L.T. Group จับมือ China Xinshidai ปั้น 4 อุตฯ ดันโดรน-โซลาร์-ข้าวไทย เจาะตลาดจีน
รายงานข่าวเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 บริษัท แอล. ที. กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด และ China Xinshidai Company (Poly) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทย–จีน ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) พลังงานแสงอาทิตย์ การส่งออกข้าวไทย และอุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่
นางนันทพร สุริยกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายศักดิ์ชัย ภูเงิน กรรมการผู้จัดการ L.T. Group เปิดเผยว่า ภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน กลับเป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญของประเทศไทย ในการยกระดับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน และภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่นาย Ma Ziteng กรรมการผู้จัดการ China Xinshidai ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม และฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถผสานเข้ากับเทคโนโลยีและเครือข่ายตลาดของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกรอบความร่วมมือหลัก ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
- เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone Technology) มุ่งนำเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมจากจีนมาประยุกต์ใช้ในไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัล
- พลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์) ส่งเสริมการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
- การส่งออกสินค้าเกษตร (ข้าวไทย) ผลักดันข้าวหอมมะลิและข้าวพรีเมียมของไทยสู่ตลาดจีน ผ่านเครือข่ายจัดจำหน่ายของ Xinshidai เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการค้า
- อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ นำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุข เพิ่มศักยภาพการวินิจฉัย และเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของไทย
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมมองว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการบูรณาการ “เทคโนโลยีขั้นสูง” เข้ากับ “เกษตรสมัยใหม่” ซึ่งมีศักยภาพสูง และสอดคล้องกับแนวทาง Thailand 4.0 อีกทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบนในตลาดจีนที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้ภาคธุรกิจจีนจำนวนมากมองหาฐานการลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อลดความเสี่ยงและเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ จากความได้เปรียบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน
ด้วยปัจจัยดังกล่าว L.T. Group จึงเดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับ China Xinshidai ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีโดรน พลังงานสะอาด การค้าสินค้าเกษตร และอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นดีลธุรกิจระหว่างสององค์กร แต่ยังสะท้อนทิศทางการปรับตัวของภาคเอกชนไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต