โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IMF–World Bank Annual Meetings: เวทีประชุมที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คืออำนาจโลก (ตอน 1)

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 16.01 น.

ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก

การเปิดตัวแลนด์มาร์ก การประชุม ณ ลานอเนกประสงค์ สวนป่าเบญจกิติ วันที่ 27 มกราคม 2569

การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ International Monetary Fund และ World Bank ของไทยไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดงานระดับโลกให้เรียบร้อย หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “กำหนดตำแหน่งของประเทศ” บนกระดานเศรษฐกิจโลก เวทีที่มีสมาชิกกว่า 191 ประเทศเข้าร่วม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี (Annual Meetings) ในปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ถือเป็นหนึ่งใน“เวทีเศรษฐกิจการเงินระดับสูงสุดของโลก” มีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก

IMF Annual Meetings เป็น “เวทีเศรษฐกิจการเงินโลก” ที่มีความหมายมากกว่าการประชุมธรรมดา โดยเป็นทั้งสนามเจรจานโยบาย เวทีสร้างอิทธิพลทางการเมืองเศรษฐกิจ และพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศสมาชิก 191 ประเทศ โดยเฉพาะในปี 2026 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถูกจับตาว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทประเทศบนเวทีโลก

แม้ชื่อของ IMF และ World Bank จะถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในข่าวเศรษฐกิจโลก แต่สำหรับคนทั่วไป หลายคนอาจยังไม่เข้าใจชัดเจนว่า ทั้งสององค์กรนี้มีบทบาทอะไร และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างไร

จากการรวบรวมข้อมูลและการพูดคุยกับผู้รู้ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ IMF หลายสิบครั้ง และเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2534 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ IMF ธนาคารโลก (World Bank Group) รวมไปถึงความสำคัญของการประชุมประจำปี ตลอดจนเบื้องหลังความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อความครบถ้วนที่จะช่วยให้ประชาชนคนไทยเข้าใจถึงบทบาทของ IMF และ World Bank พร้อมบทบาทและโอกาสของประเทศไทยจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีได้ดียิ่งขึ้น

IMF ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศสมาชิก

ขอเริ่มด้วยการแนะนำให้รู้จัก IMF และ World Bank โดย IMF หรือ International Monetary Fund (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1944 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีภารกิจหลักคือรักษาเสถียรภาพระบบการเงินระหว่างประเทศ

IMF เกิดขึ้นในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังสั่นคลอนและขาดเสถียรภาพ จนนำไปสู่การประชุมครั้งสำคัญที่ Bretton Woods เมื่อมีการวางระบบการเงินใหม่ (ระบบ Bretton Woods) จำเป็นต้องมี “องค์กรกลาง” เข้ามาควบคุมดูแลเพื่อให้ระบบดำเนินไปได้อย่างราบรื่น IMF จึงถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล ค่อยๆ พัฒนาบทบาทจนกลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโลกอย่างในปัจจุบัน

หน้าที่สำคัญของ IMF เน้นในด้านเศรษฐกิจการเงินมหภาค ได้แก่:

  • เฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศสมาชิก
    IMF จะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และให้คำแนะนำด้านนโยบายการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยน
  • ให้เงินกู้ฉุกเฉินแก่ประเทศที่ประสบวิกฤติการเงิน
    เช่น ประเทศที่ขาดทุนสำรองระหว่างประเทศ เงินตราต่างประเทศไม่พอชำระหนี้ หรือเกิดวิกฤตค่าเงิน
  • ให้คำปรึกษาเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
    เพื่อช่วยประเทศสมาชิกป้องกันวิกฤติหรือฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจ

บทบาทสำคัญประการหนึ่งของ IMF คือการส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Article IV Consultation ทีม IMF จะวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค จากนั้นจะเสนอคำแนะนำเชิงนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังให้รัฐบาลประเทศนั้นปรับปรุงหรือแก้ไขจุดอ่อน

สำหรับประเทศที่ประสบวิกฤติจนขาดสภาพคล่อง เช่น เงินทุนสำรองลดลงจนไม่สามารถนำเข้าได้เพียงพอ หรือไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศ IMF จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ให้กู้รายสุดท้าย” (Lender of Last Resort) โดยปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ล่มสลาย

