‘ภาวะเอ็มเอช’ หลังดมยาสลบ ความผิดปกติระดับยีน อัตราเสียชีวิต 5-10 %
สัปดาห์ที่ผ่านมามีกรณี หนุ่มวัย 38 เข้ารับบริการศัลยกรรมจมูกและคาง แต่กลับเกิดอาการผิดปกติ จนต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาล และไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นเวลาหลายวัน ต่อมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ส่งทีมลงสอบคลินิกเสริมความงาม ย่านปทุมวัน พบว่า ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในช่วงท้ายของการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ชีพจรเต้นเเรง และอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จึงแจ้งแพทย์ผู้ให้บริการ พร้อมประสานรถพยาบาลฉุกเฉินส่งตัวผู้รับบริการไปที่โรงพยาบาลใกล้เคียง
ทั้งนี้ จากกรณีนี้มีการพูดถึงเรื่อง การแพ้ยาสลบ หรือ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลังการดมยาสลบ ที่เรียกว่า "ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงวิกฤติ" (Malignant Hyperthermia - MH)
โอกาสในเด็กและผู้ใหญ่
นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า Malignant Hyperthermia เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่อันตราย พบได้ 1 ใน 100,000 รายในผู้ใหญ่ และ 1 ใน 30,000 รายในเด็ก ของการดมยาสลบ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
“ผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจเคยรับการดมยาสลบมาแล้วหลายครั้งโดยไม่เกิดอาการ จนกระทั่งมาแสดงอาการในการรับยาสลบครั้งต่อมา โดยอาการมักเกิดขึ้นในระหว่างการวางยาสลบหรือหลังการผ่าตัดทันที”
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า สัญญาณเตือนแรกที่สำคัญ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงถึงมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด (Hypercarbia) ร่วมกับอาการ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อกราม (Masseter muscle rigidity) หากอาการดำเนินไปอย่างรุนแรงจะเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (อาจสูงเกิน 40°C)
ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ได้แก่ กล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ซึ่งทำให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำโคล่า ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง โพแทสเซียมในเลือดสูงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้น ไตวายเฉียบพลัน สมองขาดออกซิเจน และการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (DIC) ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต
อาการของ Malignant Hyperthermia อาจคล้ายคลึงกับภาวะอื่น ได้แก่ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด วิกฤตต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิด Pheochromocytoma ภาวะร่างกายร้อนจัดจากสาเหตุอื่น หรือปฏิกิริยาจากยาชนิดอื่น (Neuroleptic Malignant Syndrome) ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยแยกโรค
อัตราเสียชีวิตน้อยกว่า 5-10 %
พญ.ธนาภิรัตน์ มะแมทอง นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสงสัยภาวะ Malignant Hyperthermia ต้องหยุดยาให้ยาสลบที่เป็นตัวกระตุ้นทันที การรักษาหลักคือการให้ยา Dantrolene ซึ่งเป็นยาที่ช่วยยับยั้งการหลั่งแคลเซียมในกล้ามเนื้อได้โดยตรง และให้การรักษาภาวะอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การลดอุณหภูมิร่างกาย ให้สารน้ำ ป้องกันภาวะไตวาย และแก้ไขภาวะเลือดเป็นกรด
ในอดีต Malignant Hyperthermia มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 70% แต่ปัจจุบันเมื่อมีการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น และมีการใช้ยาแดนโทรลีน (Dantrolene) ทำให้ อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5-10 % ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการวินิจฉัยและการได้รับยา Dantrolene
วิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง
หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง คือ การได้รับประวัติก่อนให้การระงับความรู้สึก หากผู้ป่วยหรือญาติสายตรงเคยมีประวัติ เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ หรือมีโรคกล้ามเนื้อบางชนิดต้องแจ้งให้วิสัญญีแพทย์ทราบ เพื่อจะเปลี่ยนไปใช้ยาสลบทางหลอดเลือดดำ (TIVA) หรือการฉีดยาชาเฉพาะที่แทน
หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิด MH สามารถตรวจยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อ (สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีห้องปฏิบัติการที่สามารถให้บริการตรวจได้ในขณะนี้) หรือตรวจทางพันธุกรรม เป็นต้น
กลุ่มเสี่ยงในการเกิด MH
ผศ.พญ. สุรัญชนา เลิศศิริโสภณ ฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า Malignant Hyperthermia (MH) เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อยาสลบอย่างผิดปกติ เกิดการเผาผลาญพลังงานในเซลล์กล้ามเนื้อลายมากเกินปกติ กล้ามเนื้อถูกทำลาย มีไข้สูง จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
ตัวกระตุ้น ได้แก่ ยาสลบไอระเหย และยาหย่อนกล้ามเนื้อบางชนิด พบได้น้อยมาก ประมาณ 1 ใน 100,000 ราย กลไกเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีน อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเกิดจากยีนกลายพันธุ์ในภายหลัง
กลุ่มเสี่ยงในการเกิด MH
1. มีประวัติเป็น MH ในครอบครัว
2. มีประวัติเป็น MH หรือคล้าย MH ในการดมยาสลบครั้งก่อน
3. เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับ MH เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก
แม้จะไม่มีประวัติทางพันธุกรรม หรือเคยดมยาสลบมาก่อนอย่างปลอดภัย ก็สามารถเกิด MH ได้ เมื่อต้องผ่าตัด ควรแจ้งให้ประวัติการดมยาสลบของตนเองและครอบครัวทุกครั้ง จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้
เลิกเชื่อผิดๆเรื่องนามสกุลบ่งชี้
ด้านศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเห็นกรณีมีคนออกมาระบุถึง14 นามสกุลเสี่ยงที่จะมีภาวะนี้ว่า มีคนถามเรื่อง Malignant Hyperthermia (MH) และเรื่อง 14 นามสกุลเข้ามาหลายคน ขอสรุปง่าย ๆ ว่า ปัจจุบัน "ไม่แนะนำ" ให้ใช้ข้อมูลนามสกุลในการประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้
ในอดีตที่การแพทย์และเทคโนโลยีไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน เรารู้แต่ว่า MH เป็นภาวะที่ส่งต่อในครอบครัวได้ ตรวจยีนก็ยาก การผ่าตัดก็ทำเฉพาะเมื่อจำเป็น ไม่ได้มีการผ่าตัดเสริมสวยกันเต็มบ้านเมืองเหมือนตอนนี้ ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ได้เข้มข้นมาก การส่งต่อข้อมูลเรื่องนามสกุลอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยประเมินความเสี่ยง และช่วยทั้งแพทย์และผู้ป่วยในการป้องกันหรือรับมือ MH ได้
ผ่านมาจน พ.ศ. 2569 แล้ว นามสกุลไม่ได้บอกอะไรเลย คนแต่งงานหรือเปลี่ยนนามสกุล มีลกหลานที่อาจใช้นามสกุลต่างออกไป แม้คนนามสกุลเดียวกันแต่ไม่ได้รับยีนกลายพันธุ์ก็ไม่เป็น MH เดี๋ยวนี้ตรวจยีนก็ไม่ยาก (แม้จะยังมีอีก 40% ที่ไม่พบยีนก่อโรค แต่การตรวจยังช่วยได้เยอะ) 3-4 เดือนก่อนก็เพิ่งมีครอบครัวจากต่างจังหวัดมาตรวจ เพราะเพิ่งรอดจาก MH หลังผ่าตัด ก็พบ RYR1 mutation ทำให้สมาชิกครอบครัวรู้ตัวเองได้ว่าใครเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง
การใช้นามสกุลเป็นตัวคัดกรอง ยังเป็นดาบสองคมนอกจากเรื่องความปลอดภัย (PDPA) การถูกตราหน้า (stigmatization) ว่านามสกุลนี้เสี่ยงสูง ยังนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ คนวางแผนแต่งงานอาจโดนอีกฝ่ายรังเกียจ คนจะซื้อประกันอาจโดนปฏิเสธ คนสมัครเข้าทำงาน HR อาจเลือกคนนามสกุลอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า ฯลฯ
เลิกความเชื่อผิด ๆ เรื่องนี้ได้แล้วครับ สื่อต่าง ๆ ก็ต้องเลิกนำเสนอหรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้อง คนที่แชร์ก็ควรหยุดแชร์ คนต้นเรื่องที่เปิดประเด็นก็ควรออกมาแก้ไขเช่นกัน