผล” โดยในปีที่ผ่านมาแม้อัตราผลตอบแทนจากราคาหุ้นจะติดลบ 10% แต่มีการจ่ายปันผลเฉลี่ยถึง 4% ทำให้การติดลบจริงอยู่ที่ 6% แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่ม “หุ้นปันผล” ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 12%

ขณะเดียวกันเม็ดเงินปันผลในปีที่ผ่านมาสูงถึงประมาณ 650,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า และเมื่อรวมกับการซื้อหุ้นคืนอีกกว่า 30,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะเกือบ 700,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้หุ้นปันผลเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

@ พร้อมหนุนรัฐระดมทุน

นายศรพล กล่าวด้วยว่า ตลาดทุนเป็นภาคส่วนที่สามารถสนับสนุนและได้รับประโยชน์หากเศรษฐกิจเข้มแข็ง และรัฐบาลสามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนได้หลากหลาย ทั้งธุรกิจรูปแบบใหม่และโครงการภาครัฐ ซึ่งหากตลาดทุนเติบโตดีจะมี Wealth Effect ที่ส่งต่อไปยัง GDP ของประเทศด้วย

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อรองรับบริษัทกลุ่ม New Economy พร้อมทั้งร่วมมือกับ BOI และ EEC เพื่อส่งเสริมให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิจารณาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

และยังวางเป้าหมายชูจุดเด่นของเศรษฐกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมHealthcare และ Wellness ซึ่งปัจจุบันไทยมีจำนวนบริษัทในกลุ่มนี้มากที่สุดในอาเซียน โดยมีแผนที่จะพัฒนาและดึงดูด Supply Chain ของธุรกิจกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในด้านนี้อย่างยั่งยืน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...