สำหรับประเทศไทยการจัดเตรียมเอกสารในการเจรจาเงินกู้ของไทยกับ IMF นั้น หลายคนมักจดจำเพียงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเป็นครั้งใหญ่ที่สุดที่ไทยต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF แต่ในความเป็นจริง ไทยเคยกู้เงินจาก IMF มาก่อนหน้านั้นแล้วประมาณ 4 ครั้ง เพียงแต่ไม่ได้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนมากนัก เพราะเกิดในช่วงที่ปัญหายังไม่ลุกลามถึงระดับวิกฤติรุนแรง

การกู้เงินจาก IMFจะมาพร้อม “เงื่อนไข” (Conditionality) เช่น รัฐบาลอาจต้องลดการขาดดุลงบประมาณ ในช่วงที่ไทยมีพันธะกับ IMF รัฐบาลไทยจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีภาระหนี้หรือพันธะกู้ยืมกับ IMF แล้ว แต่ IMF ยังเข้ามาประเมินเศรษฐกิจไทยตามปกติ และยังคงให้คำแนะนำด้านนโยบายเช่นเดิม เพียงแต่คำแนะนำเหล่านั้นไม่มีผลผูกพันเหมือนในช่วงที่ไทยเป็นลูกหนี้ กล่าวคือ ไทยสามารถรับฟัง วิเคราะห์ และเลือกนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมได้เอง

เวทีเสวนาในการประชุม Spring Meeting 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569ที่มาภาพ เพจ Facebook:International Monetary Fund

World Bank มุ่งเน้นการพัฒนาโลก

ส่วน World Bank หรือธนาคารโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1944 หลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อการฟื้นฟูประเทศต่างๆ ในชื่อ ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (The International Bank for Reconstruction and Development:IBRD) ต่อมาได้รวมเข้ากับ สมาคมการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association :IDA) เป็นธนาคารโลก

World Bank ทำหน้าที่ต่างจาก IMF โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมสนับสนุนเงินกู้โครงการ และ Technical Advice คำแนะนำเชิงวิชาการ World Bank จะมีองค์กรย่อย 5 องค์กรได้แก่ IBRD, IDA สถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (Multilateral Investment Guarantee Agency:MIGA) ศูนย์ระหว่างประเทศว่าด้วยการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุน (International Centre for Settlement of Investment Disputes:ICSID) และ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ IFC (International Finance Corporation:IFC ) คือหน่วยงานให้เงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม

ในบรรดาองค์กรย่อยของ World Bank ประเทศไทยมีความคุ้นเคยกับ IFC มากกว่าองค์กรย่อยอื่น เนื่องจากก่อนหน้านี้ไทยก่อตั้ง IFCT หรือ Industrial Finance Corporation of Thailand (บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) เมื่อปี พ.ศ. 2502 ที่มีโมเดลและการดำเนินงานตามแนวทางของ IFC จากนั้นได้มีการควบรวมกิจการ IFCT เมื่อเดือนกันยายน 2547 เข้ากับธนาคารทหารไทย และธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ

ธนาคารโลก ซึ่งปัจจุบันใช้คำว่า World Bank Group เปิดรับสมาชิกเช่นเดียวกับ IMF ปัจจุบันมี 189 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกเกือบชุดเดียวกันกับ IMF

ภารกิจหลัก ได้แก่:

  • ให้เงินกู้เพื่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน ระบบน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาล
  • สนับสนุนโครงการลดความยากจน
  • ให้คำปรึกษาด้านนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
สำนักงาน World Bank ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มาภาพ: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:The_World_Bank_Group_%2853844804648%29.jpg

ศูนย์รวม “มันสมองโลก” ที่คัดคนเก่งจากทุกประเทศ

สิ่งที่ทำให้ IMF และ World Bank แตกต่างจากองค์กรระหว่างประเทศอื่น คือทั้งสองแห่งเป็นแหล่งรวมบุคลากรระดับหัวกะทิจากทั่วโลก เนื่องจากบทบาทหนึ่งของทั้งสององค์กรคือ การให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ

ทั้งสององค์กรนี้คัดเลือกบุคลากรอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะผู้จบปริญญาเอก (PhD) ด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพราะงานขององค์กรทั้งสองแห่งถือเป็นงานที่ท้าทายระดับโลก ต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค แก้ปัญหาวิกฤติประเทศ และลงพื้นที่ทำงานภาคสนามในหลายภูมิภาค

“สองแห่งนี้เป็นที่ระดมคนเก่งของทั้งโลก” ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย มักส่งบุคลากรชั้นนำไปฝึกงาน ศึกษาต่อ หรือร่วมงานกับ IMF และ World Bank อยู่เสมอ

ประเทศไทยเองเคยมีบุคลากรระดับแนวหน้าหลายคนที่ได้รับโอกาสไปทำงานที่องค์กรเหล่านี้ เช่น นักเศรษฐศาสตร์และอดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยหลายราย ซึ่งบางคนเมื่อได้ไปทำงานแล้วก็ตัดสินใจอยู่ต่อในเวทีโลก ไม่กลับมารับราชการในไทยอีก เพราะได้รับโอกาสทำงานระดับนานาชาติและมีเส้นทางอาชีพที่กว้างกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรที่ผ่าน IMF หรือ World Bank มักกลายเป็น “ที่ต้องการตัว” ของภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์ และองค์กรการเงินระดับโลก เพราะนอกจากมีความรู้ลึกแล้ว ยังมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

ในด้านคุณภาพบุคลากร IMF มักได้รับการยอมรับว่ามี Staff ที่คัดเลือกเข้มข้นและมีความเชี่ยวชาญสูงกว่า World Bank โดยเฉพาะในด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและนโยบายการเงิน เหตุผลหนึ่งคือ IMF เป็นองค์กรขนาดเล็กกว่า ใช้คนจำนวนน้อยกว่า จึงสามารถเลือกเฉพาะผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจริง ๆ ขณะที่ World Bank หรือ IBRD ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก เพราะภารกิจครอบคลุมงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงพื้นที่ติดตามโครงการ และงานภาคสนามในประเทศกำลังพัฒนา

โครงสร้างอำนาจ IMF–World Bank: ใครเป็นคนตัดสินใจ

หากจะเข้าใจ IMF และ World Bank ต้องเริ่มจากคำว่า “Structure” หรือโครงสร้างการบริหารก่อน เพราะทั้งสององค์กรนี้มีระบบคล้ายบริษัทระหว่างประเทศที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกัน ใน IMF ใช้คำว่า Members (สมาชิก) ใน World Bank ประเทศสมาชิกถูกเรียกว่า Shareholders (ผู้ถือหุ้น)

แต่ไม่ว่าจะเรียกต่างกันอย่างไร ความหมายคือ ทุกประเทศสมาชิกเป็นเจ้าของร่วมขององค์กรเหล่านี้ และมีสิทธิ์มีเสียงตามสัดส่วนเงินที่ใส่เข้าไป

ประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน เยอรมนี จะมีสิทธิ์ออกเสียงมากกว่าประเทศเล็ก เพราะลงทุนมากกว่า

ในระดับสูงสุด ตัวแทนของแต่ละประเทศในองค์กรเหล่านี้เรียกว่า “Governor” ซึ่งเปรียบเสมือนผู้แทนสูงสุดของประเทศนั้น ๆ ใน IMF โดยตามธรรมเนียม IMF มักใช้ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศนั้นเป็น Governor ส่วน World Bank มักใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้บางประเทศจะมอบหมายบุคคลคนเดียวทำหน้าที่ Governor ให้ทั้งสององค์กรเพื่อประหยัดงบประมาณก็ได้

ฝ่ายบริหารสูงสุดของ IMF คือ Managing Director (MD) ซึ่งตามข้อตกลงดั้งเดิมจะต้องเป็นชาวยุโรป เพื่อถ่วงดุลกับ World Bank ที่ประธาน (President) จะต้องเป็นชาวอเมริกัน ข้อตกลงนี้เป็นผลจากการจัดสมดุลอำนาจระหว่างยุโรปกับสหรัฐตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร โดยผู้ดำรงตำแหน่ง MD มักเป็นอดีตรัฐมนตรีคลัง หรืออดีตผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศยุโรปที่มีประสบการณ์สูง

นอกจากผู้บริหารสูงสุดแล้ว ยังมีคณะกรรมการบริหารประจำหรือ Executive Directors (EDs) จำนวนประมาณ 25 คน (Seat) ประกอบด้วยสมาชิก 24 คนและมี Managing Director เป็นประธาน ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงประชุมประจำปีเท่านั้น ED แต่ละคนจะมีทีมสนับสนุน ได้แก่ Alternate Executive Director (AED), Advisors และ Assistants

สภาผู้ว่าการ (Board of Governors) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกทุกประเทศ มีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแล IMF และมอบหมายอำนาจในการดำเนินงานให้แก่คณะกรรมการบริหาร โดยสภาผู้ว่าการ ตัดสินใจในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายที่สำคัญแต่จะมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารทำการตัดสินใจดำเนินการวันต่อวัน

บทบาทของ Executive Director (ED) ใน IMF และ World Bank ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการอนุมัติโครงการต่าง ๆ เพราะ ED คือผู้แทนถาวรของกลุ่มประเทศสมาชิกที่ประจำอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ขององค์กร ทำหน้าที่กำกับดูแลและลงมติในเรื่องสำคัญแทนประเทศสมาชิกตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงการประชุม Annual Meeting เท่านั้น

ED จะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารเป็นประจำ ซึ่งอาจจัดทุกเดือนหรือทุกสองเดือน ขึ้นอยู่กับวาระและความเร่งด่วนของประเด็น โดยก่อนที่เรื่องใดจะเข้าสู่ที่ประชุม ED จะต้องผ่านการวิเคราะห์จาก “Staff” หรือเจ้าหน้าที่ของ IMF และ World Bank เสียก่อน เจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้จัดทำเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และเสนอความเห็นเชิงเทคนิค เช่น หากประเทศหนึ่งต้องการกู้เงินหรือขอรับโครงการช่วยเหลือ ด่านแรกคือการประเมินจากทีม Staff ว่าโครงการนั้นเหมาะสมหรือไม่

เมื่อ Staff เห็นชอบแล้ว เรื่องจึงจะถูกเสนอเข้าสู่บอร์ด ED เพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่ทำให้ “การล็อบบี้” มีความสำคัญมาก เพราะ ED ของประเทศผู้ขอรับความช่วยเหลือจำเป็นต้องเจรจาโน้มน้าว ED จากประเทศใหญ่ ๆ ให้ลงคะแนนสนับสนุน เนื่องจากประเทศมหาอำนาจถือครองคะแนนเสียงจำนวนมาก และบางประเทศมีอำนาจยับยั้งหากประเทศใหญ่ไม่เห็นชอบ โครงการนั้นก็แทบไม่มีทางผ่าน

เนื่องจาก IMF มีสมาชิกถึง 191 ประเทศ จึงไม่สามารถให้ทุกประเทศมีที่นั่ง ED ได้ทั้งหมด ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศ G7 จะมีที่นั่งของตนเอง ส่วนประเทศอื่น ๆ ต้องรวมกลุ่มกันเป็น Voting Group เพื่อแชร์หนึ่งที่นั่งร่วมกัน

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม South East Asia Voting Group ร่วมกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว เมียนมา เนปาล และประเทศอื่นในภูมิภาค กลุ่มนี้รวมคะแนนเสียงกันเพื่อให้ได้สิทธิ์ส่งตัวแทนหนึ่งคนเป็น ED การจัดสรรตำแหน่ง ED จึงต้องเจรจากันล่วงหน้าเป็นรอบหลายปีอาจจะเป็น 5-10 ปี เช่น เดิมอินโดนีเซียถือสิทธิ์ ED ฝั่ง IMF ส่วน ED ของ World Bank สลับกันระหว่างไทยกับมาเลเซีย ต่อมาไทยและมาเลเซียรวมเสียงต่อรองจนได้สิทธิ์ใน IMF ด้วย

