โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘ภาวะเอ็มเอช’ หลังดมยาสลบ ความผิดปกติระดับยีน อัตราเสียชีวิต 5-10 %

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สัปดาห์ที่ผ่านมามีกรณี หนุ่มวัย 38 เข้ารับบริการศัลยกรรมจมูกและคาง แต่กลับเกิดอาการผิดปกติ จนต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาล และไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นเวลาหลายวัน ต่อมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ส่งทีมลงสอบคลินิกเสริมความงาม ย่านปทุมวัน พบว่า ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ในช่วงท้ายของการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ชีพจรเต้นเเรง และอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น จึงแจ้งแพทย์ผู้ให้บริการ พร้อมประสานรถพยาบาลฉุกเฉินส่งตัวผู้รับบริการไปที่โรงพยาบาลใกล้เคียง

ทั้งนี้ จากกรณีนี้มีการพูดถึงเรื่อง การแพ้ยาสลบ หรือ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหลังการดมยาสลบ ที่เรียกว่า "ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงวิกฤติ" (Malignant Hyperthermia - MH)

โอกาสในเด็กและผู้ใหญ่

นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า Malignant Hyperthermia เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่อันตราย พบได้ 1 ใน 100,000 รายในผู้ใหญ่ และ 1 ใน 30,000 รายในเด็ก ของการดมยาสลบ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

“ผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจเคยรับการดมยาสลบมาแล้วหลายครั้งโดยไม่เกิดอาการ จนกระทั่งมาแสดงอาการในการรับยาสลบครั้งต่อมา โดยอาการมักเกิดขึ้นในระหว่างการวางยาสลบหรือหลังการผ่าตัดทันที”

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า สัญญาณเตือนแรกที่สำคัญ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงถึงมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด (Hypercarbia) ร่วมกับอาการ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อกราม (Masseter muscle rigidity) หากอาการดำเนินไปอย่างรุนแรงจะเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (อาจสูงเกิน 40°C)

ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ได้แก่ กล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) ซึ่งทำให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำโคล่า ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง โพแทสเซียมในเลือดสูงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้น ไตวายเฉียบพลัน สมองขาดออกซิเจน และการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (DIC) ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต

อาการของ Malignant Hyperthermia อาจคล้ายคลึงกับภาวะอื่น ได้แก่ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด วิกฤตต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิด Pheochromocytoma ภาวะร่างกายร้อนจัดจากสาเหตุอื่น หรือปฏิกิริยาจากยาชนิดอื่น (Neuroleptic Malignant Syndrome) ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยแยกโรค

อัตราเสียชีวิตน้อยกว่า 5-10 %

พญ.ธนาภิรัตน์ มะแมทอง นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสงสัยภาวะ Malignant Hyperthermia ต้องหยุดยาให้ยาสลบที่เป็นตัวกระตุ้นทันที การรักษาหลักคือการให้ยา Dantrolene ซึ่งเป็นยาที่ช่วยยับยั้งการหลั่งแคลเซียมในกล้ามเนื้อได้โดยตรง และให้การรักษาภาวะอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การลดอุณหภูมิร่างกาย ให้สารน้ำ ป้องกันภาวะไตวาย และแก้ไขภาวะเลือดเป็นกรด

ในอดีต Malignant Hyperthermia มีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 70% แต่ปัจจุบันเมื่อมีการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น และมีการใช้ยาแดนโทรลีน (Dantrolene) ทำให้ อัตราเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5-10 % ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการวินิจฉัยและการได้รับยา Dantrolene

วิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง

หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง คือ การได้รับประวัติก่อนให้การระงับความรู้สึก หากผู้ป่วยหรือญาติสายตรงเคยมีประวัติ เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ หรือมีโรคกล้ามเนื้อบางชนิดต้องแจ้งให้วิสัญญีแพทย์ทราบ เพื่อจะเปลี่ยนไปใช้ยาสลบทางหลอดเลือดดำ (TIVA) หรือการฉีดยาชาเฉพาะที่แทน
หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิด MH สามารถตรวจยืนยันด้วยการตรวจชิ้นเนื้อกล้ามเนื้อ (สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีห้องปฏิบัติการที่สามารถให้บริการตรวจได้ในขณะนี้) หรือตรวจทางพันธุกรรม เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงในการเกิด MH

