โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BOI บุกจีนร่วมงาน SEMICON China 2026 ดึงลงทุนหนุนไทยสู่ฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภูมิภาค

Businesstoday

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 19.25 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 12.25 น. • Businesstoday

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เดินหน้าโรดโชว์ในจีนต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมงาน “SEMICON China 2026” ที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 25-26 มีนาคม 2569 เพื่อประกาศจุดยืนของไทยในการเป็นฐานลงทุนสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค พร้อมเร่งดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและยกระดับอุตสาหกรรมชิปไทยในระยะยาว

รัฐบาลระบุว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ BOI ได้จับมือกับสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ (THSIA) นำเสนอศักยภาพและความพร้อมของไทยต่อผู้ประกอบการระดับโลก โดยเน้นทั้งยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างซัพพลายเชน และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า งาน SEMICON China 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก เพราะครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ หรือ Front-end ไปจนถึงปลายน้ำ หรือ Back-end รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ของอุตสาหกรรมชิป ซึ่งไทยใช้เวทีนี้ในการสื่อสารความพร้อมของประเทศต่อกลุ่มนักลงทุนโดยตรง

นอกจากไทยแล้ว ยังมีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและองค์กรเทคโนโลยีจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทิศทางการพัฒนา และโอกาสความร่วมมือในระดับภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมชิปกำลังเข้มข้นขึ้น และอาเซียนกำลังกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักลงทุนกลุ่มนี้

ในการเดินทางครั้งนี้ BOI ได้หารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 5 ราย เพื่อผลักดันการลงทุนในไทย เริ่มจาก JCET Group ผู้ให้บริการด้านการบรรจุและทดสอบชิปชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของจีน และอันดับ 3 ของโลก มีจุดแข็งด้านโซลูชันการผลิตชิปแบบครบวงจร รองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น AI ยานยนต์อัจฉริยะ การสื่อสาร พลังงาน และการแพทย์

รายที่สองคือ China Key System ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์แบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การทำโฟโต้มาสก์ การผลิตเวเฟอร์ ไปจนถึงการบรรจุและทดสอบชิป โดยให้บริการโซลูชันแก่ภาคการสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ขณะที่ Empyrean Technology เป็นผู้นำอันดับ 1 ของจีนด้านซอฟต์แวร์ออกแบบชิป หรือ EDA และอยู่ในอันดับ 4 ของโลก โดยล่าสุดได้เปิดตัวแพลตฟอร์มออกแบบชิปแบบครบวงจรสำหรับการผลิตชิปหน่วยความจำ

ส่วน NAURA Technology เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของจีน และอันดับ 5 ของโลก มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องกัด การเคลือบผิว ไปจนถึงการทำความสะอาดเวเฟอร์ ขณะที่ Circuit Fabology Microelectronics Equipment มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรสำหรับพิมพ์ลายวงจรความละเอียดสูงสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และ PCB ผ่านเทคโนโลยี Direct Writing Lithography แบบ Maskless ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญในการยกระดับการผลิตขั้นสูง

นอกจากการพบภาคเอกชน BOI ยังได้หารือกับหน่วยงานและเครือข่ายสำคัญของจีน ได้แก่ China Semiconductor Industry Association (CSIA), Shandong Semiconductor Chamber of Commerce และ Guangdong Industrial Technology Research Institute (GITRI) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ากับภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมชิปของไทยในระยะยาว

BOI มองว่า จังหวะปัจจุบันเป็นโอกาสสำคัญของไทย เนื่องจากผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก รวมถึงจีน กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ในต่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และอาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับความสนใจสูง การเร่งดึงดูดการลงทุนในช่วงนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยเติบโตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตต้นน้ำ การประกอบและทดสอบขั้นสูง ไปจนถึงการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดขึ้นจริง

หากดูจากทิศทางการขยับตัวของ BOI ครั้งนี้ จะเห็นว่าไทยกำลังพยายามยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างงานทักษะสูง และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ภาครัฐต้องการผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของภูมิภาคในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...