ตำแหน่ง ED ถือเป็นตำแหน่งสำคัญและมีเกียรติสูงมาก เพราะได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการดีเยี่ยม ทั้งเงินเดือนสูง ค่าเดินทาง และสิทธิ์ดูแลครอบครัว หากพาคู่สมรสไปอยู่ด้วยก็มีเงินสนับสนุนเพิ่มเติม เหตุผลคือเพื่อดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกให้มาทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนจากการไปหารายได้เสริมภายนอก

สำหรับประเทศไทย บุคลากรจากธนาคารแห่งประเทศไทยมักได้รับโอกาสไปดำรงตำแหน่ง ที่ IMF เช่น อดีตรองผู้ว่าการหรือผู้ช่วยผู้ว่าการหลายคน ขณะที่ข้าราชการกระทรวงการคลังจะไปปฏิบัติงานที่ World Bank การได้ไปทำงานที่ IMF หรือ World Bank จึงถือเป็นเส้นทางสำคัญของข้าราชการสายเศรษฐกิจไทย และมักถูกมองว่าเป็นบันไดสู่ตำแหน่งใหญ่ในอนาคต

นอกจากนี้ไทยยังมีกฎหมายกำหนดชัดเจน คือ พระราชบัญญัติ ให้อํานาจปฏิบัติการ เกี่ยวกับกองทุนการเงินและธนาคารระหว่างประเทศ พ.ศ. 2494 ให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ว่าการของประเทศไทย ในกองทุนการเงินโดยตําแหน่ง

ตัวแทนของประเทศไทยที่เคยไปนั่งตำแหน่ง ED ที่ World Bank ก็คือ คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร มือขวาของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขณะที่นายวิจิตร สุพินิจ อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยไปเป็น ED ที่ IMF

ED Office เป็น “จุดเชื่อม” สำคัญระหว่างประเทศสมาชิกกับองค์กร เพราะเมื่อผู้แทนระดับรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคารกลางของไทยเดินทางไปประชุม IMF หรือ World Bank ทีม ED, AED และ Advisors จะเป็นผู้ประสานงาน เตรียมข้อมูล นัดหมาย และวางกลไกทั้งหมดให้ผู้นำไทยสามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ IMF และ World Bank โดยทั่วไปทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด แต่ในความเป็นจริงก็มีการแข่งขันเชิงบทบาทอยู่บ้าง โดยเฉพาะในประเด็นที่ขอบเขตอำนาจทับซ้อนกัน เช่น ช่วงวิกฤติธนาคาร (Banking Crisis) IMF มองว่าเป็นเรื่องเสถียรภาพการเงินและนโยบายการเงิน จึงควรอยู่ในความรับผิดชอบของตน ขณะที่ World Bank เห็นว่าระบบธนาคารเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการพัฒนาประเทศ จึงควรมีบทบาทด้วย

การแข่งขันนี้มักไม่แสดงออกตรง ๆ แต่สะท้อนผ่านการแย่งกันเป็นเจ้าภาพในประเด็นสำคัญ การดึงผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้ามาทำงาน หรือการผลักดันให้ตนเป็นผู้นำในโครงการใหญ่ ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤติการเงินเอเชีย หลายหัวข้อจำเป็นต้องแบ่งบทบาทกันว่าเรื่องใด IMF จะเป็นผู้นำ และเรื่องใด World Bank จะรับผิดชอบ

ผู้นำหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ได้ประชุมร่วมกันเพื่อประสานงานการตอบสนองต่อผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook International Monetary Fund

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงสถานะทางการเมือง World Bank มักมี “ความได้เปรียบเชิงศักดิ์ศรี” อยู่บ้าง เพราะผู้แทนสูงสุดของประเทศสมาชิกใน World Bank คือรัฐมนตรีคลัง ซึ่งตามลำดับพิธีการถือว่าสูงกว่าผู้ว่าการธนาคารกลางที่เป็น Governor ของ IMF แม้ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ประธานธนาคารกลาง (Federal Reserve Chair) จะมีสถานะอิสระและทรงอิทธิพลเทียบเท่าหรือสูงกว่ารัฐมนตรีคลังก็ตาม

