โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ เพิ่มกัมพูชาลงบัญชีขอวีซ่าต้องวางเงินค้ำประกันสูงสุด 15,000 $

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่มรายชื่อ 12 ประเทศ เข้าสู่มาตรการใหม่ที่กำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าต้องวางเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรายชื่อประเทศอีก 12 ประเทศ เข้าสู่มาตรการใหม่ที่กำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าต้องวางเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 491,850 บาท เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยหนึ่งใน 12 ประเทศดังกล่าวมีรายชื่อของกัมพูชารวมอยู่ด้วย

การขยายรายชื่อประเทศในครั้งนี้ ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งจำกัดการอพยพเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากประเทศนอกซีกโลกตะวันตก

มาตรการดังกล่าวสะท้อนท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องความมั่นคงและนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่ยังคงเป็นประเด็นร้อนในสังคมอเมริกัน

ทั้งนี้ 12 ประเทศล่าสุดได้แก่ กัมพูชา เอธิโอเปีย จอร์เจีย เกรนาดา เลโซโธ,เกรเนดา, เลโซโท, มอริเชียส, มองโกเลีย, โมซัมบิก, นิการากัว, ปาปัวนิวกินี, เซเชลส์, ตูนิเซีย

และเมื่อเพิ่มรายชื่อของ 12 ประเทศล่าสุดเข้าไป ส่งผลทำให้จำนวนประเทศที่อยู่ในบัญชีต้องวางเงินค้ำประกันเพิ่มขึ้นเป็น 50 ประเทศ โดยส่วนใหญ่ เป็นประเทศในทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ตาม มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การวางเงินค้ำประกันที่สูงขนาดนั้นเป็นการเหยียดเชื้อชาติต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายได้ต่ำ แต่รัฐบาลของทรัมป์ปกป้องนโยบายดังกล่าวว่าเป็นวิธีลดการที่นักท่องเที่ยวอยู่เกินระยะเวลาที่วีซ่ากำหนด

สหรัฐฯ ชี้ได้ผลดี และอาจขยายเพิ่มรายชื่อประเทศอีกในอนาคต

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อวานนี้ว่า โครงการวางเงินค้ำประกันเพื่อขอวีซ่าพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยลดจำนวนการอยู่เกินวีซ่าและคนที่อยู่สหรัฐฯ ต่ออย่างผิดกฎหมาย

กระทรวงต่างประเทศอธิบายเพิ่มเติมว่า มีการออกวีซ่าภายใต้โครงการดังกล่าวราว 1,000 เล่มแล้ว โดย 97 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ขอวีซ่าดังกล่าวเข้ามา เดินทางออกนอกสหรัฐฯ ภายในระยะเวลาที่วีซ่ากำหนด

โดยการวางเงินประกันดังกล่าวจะเป็นการยื่นขอวีซ่า B-1 และ B-2 ซึ่งใช้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางมาเพื่อทำธุรกิจ

ค่าเงินค้ำประกันจะถูกกำหนดออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุผ่านเว็บไซต์ว่า จำนวนเงินจะถูกกำหนดในระหว่างการสัมภาษณ์ขอวีซ่า

อย่างไรก็ตาม การวางเงินค้ำประกันไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะได้รับวีซ่า โดยเงินดังกล่าวจะถูกคืนในกรณีที่คำขอวีซ่าถูกปฏิเสธ หรือผู้ยื่นไม่ได้เดินทางเข้าสหรัฐฯ หรือผู้ได้รับวีซ่าปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างครบถ้วน

มาตรการเรียกเก็บเงินค้ำประกันจากผู้ยื่นขอวีซ่าจากประเทศเหล่านี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนเป็นต้นไป โดยในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณว่า อาจขยายโครงการนี้เพิ่มเติมในอนาคต

“กระทรวงฯ อาจพิจารณาใช้มาตรการเงินค้ำประกันวีซ่ากับประเทศอื่น ๆ ต่อไป โดยพิจารณาจากปัจจัยความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองในหลายด้าน”

โครงการดังกล่าวริเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยรัฐบาลทรัมป์ระบุว่า นี่คือเครื่องมือเพื่อใช้เพิ่มรายได้ให้รัฐบาลและยังเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบนักเดินทางที่มาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ด้วย

ย้อนกลับไปในปี 2020 ช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ทรัมป์ก็พยายามจะออกโครงการคล้าย ๆ กัน แต่ในช่วงนั้นการระบาดของโควิด 19 ทำให้ไม่มีการบังคับใช้โครงการดังกล่าวในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังระงับกระบวนการขอวีซ่าผู้อพยพจากประชาชน 75 ประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าศาลจะพิจารณาเช่นไร เพราะมีหลายนโยบายของทรัมป์ที่ในท้ายที่สุด ศาลกลับตัดสินว่าทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...