โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ ยังกับเสาอากาศ เพื่อไม่ให้สุมหัวคุยกันจริงหรือ?

sanook.com

เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 00.56 น. • Sanook
หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ ยังกับเสาอากาศ มีไว้ป้องกันการสุมหัวคุยกันจริงหรือ? แล้วทำไมต้องถือแท่งสีขาวเหลืองเวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ มันคืออะไร?

หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ ยังกับเสาอากาศ มีไว้ป้องกันการสุมหัวคุยกันจริงหรือ? แล้วทำไมต้องถือแท่งสีขาวเหลืองเวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ มันคืออะไร?

หากใครเป็นแฟนซีรีส์จีนย้อนยุค โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่ง เรามักจะคุ้นตากับภาพขุนนางสวมหมวกที่มี "ปีก" ยื่นออกมาด้านข้างยาวเฟื้อยจนดูคล้ายกับเสาอากาศ หมวกชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "จ่านเจี่ยวฝูโถว" (展角幞头) ซึ่งมีที่มาและวัตถุประสงค์ที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงามทางแฟชั่น

จุดเริ่มต้นจากหมวกผ้าสู่สัญลักษณ์ทางชนชั้น

เดิมที "ฝูโถว" (幞头) มีพัฒนาการมาจากผ้าโพกศีรษะธรรมดาของชาวบ้านและทหาร ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือ (Northern Dynasties) และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถัง โดยในยุคนั้นปีกที่ยื่นออกมายังเป็นเพียงผ้าที่ทิ้งตัวลงมาหรือเป็นโครงอ่อนๆ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง รูปทรงของหมวกได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความแข็งแรงและเป็นทางการมากขึ้น จนกลายเป็นหมวกทรงแข็งที่มีปีกขนานกับพื้นโลกอย่างที่เราเห็นในหน้าประวัติศาสตร์

ข้อมูลจากบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายฉบับระบุว่า ปีกที่ยาวออกมานี้มักทำจากโครงไม้ไผ่หรือลวดเหล็กบางๆ แล้วบุด้วยผ้าไหมสีดำเข้ม เพื่อให้คงรูปร่างอยู่ได้ตลอดเวลา

กุศโลบายป้องกันการ "สุมหัวคุยกัน" จริงหรือไม่?

หนึ่งในตำนานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับหมวกชนิดนี้คือ เรื่องราวของ พระเจ้าซ่งไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่ง ว่ากันว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ขยายปีกหมวกของเหล่าขุนนางให้ยาวขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมในราชสำนัก

เนื่องจากในอดีต ขุนนางมักจะยืนสุมหัวคุยกันขณะเข้าเฝ้า หรือแอบเตี๊ยมคำพูดกันก่อนจะกราบทูล พระเจ้าซ่งไท่จู่จึงทรงสั่งให้ทำหมวกที่มีปีกยาวออกไปข้างละประมาณ 1 ฟุต หรือมากกว่านั้น เพื่อบังคับให้ขุนนางต้องยืนห่างกันโดยปริยาย หากใครพยายามจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อกระซิบกระซาบ ปีกหมวกก็จะไปกระแทกกันจนเกิดเสียงหรือทำให้หมวกเบี้ยว ซึ่งถือเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรงต่อหน้าพระพักตร์

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางส่วนมองว่าเรื่องการกันนินทาอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าเสริมแต่ง เนื่องจากพบหลักฐานการใช้หมวกปีกยาวมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังตอนปลายและยุคห้าราชวงศ์แล้ว แต่อาจถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวดและเป็นแบบแผนชัดเจนที่สุดในยุคซ่งเพื่อแสดงถึง ความสง่างามและความเป็นระเบียบของขุนนาง

แท่งขาวๆ ที่ขุนนางถือตอนเข้าเฝ้าคืออะไร

หากสังเกตในซีรีส์จีนย้อนยุค นอกจากหมวกปีกยาวแล้ว เรามักเห็นขุนนางเวลาเข้าเฝ้าจักรพรรดิจะต้องถือแผ่นป้ายยาวๆ สีขาวหรือเหลืองอ่อนไว้ในมือเสมอ แผ่นป้ายนี้มีชื่อเรียกว่า "ฮู่ป่าน" (笏板)

ภาพจากซีรีส์ ล่าหยก

ฮู่ป่านคืออะไร?

ฮู่ป่าน คือแผ่นป้ายทรงยาวที่มีความโค้งเล็กน้อย ใช้สำหรับถือด้วยมือทั้งสองข้างในระดับอกขณะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์หรือร่วมงานพระราชพิธีสำคัญ วัสดุที่ใช้ทำฮู่ป่านจะแตกต่างกันไปตามลำดับยศของขุนนาง เพื่อเป็นเครื่องแบ่งแยกชนชั้นที่ชัดเจน ดังนี้

  • งาช้าง: สำหรับขุนนางชั้นสูงหรือระดับราชครู
  • หยก: ในบางยุคสมัยอาจใช้หยกสำหรับเชื้อพระวงศ์หรือผู้มีตำแหน่งสูงสุด
  • ไม้ไผ่ หรือ ไม้เนื้อแข็ง: สำหรับขุนนางระดับล่าง

ทำไมขุนนางต้องถือฮู่ป่าน?

การถือฮู่ป่านไม่ได้เป็นเพียงธรรมเนียมเพื่อความสวยงาม แต่มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญในทางปฏิบัติและมารยาทในราชสำนัก ดังนี้

1. เป็น "สมุดจดบันทึก" ส่วนตัว ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีกระดาษจดหรือสมุดโน้ตที่พกพาสะดวก ขุนนางจะใช้ฮู่ป่านเป็นพื้นที่สำหรับจดบันทึกข้อความสำคัญที่ต้องการกราบทูลจักรพรรดิ เพื่อป้องกันการลืมหรือพูดผิดพลาด รวมถึงใช้จดพระบรมราชโองการหรือคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนำกลับไปปฏิบัติให้ถูกต้อง

2. เป็นเครื่องแสดงความเคารพและมารยาท การถือฮู่ป่านช่วยบังคับท่วงท่าของขุนนางให้ดูสำรวม โดยกฎระเบียบในราชสำนักจีนกำหนดว่า ขุนนางห้ามจ้องมองพระพักตร์ของจักรพรรดิโดยตรงเพราะถือเป็นการล่วงเกิน การถือฮู่ป่านขึ้นมาในระดับสายตาจะช่วยให้ขุนนางก้มหน้ามองเพียงแผ่นป้ายในมือ เป็นการรักษาความสุภาพตามหลักจริยธรรมขงจื๊อ

3. สัญลักษณ์แห่งอำนาจและตำแหน่งหน้าที่ ฮู่ป่านเป็นเครื่องยืนยันสถานะการเป็นขุนนางที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อขุนนางเกษียณอายุหรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง จะต้องคืนฮู่ป่านนี้ หรือในบางกรณีฮู่ป่านที่ทำจากงาช้างยังเป็นมรดกตกทอดที่แสดงถึงเกียรติยศของตระกูลอีกด้วย

ธรรมเนียมการใช้ฮู่ป่านเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงและถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์ชิง เนื่องจากชาวแมนจูมีวัฒนธรรมการแต่งกายและธรรมเนียมการเข้าเฝ้าที่แตกต่างออกไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...