เร่งนายกฯ สางปัญหา ชี้โพรงแก้โลจิสติกส์
#นายกฯ #ทันหุ้น – นักวิชาการแนะรัฐบาลแก้ให้ไทยพ้นการเป็นคนป่วยเอเชีย ต้องเคลียร์โครงการขนส่ง ชี้ปัญหาพลังงานทำต้นทุนสูง ห่วงเงินเฟ้อ ด้านนักวิเคราะห์ลั่นต้องรีบจัดการปัญหาโลจิสติกส์ ให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก ก่อนอัมพาตขาดแคลนสินค้า ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ชี้ช่องรัฐระดมทุนผ่านตลาดทุน
รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยว่า หลังจากได้นายกรัฐมนตรีใหม่ ต้องติดตามความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่และงบประมาณ ซึ่งหากล่าช้าจะเป็นข้อจำกัด ทั้งนี้ไทยถูกมองว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย จากปัญหาโครงสร้าง ซึ่งสังเกตได้จากหลังวิกฤติโควิดไทยฟื้นตัวได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของคนไทยยังถูกจีนแซงหน้าไปแล้วเมื่อปี 2563 และกำลังจะถูกเวียดนามแซงในเร็วๆ นี้ ต่างจากสิงคโปร์ที่ไม่มีทรัพยากรแต่เน้นลงทุนใน “ทุนมนุษย์” จนก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับโลก
ปัจจัยภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังคือความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นทางออกน้ำมัน 20% ของโลก ทำให้ราคาพลังงานและแก๊สพุ่งสูง จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไทยเองยังยึดติดอยู่กับการขนส่งผ่านถนนถึง 85% น้ำ 12% และรางเพียง 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทำให้ต้นทุนสูง ขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนการใช้ถนน 60% น้ำ 20% และราง 20% ส่วนกลไกกองทุนน้ำมันของไทยปัจจุบันก็มีภาระหนักจากการอุดหนุน และมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการกู้ยืมช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
นอกจากนี้ยังกังวลอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาต้นทุนสินค้า เหมือนในปี 2566 ช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เงินเฟ้อพุ่ง จนธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัด โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5.25% เพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 2% โดยต้องติดตามการส่งออกซึ่งเป็นหัวใจทุกการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 4% จะช่วยดันจีดีพีได้ 1% แต่กังวลว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่คาดไว้เดิม 1-2% ขณะเดียวกันในส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เองก็ยังรอดูความชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน
@ระวังโลจิกติกส์อัมพาต
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดจากการโจมตีโรงกลั่นในคูเวตและแหล่งก๊าซในกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงถึง 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยเซอร์ไพรส์ที่ฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้ว่าก่อนหน้านี้ตลาดจะดูแข็งแกร่งกว่าภูมิภาคก็ตาม
ซึ่งปัญหาวิกฤติซัพพลายน้ำมันและก๊าซในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยกลุ่มโลจิสติกส์และค้าปลีก จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นทันที ดังนั้นนายกรัฐมนตรีควรให้ความสำคัญกับการจัดการระบบโลจิสติกส์ไม่ให้เกิดอัมพาต
โดยอาจนำมาตรการในช่วงวิกฤติโควิดมาปรับใช้ เช่น การประกาศจัดระเบียบให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันปัญหาการชะงักงันของการผลิตและการกักตุนสินค้า พร้อมเสนอให้รัฐพิจารณาเดินหน้าโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช่ก๊าซเพิ่มขึ้นเต็มกำลัง รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน
กลยุทธ์มอง “Wait & See” เนื่องจากตลาดมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดที่ไม่รู้ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นตามมา หรืออาจรอจังหวะเข้าลงทุนในวันอังคารหน้า แม้จะเห็นสัญญาณบวกจากนักลงทุนต่างชาติที่พร้อมกลับมาซื้อหุ้นไทยในกลุ่มแบงก์และพลังงานหากสถานการณ์คลี่คลาย แต่ในระยะสั้นความไม่แน่นอนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องเฝ้าระวัง
@แนะรัฐใช้ตลาดระดมทุน
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แม้สถานการณ์ของเม็ดเงินต่างชาติในช่วงเดือนมีนาคมจะยังคงไม่แน่นอน หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา (ธ.ค.-ก.พ.) มีการไหลเข้าไทยชัดเจนกว่า 50,000 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้มีปัจจัยลบจากสถานการณ์สงครามที่กระทบราคาน้ำมันและความเสี่ยงต่างๆ ทำให้มีการขายออกมา อย่างไรก็ตาม การที่ไทยมีปัจจัยบวกสำคัญคือการได้นายกรัฐมนตรี และความชัดเจนของรัฐบาลที่มีนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ให้ความสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่หนุนหุ้นไทยในช่วงต้นปี ดังนั้นจึงมองว่าความผันผวนของหุ้นไทยที่เกิดขึ้นยังเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยที่ดึงดูดนักลงทุนได้ดีคือ “หุ้นปันผล” โดยในปีที่ผ่านมาแม้อัตราผลตอบแทนจากราคาหุ้นจะติดลบ 10% แต่มีการจ่ายปันผลเฉลี่ยถึง 4% ทำให้การติดลบจริงอยู่ที่ 6% แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่ม “หุ้นปันผล” ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 12%
ขณะเดียวกันเม็ดเงินปันผลในปีที่ผ่านมาสูงถึงประมาณ 650,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า และเมื่อรวมกับการซื้อหุ้นคืนอีกกว่า 30,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะเกือบ 700,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้หุ้นปันผลเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
@ พร้อมหนุนรัฐระดมทุน
นายศรพล กล่าวด้วยว่า ตลาดทุนเป็นภาคส่วนที่สามารถสนับสนุนและได้รับประโยชน์หากเศรษฐกิจเข้มแข็ง และรัฐบาลสามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนได้หลากหลาย ทั้งธุรกิจรูปแบบใหม่และโครงการภาครัฐ ซึ่งหากตลาดทุนเติบโตดีจะมี Wealth Effect ที่ส่งต่อไปยัง GDP ของประเทศด้วย
ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อรองรับบริษัทกลุ่ม New Economy พร้อมทั้งร่วมมือกับ BOI และ EEC เพื่อส่งเสริมให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิจารณาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
และยังวางเป้าหมายชูจุดเด่นของเศรษฐกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมHealthcare และ Wellness ซึ่งปัจจุบันไทยมีจำนวนบริษัทในกลุ่มนี้มากที่สุดในอาเซียน โดยมีแผนที่จะพัฒนาและดึงดูด Supply Chain ของธุรกิจกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในด้านนี้อย่างยั่งยืน