ผศ.พญ. สุรัญชนา เลิศศิริโสภณ ฝ่ายวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า Malignant Hyperthermia (MH) เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อยาสลบอย่างผิดปกติ เกิดการเผาผลาญพลังงานในเซลล์กล้ามเนื้อลายมากเกินปกติ กล้ามเนื้อถูกทำลาย มีไข้สูง จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

ตัวกระตุ้น ได้แก่ ยาสลบไอระเหย และยาหย่อนกล้ามเนื้อบางชนิด พบได้น้อยมาก ประมาณ 1 ใน 100,000 ราย กลไกเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมระดับยีน อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเกิดจากยีนกลายพันธุ์ในภายหลัง

กลุ่มเสี่ยงในการเกิด MH

1. มีประวัติเป็น MH ในครอบครัว

2. มีประวัติเป็น MH หรือคล้าย MH ในการดมยาสลบครั้งก่อน

3. เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับ MH เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก

แม้จะไม่มีประวัติทางพันธุกรรม หรือเคยดมยาสลบมาก่อนอย่างปลอดภัย ก็สามารถเกิด MH ได้ เมื่อต้องผ่าตัด ควรแจ้งให้ประวัติการดมยาสลบของตนเองและครอบครัวทุกครั้ง จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้

เลิกเชื่อผิดๆเรื่องนามสกุลบ่งชี้

ด้านศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเห็นกรณีมีคนออกมาระบุถึง14 นามสกุลเสี่ยงที่จะมีภาวะนี้ว่า มีคนถามเรื่อง Malignant Hyperthermia (MH) และเรื่อง 14 นามสกุลเข้ามาหลายคน ขอสรุปง่าย ๆ ว่า ปัจจุบัน "ไม่แนะนำ" ให้ใช้ข้อมูลนามสกุลในการประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้

ในอดีตที่การแพทย์และเทคโนโลยีไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน เรารู้แต่ว่า MH เป็นภาวะที่ส่งต่อในครอบครัวได้ ตรวจยีนก็ยาก การผ่าตัดก็ทำเฉพาะเมื่อจำเป็น ไม่ได้มีการผ่าตัดเสริมสวยกันเต็มบ้านเมืองเหมือนตอนนี้ ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ได้เข้มข้นมาก การส่งต่อข้อมูลเรื่องนามสกุลอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยประเมินความเสี่ยง และช่วยทั้งแพทย์และผู้ป่วยในการป้องกันหรือรับมือ MH ได้

ผ่านมาจน พ.ศ. 2569 แล้ว นามสกุลไม่ได้บอกอะไรเลย คนแต่งงานหรือเปลี่ยนนามสกุล มีลกหลานที่อาจใช้นามสกุลต่างออกไป แม้คนนามสกุลเดียวกันแต่ไม่ได้รับยีนกลายพันธุ์ก็ไม่เป็น MH เดี๋ยวนี้ตรวจยีนก็ไม่ยาก (แม้จะยังมีอีก 40% ที่ไม่พบยีนก่อโรค แต่การตรวจยังช่วยได้เยอะ) 3-4 เดือนก่อนก็เพิ่งมีครอบครัวจากต่างจังหวัดมาตรวจ เพราะเพิ่งรอดจาก MH หลังผ่าตัด ก็พบ RYR1 mutation ทำให้สมาชิกครอบครัวรู้ตัวเองได้ว่าใครเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง

การใช้นามสกุลเป็นตัวคัดกรอง ยังเป็นดาบสองคมนอกจากเรื่องความปลอดภัย (PDPA) การถูกตราหน้า (stigmatization) ว่านามสกุลนี้เสี่ยงสูง ยังนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ คนวางแผนแต่งงานอาจโดนอีกฝ่ายรังเกียจ คนจะซื้อประกันอาจโดนปฏิเสธ คนสมัครเข้าทำงาน HR อาจเลือกคนนามสกุลอื่นที่เสี่ยงน้อยกว่า ฯลฯ

เลิกความเชื่อผิด ๆ เรื่องนี้ได้แล้วครับ สื่อต่าง ๆ ก็ต้องเลิกนำเสนอหรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้อง คนที่แชร์ก็ควรหยุดแชร์ คนต้นเรื่องที่เปิดประเด็นก็ควรออกมาแก้ไขเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...