นอกจากโครงสร้างหลักอย่าง Board of Governors และคณะ Executive Directors แล้ว ระบบของ IMF ยังมี “คณะกรรมการระดับรัฐมนตรี” ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการอีก 2 ชุด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเชิงนโยบายระดับสูง ได้แก่

1) คณะกรรมการเพื่อการพัฒนา Development Committee ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมของสภาผู้ว่าการของ IMF และ World Bank ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและรายงานต่อผู้ว่าการในเรื่องนโยบายการพัฒนาและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนา
2) คณะกรรมการเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Monetary and Financial Committee (IMFC) ทำหน้าที่พิจารณาประเด็นด้านนโยบายที่สำคัญซึ่งเกี่ยวท้องกับระบบการเงินระหว่างประเทศปีละสองครั้ง

จุดสำคัญคือ IMFC ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง IMF โดยตรง แต่เป็นคำย่อของ International Monetary and Financial Committee เพื่อสะท้อนว่าเป็นเวทีที่ครอบคลุมทั้ง “Monetary” (นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลาง) และ “Finance” (นโยบายการคลัง ได้แก่ กระทรวงการคลัง)

การที่จะได้เข้าไปนั่งในคณะกรรมการ 2 ชุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจากสมาชิกทั้งหมด 191 ประเทศ มีเพียง 25 ที่นั่ง เท่านั้น

ขนาดและองค์ประกอบของ IMFC จะสะท้อนถึงลักษณะของ คณะกรรมการบริหาร (Executive Board) โดย IMFC ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 25 ราย ซึ่งเป็นผู้ว่าการธนาคารกลาง (Governors) รัฐมนตรี (Minister) หรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในระดับที่เทียบเท่ากัน และโดยปกติแล้ว สมาชิกเหล่านี้จะคัดเลือกมาจากผู้ว่าการของประเทศสมาชิก IMF ทั้ง 191 ประเทศ

แต่ละประเทศสมาชิกและแต่ละกลุ่มประเทศสมาชิกที่เลือก ED จะเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกของคณะกรรมการ IMFC โดยในปัจจุบัน คณะกรรมการชุดนี้มีโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของซาอุดีอาระเบียทำหน้าที่เป็นประธาน ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

โดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจ 7 ประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส มักจะได้ที่นั่งถาวรเนื่องจากสัดส่วนการถือหุ้นและการลงคะแนน (Quota) ที่สูง กลุ่มประเทศอื่นๆ ต้องใช้วิธีจัดกลุ่มแล้วสลับกันขึ้นมานั่ง

ในกลุ่มออกเสียง SEAVG (South East Asia Voting Group) มีการตกลงล่วงหน้าว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย ปีไหนใครจะเป็นตัวแทนกลุ่มออกเสียงนั่งใน IMFC ขณะที่กลุ่มออกเสียงอื่น (Voting Group) ก็แตกต่างออกไป

ส่วนโควตามีการทบทวนทุก 5 ปี

“ใครได้นั่งในช่วงปีที่มีการประชุมสำคัญ จึงถือว่ามี “ศักดิ์ศรี” และมีบทบาทที่จะพูดนโยบาย”

การประชุม IMFC ในเดือนเมษายน 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook AM2026 Thailand

จากการตรวจสอบรายชื่อ Development Committee และ IMFC ในปี 2023 พบว่า ในกลุ่มที่ประเทศไทยอยู่นั้น มาเลเซียได้ร่วมเป็นสมาชิก Development Committee สะท้อนว่า มาเลเซียอยู่ใน ED เช่นกัน ส่วนใน IMFC การที่ประธาน (Chair) มาจากสเปน หรือประเทศอื่นๆ เช่น อุรุกวัย มาจากการ โหวตลับ และการล็อบบี้อย่างหนักระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ เพื่อดึงคนของตนขึ้นมามีบทบาทนำ

คณะกรรมการ Development Committee และ IMFC ปกติจะประชุมสองครั้ง คือมี Spring Meeting การประชุมกลางปีหนึ่งครั้ง ที่กรุงวอชิงตันดี.ซี. ซึ่ง Spring Meeting เป็นประชุมเล็ก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...